ผู้เขียน หัวข้อ: บันใด 7 ขั้น สู่สวรรค์ฟิรฺเดาซ์  (อ่าน 4651 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ govee

  • Moderator
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
บันใด 7 ขั้น สู่สวรรค์ฟิรฺเดาซ์

อ.วิทยา วิเศษรัตน์

คำว่า "ฟิรฺเดาซ์" ในอัลกุรอานมีอยู่ 2 แห่งเท่านั้น คือ

(1) อายะฮฺที่ 107 ของซูเราะตุล-กะฮฺฟิ และ
(2) อายะฮฺที่ 11   ของซูเราะตุล-มุอฺมินูน

นักวิชาการให้ความหมายที่ไม่แตกต่างกัน คือ

(1) ระดับสูงในสวรรค์ของสวรรค์ชั้นสูง (จากตัฟสีรฺอัยซะรุลตะฟาสีรฺ ของ อบูบักรฺ ญาบิรฮ อัล-ญะซาอิริ)
(2) สถานที่สูงในสวรรค์ (จากตัฟสีรฺวาฎีฮ์ ของ ดร.มุหัมมัด มะหฺหมูด มะญาซี)
(3) เป็นชื่อหนึ่งของสวรรค์ หรือ ชั้นของสวรรค์ที่อยู่อันดับสูง (จากตัฟสีร์บัยฎอวี ของ กอฎี นาศีรุดดีน อะบีสะอีด อับดุลลอฮฺ บุตรอุมัรฺ บุตรมุหัมมัด อัช-ชีรอซี  อัลบัยฎอวี)
(4) สวนที่กว้าง รวมไว้ซึ่งผลไม้ทุกชนิด (จากตัฟสีรฺ อัล-กัชชาฟ ของ อัล-ซะมัคชะริ)
(5) สวรรค์ชั้นสูงที่มีลำน้ำแห่งสวรรค์ (จากตัฟสีรฺ ศ็อฟวะตุด ตะฟาสีรฺ ของมุหัมมัดอาลี อัศ-ศอบูรี)
(6) เป็นที่สูงของสวรรค์ อยู่ตรงกลาง และประเสริฐสุด (จากตัฟสีรฺอัล-กุรฏูบี ของอบูอับลิลลาฮฺ มุหัมมัด บุตรอะหฺมัด อัล-อันศอรี อัลกุรฏูบี)
(7) ที่สูงของสวรรค์ และส่วนกลางของสวรรค์ มีลำน้ำของสวรรค์พุ่งอยู่ และอะรัชของอัลลอฮฺอยู่เหนือมัน (จากตัฟสีรฺอิบนุ กะษีร)

การเดินทางสู่สวรรค์ฟิรฺเดาช์นั้น ไม่ใช่กระทำได้ง่ายๆ เพราะมันเป็นสวรรค์ชั้นสูง จะใช้เพียงการละหมาด หรือการถือศีลอด หรือ การทำฮัจญ์บ่อยๆ คงจะไม่ได้

ดังนั้น เรามีบันใด 7 ขั้น ที่จะเสนอให้เดิน โดยได้เนื้อหาสาระ มาจากซูเราะตุลมุอฺมินูน ตั้งแต่อายะฮฺที่ 1 ถึง 10 อันได้แก่

(1) ความถ่อมตนในละหมาด
(2) การหลีกห่างจากเรื่องร้ายสาระ
(3) การบริจาคซะกาต และการขัดเกลากิเลส
(4) การไม่ล่วงละเมิดทางเพศ
(5) การมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย
(6) การปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้
(7) การรักษาเวลาละหมาดอยู่เสมอ

หากจะพิจารณาแล้ว ไม่มีข้อใดที่ปฏิบัติไม่ได้ โดยมีเงื่อนไขอยู่เพียงข้อเดียวคือ "ใจรับหรือไม่" เท่านั้น ถ้าลงมือกระทำด้วยความศรัทธามั่น ผลก็คือ ความสำเร็จที่จะได้รับทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า

ฉะนั้น ลองมาช่วยกันพิจารณากันทีละขั้น จนบันใดทั้ง 7 ขั้น สามาารถเชื่อมโยงกันได้ และในที่สุดไปบรรจบอยู่ที่ "ฟิรฺเดาซ์" อย่างสมบูรณ์แบบ


(1)
ความถ่อมตนในละหมาด

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจ ถึงความสำคัญของการละหมาดเสียก่อน จึงจะก้าวไปสู่คุณลักษณะ ที่เป็นความเด่น และความงดงามของมัน

ความสำคัญในแง่ของอัลกุรอาน

1. การละหมาด ยับยั้งการลามก และการชั่วช้า (ของผู้ละหมาดที่บริสุทธิ์ใจ) (อัล-อังกะบูต :45)
2. การละหมาดเป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธา ตามเวลาที่กำหนดไว้ (อัน-นิสาอฺ :103)
3. บรรดาผู้ศรัทธาชาย และบรรดาผู้ศรัทธาหญิง บางคนเป็นผู้ปกครองอีก บางคนในการทำหน้าที่ ใช้กันทำความดี ห้ามกันจากการทำชั่ว และจัดให้มีการละหมาด  (ญะมาอะฮฺ)  (อัต-เตาบะฮฺ :71)
4. (ชาวนรกซะกอรฺ กล่าวถึงการตกนรกซะกอรฺ ของพวกเขาว่า) พวกเขากล่าวว่า พวกเราไม่ได้เป็นผู้ละหมาด (อัล-มุดดัษษิรฺ : 43)
5. หากพวกเขาสารภาพผิด และกลับตัว ดำรงละหมาด และบริจาคซะกาต ดังนั้น พวกเขาคือพี่น้องร่วมศาสนาของท่าน (อัต-เตาบะฮฺ - 11)
6. ชนรุ่นหลังที่ละทิ้ง (ทำลาย) การละหมาด และตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ พวกเขาจะพบกับความหายนะ (มัรฺยัม: 59)

ความสำคัญของการละหมาดจากวจนะของท่านนบี (ศ็อลฯ)

1. ท่านนบี (ศ็อลฯ) เปรียบเทียบการละหมาด 5 เวลา กับการอาบน้ำ ในแม่น้ำหน้าบ้าน วันละ 5 ครั้ง ที่ทำให้ร่างกายสะอาดได้ฉันใด การละหมาด ก็สามารถลบความผิดได้ ฉันนั้น (โดยบุคอรี และ มุสลิม)
2. การละหมาด 5 เวลา และการละหมาดวันศุกร์ ทุกศุกร์ สามารถไถ่บาประหว่างเวลาดังกล่าวได้ แต่จะต้องไม่ใช่บาปใหญ่ (โดยบุคอรี และติรฺมิซีย์)
3. สิ่งแรกที่มนุษย์จะถูกสอบสวน ในวันกิยามะฮฺ คือ การละหมาด หากละหมาดดี การงานทั้งหมดก็ดีไปด้วย หากไม่ดี การงานอื่นๆ ก็พลอยเสียไปด้วย  (โดยฏ็อบรอนีย์)
4. การแยกระหว่างบุคคลกับการปฏิเสธ ก็คือ การละทิ้งละหมาด (โดยอะหฺมัด และ มุสลิม)
5. สัญญาระหว่างพวกเเรากับพวกเขา ก็คือการละหมาด ผู้ทิ้งใดละทิ้งการละหมาด คือ ผู้ปฏิเสธ (โดยอะหฺมัด, อบู ดาวูด, นะสาอีย์)

สรุปประเด็นสำคัญจากอัลกุรอาน - อัลหะดีษ

(1) เราจะต้องเอาการละหมาดของเรา ยับยั้งความชั่วทั้งหายให้ได้
(2) ให้ถือว่าการละหมาด เป็นหน้าที่ของเราโดยความเต็มใจ
(3) อิม่ามต้องทำหน้าที่ในการนำละหมาด พร้อมไปกับการใช้ประชาชนให้ทำดี และกล้าห้ามพวกเขาจากการทำชั่ว
(4) มีนรกพิเศษไว้สำหรับมุสลิมที่ไม่ละหมาด ที่ชื่อ "ซะกอรฺ"
(5) การละหมาดถือเป็นมาตรฐานหนึ่ง ในการวัดจิตใจคนที่กลับใจ
(6) ความหายนะของคนรุ่นใหม่ คือ การละทิ้งละหมาด และยึดเอาอารมณ์เป็นพระเจ้า
(7) การละหมาดชำระจิตใจ และบาปบางอย่างได้
(8) การละหมาดเป็นตัว "จูน" การงานอื่นให้เป็นบวก และเป็นลบได้
(9) คนละหมาดกับคนที่ทิ้งละหมาด อุณหภูมิแห่งความศรัทธา ย่อมแตกต่างกัน
(10) คนที่ละเลยการละหมาด ก็คือคนที่ละเลยบุญคุณแห่งอัลลอฮฺ

เมื่อเราได้รับรู้ความสำคัญของการละหมาดแล้ว ก็ควรมาพิจารณาว่า ความงดงามของมันอยู่ตรงไหน? แน่นอน ความงดงามของการละหมาด ต้องอยู่ที่การถ่อมตนของผู้ละหมาดนั่นเอง

ในอัลกุรอานได้บอก ว่า การละหมาดเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องหนัก แต่ต้องยกเว้นสำหรับผู้ที่ถ่อมตน และผู้ที่ถ่อมตนเป็นอย่างไร? อัลกุรอานได้ให้คำตอบไว้ว่า
- ผู้ที่คิดว่าเขาจะได้พบกับพระผู้อภิบาลของเขา
- ผู้ที่คิดว่าวันหนึ่งเจาจะต้องถูกนำกลับคือสู่พระองค์

คนที่ยืนละหมาดในสภาพจิตใจที่มั่นคงอย่างนี้ ย่อมบอกกับตัวเองได้ว่า
- ร่างกายของเขาจะหยุดนิ่ง
- จิตใจของเขาสงบ

เขาสำนึกอยู่เสมอว่า เขากำลังอยู่ต่อหน้า
- พระผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
- พระผู้ทรงอำนาจ
- พระผู้ทรงให้คุณ ให้โทษได้

จึงส่งผลให้
- ความลำพองหดตัว
- ความยิ่งใหญ่เล็กลง
- ความโอ้อวดหมดรสชาติ

ซึ่งขณะนี้มีแต่
- ฉันตัวเล็กๆ
- ฉันไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่
- ฉันจะโอ้อวดไปเพื่ออะไร?

แล้วทำไมจึง
- ไม่ก้มกราบพระองค์ให้เนิ่นนาน
- ไม่วิงวอนต่อผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง
- ไม่มอบตัวเป็นทาสของพระองค์
- ไม่ขอทางนำจากพระองค์
- ไม่ขอความเมตตาจากพระองค์

ต่อไปนี้
- ฉันไม่เลิกก้มกราบพระองค์แต่เพียงพระองค์เดียว 
- ฉันจะไม่แสวงหาทางนำ นอกจากทางนำของพระองค์
- ฉันจะสลัดคราบของคนอกตัญญูออกไปอย่างสิ้นเชิง
- และฉันจะเดินบนเส้นทางอันเที่ยงตรงของพระองค์ตลอดไป

มุสลิมในยุคนี้ ยังมีหัวใจที่วุ่นวาย ไร้ความสงบ เพราะการรำลึก และการรำลึกที่ดีก็คือการละหมาดที่มีการถ่อมตน
ผู้ถ่อมตนถูกอรรถาธิบายไว้ในซูเราะฮฺอัล-หัจญ์ อายะฮฺที่ 34 และ 35 ความว่า
" และจงบอกข่าวดีแก่ผู้ถ่อมตน " (ผู้มีจิตใจสงบเสงี่ยม)  (34)
" ผู้ซึ่งเมื่ออัลลอฮฺถูกกล่าวถึง หัวใจของพวกเขาอ่อนไหว และบรรดาผู้อดทนต่อการทดสอบและดำรงการละหมาด และใช้จ่ายจากปัจจัยที่อัลลอฮฺประทานให้ " (35)

สรุปลักษณะของผู้ถ่อมตนทั่ว ๆ ไป คือ
(1) จิตใจอ่อน เมื่อน้อมรำลึกถึงอัลลอฮฺ
(2) อดทนและต่อสู้กับปัญหาชีวิตที่ถูกทดสอบด้วยความศรัทธา
(3) ไม่ละทิ้งการละหมาด
(4) บริจาคบางส่วนจากปัจจัยที่ได้รับจากอัลลอฮฺ

นักวิชาการยุคต้น ได้ให้ความหมายของคำว่า "ผู้ถ่อมตนในละหมาด" ไว้ 5 มุมมองด้วยกัน คือ
1. ผู้เกรงกลัว (โดยอัล-หะสัน และ กอตาดะฮฺ)
2. ผู้นอมน้อม (โดยอิบนุ อีซา)
3. ผู้เตาบะฮฺตัว (กลับใจ)  (โดยอิบรอฮีีม นัคอี)
4. การลดสายตาและน้อมคารวะ (โดยมุญาฮิด)
5. ผู้ที่ไม่ยกสายตาขึ้นสูงในเวลาละหมาด

มีคำถามที่ถูกมองกันคนละมุม ก็คือ การถ่อมตนอยู่ที่ส่วนใดของร่างกาย?
- ท่านหะสันและกอตาดะฮฺบอกว่า อยู่ที่หัวใจโดยเฉพาะ
- แต่ท่านอิบรอฮีม นัคอี และ มุญาฮิด กว่าวว่า อยู่ที่หัวและสายตา

สรุปเจตนารมณ์ของคำว่า การถ่อมตนในละหมาด จากวจนะของท่านศาสดามุหัมมัด (ศ็อลฯ)

1. การละหมาดจะไม่ถูกรองรับจนกว่าสันหลังจะเหยียดตรงขณะรุกูอฺ และ ขณะสุญูด (โดยอะหฺมัด และ อบู ดาวูด)
2. ขโมยที่เลวที่สุดคือการขโมยในละหมาด มีผู้ถามท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า เป็นอย่างไร? ท่านตอบว่า "การรุกูอฺไม่สมบูรณ์ สุญูดไม่สมบูรณ์ (โดยอะหฺมัด)
3. สิ่งแรกที่จะหมดไปจากประชาชาติ ก็คือการถ่อมตน และเจ้าจะไม่ได้เห็นคนถ่อมตนสักคน (ไม่ว่าในละหมาดหรือนอกละหมาดก็ตาม (โดยฏ็อบรอนี)
4. ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ได้ถามท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า การเหลือบมองในละหมาดเป็นอย่างไร? ท่านตอบว่า มันคือการฉกที่ชัยฏอนฉกจากการละหมาดของบ่าว (โดยบุคอรี และ นะสาอี)
5. อัลลอฮฺยังคงทรงมุ่งพระพักตร์สู่บ่าวในขณะละหมาด ตราบที่เขาไม่ได้เหลือบขวาเหลือบซ้าย เมื่อเขาผินหน้าออกจากพระองค์ ดังนั้น พระองค์ก็จะผินพระพักตร์ (ไม่ทรงสนใจ) จากเขา (โดยอบู ดาวูด นะสาอี)

ทำไมต้องเน้นเรื่องการถ่อมตนในละหมาด?

ก็เพราะว่าเป็นจุดเด่น และความงดงาม ไม่ใช่เฉพาะในภาคของ "การภักดี" เท่านั้น แต่จะรวมถึงผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตด้วย เพราะขณะที่อยู่ในละหมาด จิตใจยังไม่สงบ แล้วในชีวิตจริง จะมีความสงบได้อย่างไร?

ขณะที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ พระผู้ทรงอำนาจ ในการให้คุณให้โทษ แล้วจิตใจยังวุ่นวาย ไม่มั่นคงอีก ใครเล่าที่จะให้ความมั่นคง ได้เท่ากับพระองค์.


piwdee.net
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 11, 2013, 11:27:49 AM โดย piwdee »

ออฟไลน์ govee

  • Moderator
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
Re: บันใด 7 ขั้น สู่สวรรค์ฟิรฺเดาซ์
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2012, 11:24:56 PM »
(2)
การหลีกห่างจากเรื่องไร้สาระ

คนที่เข้าเฝ้าอัลลอฮฺ วันละ 5 เวลา ที่คอยวิงวอนขอความเมตตา และทางนำ จากพระองค์ ยังไม่คิดเลิก เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และไร้ความหมายต่อชีวิตของตัวเอง กระนั้นหรือ

คนที่ไม่ทิ้งทั้งละหมาด และเรื่องไร้สาระ มักจะเป็นคนจิตใจป่วยไข้ ขาดความสมบูรณ์ เป็นคนอ่อนแอ ตามอารมณ์ตัวเอง และเพ้อฝันอย่างไร้ทิศทาง คิดเพียงว่าเป็นมุสลิมก็ใช้ได้แล้ว อัลลอฮฺคงไม่คิดเอาลงนรก เหมือนกับพวกปฏิเสธ ละหมาดบ้าง ไม่ละหมาดบ้าง ก็คงไม่เป็นไร ทำบุญบ่อยๆ น่าจะชดเชยกันได้

พวกไร้สาระ ชอบทำอะไรตามใจตัวเอง และคิดว่าการงาน ที่พวกเขากระทำนั้น คือความดีและเป็นความถูกต้อง โดยอารมณ์ของตัวเองเป็นมาตรฐานวัด

ดังนั้น คนที่ชอบความไร้สาระ จะเกลียดชังความมีสาระ คนพวกนี้จึงชอบ
- ฟังการนินทา ฟังการใส่ร้าย
- ดูภาพโป๊
- ดูการพนัน

มากกว่า
- การฟังศาสนา
- การฟังคำตักเตือน
- ฟังคุตบะฮฺ

ตราบใดที่ยังชอบเรื่องไร้สาระ ตราบนั้นการละหมาดของเขา จะไม่มีวันได้พบกับ "ความสงบ และความมีสมาธิได้"

คนที่ชอบอ่านหนังสือการ์ตูน ก็คือคนที่ชอบความไร้สาระ แต่ปัญญานั้น เกิดจากการอ่าน และการพิจารณาสิ่งที่เป็นสาระ เพราะมนุษย์ถูกสร้างมา อย่างมีเป้าหมายและทิศทาง ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสเอาไว้ ความว่า "และพวกเจ้าคิดหรือว่า เราสร้างพวกเจ้ามา อย่างไร้สาระ และพวกเจ้าจะไม่ถูกนำกลับคืนสู่เรา"  (อัล-มุอฺมินูน-115)

คนที่คิดว่า ชีวิตของตัวเอง มีความหมาย ก็คือคนที่คิดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งเขาจะต้องตาย และหลังจากตาย ก็จะถูกทำให้ฟื้น และถูกนำไปยืนเบื้องหน้าพระพักตร์ แห่งอัลลอฮฺ เพื่อรายงานผลงานที่ทำไว้ในโลกนี้

แล้วเขาจะคิดว่า การเกิดมาเป็นมนุษย์ครั้งหนึ่ง ไร้จุดหมายและเป้าหมายได้อย่างไร อันเนื่องจากโอกาสของการทำความดี มีเพียงหนเดียวเท่านั้น

ในอัลกุรอาน ได้เล่าถึงคนที่ไร้ผลงาน ได้พยายามต่อรองกับอัลลอฮฺ เพื่อที่จะทรงให้โอกาส แก่พวกเขา ได้กลับคืนสู่โลกนี้อีกครั้ง หลังจากตาย เพื่อจะได้ทำความดี เพราะพวกเขารู้ประจักษ์ดีว่า คนที่ไร้ผลงานแห่งความดี จะได้รับอะไรตอบแทน ที่นอกเหนือไปจากการลงโทษในไฟนรก

แม้กระทั่งการสาบานพล่อยๆ ก็ไม่เป็นที่ปรารถนาในอิสลาม ดังที่ปรากฏอยู่ในอายะฮฺที่ 225 ของซูเราะตุลบะกอเราะฮฺ ซึ่งมีความว่า  "อัลลอฮฺไม่ทรงยึด เอาการสาบานอันไร้สาระ ของพวกเจ้า (ในการลงโทษ) แต่พระองค์ทรงยึด เอาที่หัวใจของพวกเจ้า แสวงหา (ประกอบขี้น) และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยยิ่ง   ผู้ทรงขันติยิ่ง

แต่การเอาพระนามของอัลลอฮฺ มาอ้างเล่นๆ ย่อมไม่เป็นสิ่งที่ดีนัก สำหรับผู้ที่อ้างตนเองว่า เป็นผู้ศรัทธา เพราะการทำอะไรเล่นๆ กับผู้ที่ได้รับการเคารภักดี ก็เท่ากับเป็นการลบหลู่ดูถูก ไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม

ดังนั้น การไถ่โทษของเขาก็คือ
1. การให้อาหารคนขัดสน 10 คน ตามปริมาณที่เขาให้อาหาร แก่คนในครอบครัวของเขา หรือ
2. ให้เครื่องนุ่งห่มแก่พวกเขา 10 คน หรือ
3. ปล่อยทาสหนึ่งคน หรือ
4. หากทำไม่ได้ตามที่กล่าวมาข้างต้น เขาจะต้องถือศีลอด 3 วัน

ทั้งหมด ถือเป็นโทษสำหรับคนปากพล่อย และเป็นการไถ่โทษ เพื่อให้เกิดความระมัดระวัง ในการใช้คำพูดว่า สิ่งใดสมควร หรือไม่สมควร มุสลิมจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะพูด เพื่อความสะใจ โดยไม่คำนึงถึงผลที่ออกมาว่า มีผลกระทบอย่างไรบ้าง

มุสลิมที่จะก้าวพ้นบันไดขั้นที่สองนี้ ต้องยึดหลักสองประการดังต่อไปนี้

1. ไม่ร่วมในการเป็นพยานเท็จ หรือร่วมวงในการมั่วคุยเรื่องไร้สาระ
2. เดินผ่านเรื่องไร้สาระ (เช่น วงนินทา มหรสพ และอื่นๆ) อย่างมีเกียรติ (ซูเราะฮฺที่ 25 อายะฮฺที่ 72)

สังคมใดที่ยังติดพันอยู่กับอบายมุข และการละเล่น ในรูปแบบต่างๆ อยู่ สังคมนั้น ก็จะจมปลักอยู่กับชัวิต "มั่วๆ" ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร นอกจาก
- การตั้งวงการพนัน
- การตั้งวงเหล้า

สิ่งดังกล่าวเหล่านี้ จะไม่มีในชุมชนของผู้ศรัทธา อย่างเด็ดขาด และแม้กระทั่งการเชื่อฟังในศาสนา ก็จะไม่งมงาย เหมือนคนหูหนวก ตาบอด พร้อมทั้งขอพรต่พระองค์ว่า
1. ขอให้ได้คู่ครอง และลูกๆ เป็นที่ชื่นอก ชื่นใจ หรือเย็นตา
2. ขอให้พระองค์ทรงทำให้พวกเขา เป็นแบบอย่างที่ดี แก่ปวงชนที่ดี (ซูเราะฮฺที่ 25 อายะฮฺที่ 73 - 74)

เราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่รับใช้อัลลอฮฺ ใน 3 รูปแบบ คือ
1. ต่ออัลลอฮฺ
2. ต่อตัวเอง
3. ต่อครอบครัวและสังคม

เราจึงไม่มีหน้าที่มา
1. โกหก
2. นินทา
3. ใส่ร้าย
4. สนุกสนาน สำเริงสำราญ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 11, 2013, 11:35:50 AM โดย piwdee »

ออฟไลน์ govee

  • Moderator
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
Re: บันใด 7 ขั้น สู่สวรรค์ฟิรฺเดาซ์
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2012, 11:28:24 PM »
(3)
การบริจาคซะกาต และการขัดเกลากิเลส

มนุษย์ทุกคน มีความรักในทรัพย์ มากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ ตามเจตนารมณ์ของศาสนา เกี่ยวกับชีวิตในโลกนี้ เช่น คำพูดของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ที่กล่าวไว้ ความว่า   "ตัวฉันกับดุนยา เสมือนคนเดินทาง ที่เข้าพักร่มไม้ เมื่อตกเย็น ก็เดินทางต่อ และทิ้งต้นไม้นั้น"  หรือคำพูดที่ความว่า  "การที่เราทุ่มเทให้กับโลกนี้ เสมือนเราเอานิ้วมือ จุ่มลงในน้ำทะเล เมื่อยกนิ้วขึ้นมาดู มีอะไรติดนิ้วมาบ้าง?"

เราลองถามตัวเองว่า เราคิดอย่างไร กับคำพูดของท่านศาสดามุหะมมัด (ศ๊อลฯ) ข้างต้น   คิดอย่างไร ก็เป็นเช่นนั้น

- หากคิดว่าความจนคือความอัปยศ และคิดว่าความรวย คือทุกสิ่งแห่งความปรารถนา คนเช่นนี้ จะยอมชำระทรัพย์ของตัวเอง แก่คนที่จนกว่าหรือไม่
- หากคิดว่าความร่ำรวยที่ได้มานี้ เป็นการประทานจากอัลลอฮฺ ไม่ใช่จากความสามารถของตัวเอง คนเช่นนี้จะจ่ายซะกาตหรือไม่ ?

คนกินไม่รู้จักอิ่ม กับคนที่รูกจักความอิ่ม ย่อมจะมีสภาพที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เฉพาะในโลกหน้าเท่านั้น  แต่ในโลกนี้ ก็จะเห็นความแตกต่าง   และความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ก็คือ

-   ความกระวนกระวายของคนที่กินไม่รู้จักอิ่ม
-   ความสงบสุขของคนที่รู้จักความพอเพียง

ซะกาต  มาจากรากศัพท์ ที่หมายถึง  การซักฟอก  หรือการชำระให้สะอาด  ดังนั้น  ทรัพย์ใดที่ไม่ถูกชำระด้วยซะกาต  เมื่อครบเงื่อนไข  ทรัพย์นั้นและเจ้าของ ก็พลอยไม่สะอาดไปด้วย

เราต้องทำให้บันไดขั้นนี้ สะอาดบริสุทธิ์ ก่อนคิดจะก้าวสู่บันไดขั้นต่อไป

ซะกาตมาคู่กับการละหมาด หากขาดอันใดอันหนึ่ง ความสมบูรณ์จะไม่เกิดขึ้น

เมื่อจิตใจไม่สะอาด  ทรัพย์สมบัติจะสะอาดได้อย่างไร ?  เนื่องจากสิ่งเหล่านั้น อยู่ภายใต้การควบคุม ทางพฤติกรรมของมนุษย์  ที่จะเป็นตัวผลักดัน ให้ไปในทิศทางใดก็ได้  เพราะว่าสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่นอกเหนือจากคน  ถูกสร้างมา เพื่อให้บริการแก่คน  ไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ , ดวงจันทร์ , ภูเขา , ทะเล และอื่น ๆ

แต่คนก็คือคนที่ถูกสร้างมา ให้มีจิตใจท้อถอย และรวนเร เช่น

-  เมื่อพบกับความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นความจน หรือโรคภัยไข้เจ็บ ก็จะคร่ำครวญ รำพึงรำพัน
-  แต่เมื่อได้ดีมีความสุข มีเงินมีทอง ร่ำรวย ก็จะแสดงความเป็นเจ้าของ ด้วยความหวงแหน

ส่วนผู้ที่จะรอดพ้น จากสภาพดังกล่าวข้างต้น ก็คือ

(1) ผู้หมั่นเสมอในการละหมาด
(2) ผู้ที่บริจาคแก่ผู้เอ่ยขอและไม่เอ่ยขอ
(3) ผู้ที่เชื่อว่าวันแห่งการตอบแทนมีจริง
(4) ผู้ที่ประหวั่นต่อการลงโทษของอัลลอฮฺ โดยระวังอยู่เสมอ
(5) ผู้ที่ไม่สำส่อนทางเพศ
(6) ผู้ที่หมั่นเอาใจใส่ ต่อสิ่งที่ได้รับมอบหมาย และสัญญาของพวกเขา
(7) ผู้ไม่บิดพลิ้วในการเป็นพยาน
(8) ผู้ที่รักษาเวลาของการละหมาด 
 
(สรุปจากอายะฮฺที่ 19 ถึง 34 ของสูเราะฮฺอัล-มะอาริจญ์)

ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างของอายะฮฺ แห่งอัล-กุรฺอาน ที่นำเสนอการละหมาด กับการจ่ายซะกาตคู่กัน ซึ่งมีอยู่หลายตอนด้วยกัน เช่น

(1) และจงดำรงละหมาด และจ่ายซะกาต และโค้ง (รุกูอฺ) พร้อมกับผู้โค้งทั้งหลาย (สูเราะฮฺที่ 2 อายุฮฺที่ 43)
(2) และจงพูดดีกับประชาชน  และดำรงละหมาด และจ่ายซะกาต  (สูเราะฮฺที่ 2 อายุฮฺที่ 83)
(3) และจงดำรงละหมาด และจ่ายซะกาต และสิ่งที่พวกเจ้านำเสนอ เพื่อพวกเจ้า จากความดีงาม พวกเจ้าจะได้พบมัน ที่อัลลอฮฺ (สูเราะฮฺที่ 2 อายุฮฺที่ 110)
(4) และดำรงละหมาด และจ่ายซะกาต และบรรดาผู้รักษาสัญญา เมื่อพวกเขาสัญญา (สูเราะฮฺที่ 2 อายุฮฺที่ 177)
(5) พวกเขาดำรงละหมาด และพวกเขาจ่ายซะกาต พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกเขา ที่พระผู้อภิบาลของพวกเขา (สูเราะฮฺที่ 2 อายุฮฺที่ 277)
(6) และบรรดาผู้ดำรงละหมาด และจ่ายซะกาต และบรรดาผู้ศรัทธา ในอัลลอฮฺและวันสิ้นโลกเหล่านั้น เราจะให้รางวัลอันยิ่งใหญ่แก่พวกเขา (สูเราะฮฺที่ 4 อายุฮฺที่ 162)
(7) แม้นพวกเขาสารภาพบาป ดำรงการละหมาด และจ่ายซะกาต ดังนั้น พวกเขาคือพี่น้อง ร่วมศาสนาของพวกเจ้า (สูเราะฮฺที่ 9 อายุฮฺที่ 11)

หากเราได้สังเกตตัวอย่าง จากอายุฮฺทั้งเจ็ด จะพบว่า การทำความดี หรือผลของการตอบแทน จะพ่วงท้ายมาด้วยเสมอ ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นรากฐาน ของศาสนา ซึ่งเราจะมองข้ามไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

เงินทองในทัศนะของอิสลามนั้น มีไว้ เพื่อ

- ใช้ประโยชน์
- มิใช่เพื่อเก็บสะสม โดยไม่ทำประโยชน์

การใช้จ่าย ในหนทางของอัลลอฮฺนั้น มีมากมาย เช่น

- การทำสาธารณทาน
- การให้อาหารแก่ผู้หิวโหย
- การสนับสนุนด้านการศึกษา
- การเตรียมกำลังอาวุธ และอื่นๆ ที่เป็นความดี

ส่วนผลของการตระหนี่ ก็คือการถูกลงโทษด้วยการถูกนาบที่

- บนใบหน้า
- บนสีข้าง และ
- ด้านหลัง

ด้วยเตารีด ที่ทำจากทรัพย์สิน ที่ไม่ยอมใช้จ่าย ในหนทางของพระองค์

ในสมัยของท่านนบี (ศ็อลฯ) เคยมีคนมาถามท่าน โดยบอกว่า เขาเป็นคนมีทรัพย์ จะทำอย่างไร ? จะใช้จ่ายอย่างไร ? ท่านตอบว่า "จงเอาทรัพย์ของท่านออกซะกาต เพราะมันเป็นความสะอาดที่ชำระความสะอาดแก่ทาน ทำให้ท่านใกล้ชิดเครือญาติ และท่านได้รู้จักสิทธิของคนจน เพื่อนบ้าน และคนที่มาขอ (รายงานโดย อะหฺมัด)

แล้วถ้าเราเป็นคนรวย ที่ไม่ยอมจ่ายซะกาต ผลที่ตามมาก็คือ

(1) ทรัพย์สินไม่ถูกทำให้สะอาดบริสุทธิ์ และขาดความจำเริญ
(2) ความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ ถูกตัดขาด
(3) ทำลายสิทธิและหน้าที่ ที่พึงปฏิบัติต่อสังคม คือ ต่อคนจน เพื่อนบ้าน และคนยากไร้ ที่เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ

อิสลามใช้หลักซะกาต ในการเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติที่ร่ำรวย กับเครือญาติที่ยากจน ดังที่สาวกของท่านนบี (ศ็อลฮฺ) ชื่ออบู อัยยูบ มาถามท่านว่า การงานอะไรที่ทำให้ได้เข้าสวรรค์ ท่านตอบว่า
- ภักดีอัลลอฮฺ และอย่าตั้งภาคีใด ๆ กับพระองค์
- ดำรงการละหมาด
- จ่ายซะกาต (บริจาคทรัพย์)
- และเชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติ
(รายงานโดยบุคอรี , มุสลิม)

หากเราไม่ต้องการไปพบงูตัวใหญ่ เขี้ยวโต มาพันคอของเราในกิยามะฮฺ ก็อย่าทำตัวเป็น "สุนัขหวงก้าง" กินก็ไม่ได้กิน แถมยังทำอันตรายตัวเราอีก และเราก็คงไม่อยากที่จะได้ยินมันพูดว่า

- เราคือทรัพย์ของท่าน
- เราคือขุนคลังของท่าน

ซึ่งมันจะรัดคอเรา แถมยังเยาะเย้ยเราอีก

"และอย่าคิดว่า บรรดาผู้ตระหนี่ ในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทาน แก่พวกเขา จากความโปรดปรานของพระองค์ เป็นสิ่งที่ดีแก่พวกเขา หากแต่เป็นความเลวร้ายยิ่ง ต่อพวกเขา เพราะพวกเขาจะถูกพันธนาการ ด้วยสิ่งดังกล่าว ในวันโลกหน้า " (จากบันทึกของบุคอรี และมุสลิม)

ทราบแล้วเปลี่ยนโดยไว มิเช่นนั้น ทรัพย์จะกลายเป็นงูเขี้ยวใหญ่ ตั้งแต่ในโลกนี้ เหมือนพวกที่กำลังเผชิญวิกฤต ในยุคไอเอ็มเอฟ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 11, 2013, 11:43:37 AM โดย piwdee »

ออฟไลน์ govee

  • Moderator
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
Re: บันใด 7 ขั้น สู่สวรรค์ฟิรฺเดาซ์
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2012, 11:31:18 PM »
(4)
การไม่ล่วงละเมิดทางเพศ

อิสลามได้สกัดกั้น การสำส่อนทางเพศไว้ ทุกรูปแบบ โดยไม่ใช่เพียงห้ามการกระทำ แต่ได้ห้ามแม้กระทั่งการเข้าใกล้ นั่นก็คือ การห้ามสื่อลามกทุกประเภท ไม่ว่าจะเกิดจาก
- รูปภาพ
- เสียง
- การอยู่กันตามลำพัง ระหว่างชายหญิง ที่แต่งงานกันได้

ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือว่า เป็นความลามก และเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเพศที่เลวทราม

ทำไม? 

เพราะมนุษย์ไม่ใช่เดรัจฉาน ที่จะใช้ความพอใจ เป็นหลักของการมีเพศสัมพันธ์ เมื่อใดก็ได้ และที่ใดก็ได้  ความลามกที่ถูกซึบซับ เข้าสู่จิตใจมนุษย์นั้น เมื่อมากเข้า ความเป็นเดรัจฉาน ก็จะเกิดขึ้น ดังนั้น เราจึงได้เห็น
- พ่อข่มขืนลูกสาวตัวเอง
- ลุงข่มขืนหลานสาว
- หลานข่มขืนยายตัวเอง  เป็นต้น

การมีเพศสัมพันธ์เช่นนี้ จะแตกต่างอะไรกับหมู หมา กา ไก่ ที่อุบัติขึ้นได้ ไม่ว่าในชั่วโมงใด และนาทีใด พฤติกรรมของพวกมัน ถูกกระตุ้นด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์ จึงไม่มีคำว่าบาป บุญ คุณ โทษ แต่อย่างใด

แต่สำหรับมนุษย์นั้น การลามกถูกห้าม ไม่ว่าในการเปิดเผยหรือซ่อนเร้น ดังที่พระองค์อัลลอฮฺ ได้ทรงสั่งให้ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้ประกาศ ความว่า "จงกล่าวเถิด พระผู้อภิบาลของฉันทรงห้ามการลามกทั้งหลาย ทั้งที่เปิดเผย และซ่อนเร้น"    (ซูเราะฮฺอัล-อะอฺรอฟ-33)

อะไรคือการลามกแบบเปิดเผย? และอะไรคือการลามกแบบซ่อนเร้น?

การเปลือยกายต่อสาธารณะ คือ การแต่งกายที่ไม่ปิด ส่วนที่ถูกสั่งให้ปิด หรือ แม้กระทั่งภาพโป๊ ก็ถือว่า เป็นการลามกแบบเปิดเผย และในอนาคต การอนาจารทางเพศต่อหน้าผู้คน จะกระทำกันอย่างไร้ยางอาย แม้กระทั่งในท้องถนน

ส่วนการลามกที่ซ่อนเร้น ก็คือ การเล่นชู้ หรือ การแอบตีท้ายครัว ทั้งหมดถูกห้ามโดยหลักการ และถือเป็นการบาปทั้งสิ้น

หากเราจะสนองความต้องการทางเพศ ไม่ว่าจะมากขนาดไหน ก็จงแสดงกับภรรยา ผู้เป็นอาภรณ์ที่แท้จริง และถาวรของพวกเรา และหากพวกนาง มีความพอใจในการบรรลุถึงความสุข จากเรื่องนี้ นั่นหมายความว่า เหล่าสามีจะได้รับผลบุญ เท่ากับการบริจาคปัจจัยต่างๆ

เรียกได้ว่าสุขทั้งภรรยา สุขทั้งสามี และร่วมเก็บเกี่ยวความดีงามด้วยกัน สวรรค์ฟิรฺเดาซ์จะไปไหน

แต่ถ้ายังชอบสำส่อนทางเพศ ไม่เลิก ก็ต้องฟังที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้พูดไว้ความว่า "คน 3 ประเภท ที่อัลลอฮฺจะไม่ืรงพูดกับพวกเขา ไม่ทรงทำให้เขาบริสุทธิ์จากบาป และไม่ทรงมองดูเขาในวันกิยามะฮฺ (วันโลกหน้า) คือ คนแก่ที่ไม่เลิกสำส่อน (ซินา), ผู้ปกครองที่ชอมดเท็จ และคนจนที่ทำตัวยิ่งใหญ่" (บันทึกโดย มุสลิมและนะสาอี)

และในเรื่องนี้ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เคยพูด กับคนหนุ่มชาวกุเรซไว้ ความว่า

"โอ้คนหนุ่มกุเรซเอ๋ย! พวกท่านจงรักษาอวัยวะพึงสงวน ของพวกท่าน (ไม่สำส่อน) และจงรู้ไว้เถิดว่า ผู้ใดที่ปกป้องตนเอง จากการสำส่อน เขาจะได้เข้าสวรรค์"  (รายงานโดย ฮากิมและบัยฮะกี)

"โทษของคนที่ผ่านการแต่งงานแล้ว ยังไม่เลิกทำซินา (สำส่อน) จะไม่แตกต่าง จากการฆ่าชีวิต ผู้บริสุทธิ์ การละทิ้งศาสนา และการแยกตัว จากกลุ่มชนมุสลิม"  (รายงานโดย บุคอรีและมุสลิม)

ทำไมอิสลามจึงเข้มงวด กับเรื่องการผิดประเวณี?

เพราะการผิดประเวณี เป็นความโสโครก ที่จะเป็นโรคติดจิตใจคนตลอดไป ความแก่เฒ่า ก็ไม่สามารถที่จะลบล้างให้หมดได้ ผู้เฒ่าผู้มักมากในกาม ก็มักจะจบชีวิต ด้วยโรคหัวใจวาย สถิติในเรื่องนี้ มีมากในอเมริกา โดยเฉพาะกับหญิงอื่น ที่ไม่ใช่ภรรยาของตัวเอง

หากเราเป็นคนแก่ ที่ตายบนเตียงนอนของคู่สำส่อน ก็ลองวาดภาพดูว่า ในวันโลกหน้า อันเป็นวันของการตัดสินความดี-ความชั่ว โดยการที่อัลลอฮฺ
- ไม่ทรงพูดกับเรา
- ไม่ทรงมองดูเรา
- และไม่ทรงทำให้เราปลอดจากบาป (คือไม่ให้อภัย)

สภาพของเราในวันนั้น จะเป็นเช่นไร? ซึ่งแน่นอนจะต้อง
- ตาเหลือก
- หวาดกลัว
- ตัวสั่น
- หวั่นวิตก
- มองหาที่พึ่ง

แต่สุดท้าย เราก็จะพบแต่ความเจ็บปวด ซึ่งเพราะเหตุใด ทำไมจึงไม่สำส่อน แต่เฉพาะภรรยาของตน?
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 12, 2013, 09:19:38 PM โดย piwdee »

ออฟไลน์ govee

  • Moderator
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
Re: บันใด 7 ขั้น สู่สวรรค์ฟิรฺเดาซ์
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2012, 11:33:58 PM »
(5)
การมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย

ความรับผิดชอบ มีมากมาย บนต้นคอของปัจเจกชน และกลุ่มชนในสังคม นั่นก็คือ ความรับผิดชอบทางธรรมชาติ ที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนด เป็นมาตรการบ่งชี้ ถึงการมีอยู่ของพระผู้สร้าง และความเป็นเจ้า ที่แท้จริง แต่เพียงพระองค์เดียว ด้วยกฏเกณฑ์ของการสัมผัสภายใน ดังนั้น ความเชื่อมั่นในความมีอยู่จริง ของอัลลอฮฺ จึงเป็นอะมานะอฺของมนุษย์ หรือเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ ที่จะต้องแบกรับไว้ตลอดชีวิต แล้วความรับผิดชอบอื่น จึงจะตามมาหรือเกิดขึ้นได้

ในอัล-กุรอาน ได้ระบุถึงคำสั่งของอัลลอฮฺ ต่อการมอบหมายความรับผิดชอบ แก่บุคคลที่สมควร ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ความว่า "แท้จริงอัลลอฮฺทรงบัญชาพวกเจ้า ให้มอบการพิทักษ์ (อะมานะฮฺ) ทั้งหลาย แก่ผู้ทรงคุณของมัน และเมื่อพวกเจ้า ตัดสินความระหว่างมนุษย์ จงตัดสินโดยยุติธรรม...." (สูเราะฮฺที่ 4 อายะฮฺที่ 58)

การพิทักษ์ทั้งหลาย หมายความว่าอย่างไร ? คำตอบก็คือ

(1) การดูแลกิจการทั้งหลายของมุสลิม (เซด บิน อัสลัม)
(2) การบัญชาใช้ให้ผู้ปกครอง ได้อบรมบ่มนิสัยสตรีเพศ (อิบนุ อับบาส)
(3) เป็นคำสั่งให้ท่านนบี (ศ็อลฯ) มอบกุญแจกะอฺบะฮฺคืน แก่อุษมาน บิน อบีฏ็อลฮะฮฺ (อิบนุ ญะรีรฺ)
(4) เกี่ยวกับทุกคนที่ได้รับความไว้วางใจ ให้ดูแลสิ่งหนึ่งสิ่งใด       
     
(โดยเกาะตาดะฮฺ ที่ได้นำหลักฐาน จากท่านนบี (ศ็อลฮฺ) ที่กล่าวไว้ว่า "จงมอบความรับผิดชอบ แก่ผู้ที่ท่านไว้ใจได้ และอย่าฉ้อฉล กับคนที่ฉ้อฉลเจ้า" (โดยฏ็อบรอนี)

เมื่อประชาชนมอบความไว้วางใจ ให้เรารับผิดชอบ ในตำแหน่งอิมาม เราก็ต้องนำทางคน ที่เรารับผิดชอบ สู่วิถีชีวิตที่ถูกต้อง ไม่หลงไปจากหนทางของอัลลอฮฺ โดยไม่ทำตัวเป็น

- หมอมนต์
- คนใบ้หวย
- คนปัดรังควาน

แต่ต้องเป็นคนที่พัฒนาจิตใจ ไปพร้อมๆกับวัตถุ  หรือหากเรา ได้รับความไว้วางใจ ให้เป็นรัฐมนตรี เราก็จะต้องไม่เป็น

- คนฉ้อโกง
- คนพูดปด
- คนดีแต่พูด แต่ไม่ยอมทำงาน
- คนอวดโตด้วยตำแหน่ง อำนาจ

แต่จะต้องเป็น

- คนให้บริการ
- คนพูดจริง ทำจริง
- คนซื่อสัตย์
- คนที่ไม่โอหัง
- คนที่พร้อมจะรับบริการร้องทุกข์จากประชาชน

คำว่า อะมานะฮฺ จะแปลเป็นไทย ในลักษณะใดก็ตาม ความหมายของมัน ยังคงยิ่งใหญ่อยู่เสมอ ดังที่อัลลอฮฺได้ทรงแจ้งแก่เราไว้ ความว่า "แท้จริงเราได้นำเสนออะมานะฮฺ ต่อชั้นฟ้าทั้งหลาย ผืนแผ่นดิน และปวงขุนเขา (ให้รับผิดชอบ) แต่พวกมันปฏิเสธ ที่จะรับมัน และกลัวต่อมัน (หน้าที่นี้) แท้จริงมนุษย์นั้น เป็นผู้อธรรมยิ่ง งมงายยิ่ง" (สูเราะฮฺที่ 33 อายะฮฺที่ 72)

อะมานะฮฺมีความหมาย กว้างขวางอย่างไร ก็ต้องอาศัยนักอรรถาธิบาย อัลกุรอานในยุคต้นๆ นำเสนอจากอายะฮฺข้างต้น ไว้ดังนี้

(1) อะมานะฮฺในที่นี้คือ สิ่งที่อัลลอฮฺทรงบัญชาใช้ในเรื่องการภักดี และห้ามการฝ่าฝืน (อะบุล อาลิยะฮฺ)
(2) กฎต่างๆ และกฎหมายต่างๆ ที่อัลลอฮฺได้ทรงวาง เป็นหน้าที่แก่มนุษย์ อันนี้มีความหมายใกล้ดว่าอันแรก (ทัศนะของอบนุ อับบาส)
(3) การปกป้องอวัยวะพึงสงวน ของผู้ชายและผู้หญิง (ทัศนะของอุบัย รายงานโดยอิบนุ ญะรีรฺ)
(4) ความไว้วางใจที่มนุษย์มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน (ซะดี)
(5) อะมานะฮฺคือสิ่งที่อัลลอฮฺ ได้ทรงฝากไว้ในชั้นฟ้าทั้งหลาย แผ่นดิน ขุนเขา และสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง ซึ่งหลักฐานที่สำแดงให้เห็น ถึงความเป็นพระผู้อภิบาล ของพระองค์ แต่ถูกปิดบังต่อมนุษย์ (ทัศนะของเหล่านักตรรกศาสตร์)

อันเนื่องจากมนุษย์ไม่รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของอะมานะฮฺ จึงได้ขันอาสาที่จะแบกรับ หรือนัยหนึ่งก็คือ การอาสาดังกล่าว เกิดจากการฉ้อฉลในตัวมนุษย์นั่นเอง

- ไม่มีศักยภาพที่จะเป็นอิม่าม แต่ก็อาสาเป็นอิม่าม
- ไม่มีศักยภาพที่จะเป็น ส.ส.  แต่ก็อาสาจะเป็น ส.ส.

ในเรื่องนี้ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ข้อสังเกตเอาไว้ความว่า "หากตำแหน่งความรับผิดชอบ ถูกวางไว้ผิดที่ ก็จงรอคอยวันโลกสลาย

มันเป็นยุคที่คนซื่อ ถูกปฏิเสธ แต่คนมดเท็จ ได้รับการยอมรับ ผู้คนเกิดความหลงใหล อย่างมืดบอด ผู้นำฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ เมื่อวันแห่งแสงสว่าง แห่งความจริงปรากฏขึ้น สังคมก็พิการเกินแก้เสียแล้ว เหมือนคนใกล้ตาย ที่ขอต่ออัลลอฮฺว่า "โปรดทรงเลื่อนเวลาชีวิตของฉัน ไปอีกสักระยะหนึ่ง ฉันจะได้บริจาคและทำความดี"

แล้วแน่ใจหรือที่เขาจะทำความดี เพราะตอนที่เขาจะตายนั้น อายุของเขาเฉียด 80 ปีแล้ว

ดังนั้น คนที่กลับกลอก ไม่มีอะมานะฮฺ หรือบันไดขั้นที่ 5 นี้ จะมีลักษณะดังนี้

- เมื่อได้รับความไว้วางใจแล้วหักหลัง
- เมื่อพูดต้องโกหก
- เมื่อสัญญาแล้วบิดพลิ้ว
- และเมื่อวิวาทกันจะทำเกินเลย
(รายงานโดย บุคอรี มุสลิม)

ความสำคัญของอะมานะฮฺ ก็คือ การเป็นตัวเงื่อนไข ของความถูกต้อง ของความศรัทธา เสมือนกับน้ำละหมาด ที่มีความสำคัญต่อการละหมาด ดังที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ความว่า "ไม่มีอีมาน (ความศรัทธา) แก่บุคคลที่ไม่มีอะมานะฮฺ และไม่มีการละหมาด สำหรับคนที่ไม่มีความสะอาด"  (รายงานโดย ฎ็อบรอนี)

ในสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้มีชายคนหนึ่ง จากตระกูล "อาลียะฮฺ" มาถามท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า "อะไรที่แข็งแกร่ง และอะไรที่อ่อนโยน ในศาสนา" ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ตอบว่า "ที่อ่อนโยน ก็คือคำปฏิญาณตนทั้งสอง และที่แข็งแกร่งในศาสนา ก็คืออะมานะฮฺ เพราะว่าไม่มีศาสนา แก่ผู้ที่ไม่มีอะมานะฮฺ พร้อมทั้งไม่มีการละหมาด และการจ่ายซะกาตสำหรับเขา" (รายงานโดยอัลบัซซารฺ)

คนที่ละหมาดไม่ขาด ถือศีลอดไม่ขาด และแม้กระทั่งจ่ายซะกาตไม่เว้น แต่ถ้าเขาไม่มีอะมานะฮฺ จะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่กับเขา ในวันโลกหน้่า ไม่ว่าจะเป็นความดี ที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม

อะมานะฮฺเป็นอาหารหลักของมุสลิม ถ้าขาดมันเท่ากับขาดอาหาร และยังเป็นมิตรที่ดีที่สุด ดังคำไทยที่พูดว่า "ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน"

ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงหมั่นเพียรขอดุอาอฺ ให้พ้นจากความหิวโหย และการไม่มีอะมานะฮฺ ดังที่ขอไว้ความว่า "โอ้อัลลอฮฺ ฉันขอความคุ้มครอง ต่อพระองค์ ให้พ้นจากความหิวโหย เพราะมันเป็นเพื่อนที่ไม่ดี และฉันขอความคุ้มครอง ต่อพระองค์ ให้พ้นจากการฉ้อฉล (ไม่อะมานะฮฺ) เพราะมันเป็นมิตรสนิทที่เลว"  (รายงานโดย อบู ดาวูด และ นะสาอี)

เวลาหิวเราวิ่งต้นหาอาหาร แต่เวลาขาดคุณธรรม เรากลับทำเฉย ไม่หิวเหมือนอาหาร นี่แหละที่เรียกว่า "กะเพาะอันตราย"
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 05, 2014, 10:18:51 AM โดย piwdee »

ออฟไลน์ govee

  • Moderator
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
Re: บันใด 7 ขั้น สู่สวรรค์ฟิรฺเดาซ์
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2012, 11:36:03 PM »
{6}
การปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้

เรามาเริ่มต้นกันง่ายๆ ตรงที่การสัญญา กับลูกน้อยว่า จะซื้อของให้ แล้วไม่ยอมซื้อ แค่นี้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ก็บอกว่า เขาเป็นคนโกหกแล้ว

สัญญาที่ยิ่งใหญ่ของมุสลิมทุกคน ก็คือ การที่เราปฏิญาณว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดเป็นศาสนฑูตของพระองค์" ฉะนั้น การเอาสิ่งอื่น มาบูชาคู่เคียงกับพระองค์ จึงถือเป็นการกระทำผิดที่ยิ่งใหญ่ อันดับหนึ่ง เพราะมันเป็นการทรยศอกตัญญู และเนรคุณชนิดอภัยให้ไม่ได้ เพราะ

- พระองค์เป็นพระผู้สร้าง
- พระองค์เป็นพระผู้ทรงให้

แล้วจะไปแสดงการกตัญญู ต่อผู้อื่นได้อย่างไร? หรือเอามาร่วมด้วยกับพระองค์ ได้อย่างไร?   ตัวอย่างที่น่าจะยกมาเปรียบเทียบ ให้เห็นเด่นชัด เช่น นาย ก.ได้ให้ความช่วยเหลือ นาย ค. จนสุขสบาบ แต่นาย ค. กลับไปแสดงความกตัญญูอย่างสุดๆ กับนาย ข. ที่ไม่มีส่วนร่วม ในการช่วยเหลือแต่อย่างใดเลย  ถามว่า นาย ก. จะคิดอย่างไรกับนาย ค. บุคคลที่เขาได้ทุ่มเท ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ถ้าเป็นภรรยาก็คือเมียมีชู้

มนุษย์อาจมีความปวดร้าว ต่อการถูกทรยศ แต่อัลลอฮฺมีอำนาจที่จะลงโทษ คนที่ทรยศ เพราะพระองค์คือผู้ทรงอำนาจยิ่ง และทรงรอบรู้ยิ่ง

มนุษย์ที่ขาดความศรัทธาอันมั่นคง ก็มักจะชอบสัญญา แต่จะไม่กระทำตามที่สัญญาเอาไว้ ซึ่งกรณีศึกษาในเรื่องนี้ จะพบในซูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺ ตั้งแต่อายะฮฺที่ 75 ถึง 77 ความว่า

[75] และในหมู่พวกเจ้ามี (พวกสับปลับ) ผู้ทำสัญญากับอัลลอฮฺว่า หากพระองค์ทรงประทานบางสิ่ง จากความโปรดปรานของพระองค์ แก่พวกเรา แน่นอนพวกเราจะบริจาค และแน่นอนเราจะเป็นหนึ่งในหมู่คนดี

[76] แต่เมื่อพระองค์ได้ทรงประทาน จากความโปรดปรานของพระองค์ แก่พวกเขา พวกเขากลับตระหนี่เหนียว ในทรัพย์นั้น พวกเขาหันกลับ และพวกเขาเป็นผู้หันห่าง

[77] ดังนั้น พระองค์ได้ทรงลงโทษพวกเขา ด้วยการทำให้หัวใจของพวกเขา มีแต่ความสับปลับ จนกระทั่งถึงวันที่พวกเขา ได้พบกับพระองค์ (วันปรโลก) เพราะพวกเขาได้บิดพลิ้ว ที่พวกเขาได้สัญญาต่อพระองค์ และพวกเขาเป็นผู้มุสา

เราเป็นผู้ศรัทธา ไม่จำเป็นต้องไปบอกอัลลอฮฺว่า ถ้าฉันรวยฉันจะบริจาค เพราะพระองค์ได้ทรงกำหนดหลักซะกาต แก่เราไว้แล้ว ที่จะต้องแบ่งปันทรัพย์สิน ที่มากกว่าพิกัด แก่คน 8 ประเภท ที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานในบทเดียวกัน ซึ่งได้แก่

[1] คนเข็ญใจ (ฟะกีรฺ)
[2] คนขัดสน (มินกีน)
[3] คนที่หน้าที่เก็บซะกาต (อามิลีน)
[4] คนที่หัวใจโน้มเอียงสู่อิสลาม (มุอัล-ละฟะฮฺ กุลูบุฮุม)
[5] ใช้เพื่อการไถ่ทาส (ฟริฺ-ริกอบ)
[6] คนที่มีหนี้สินล้นตัว (ฆอริมีน)
[7] ใช้ในหนทางของอัลลอฮฺ (ฟีสะบีลิลลาฮฺ) และ
[8] ผู้เดินทาง (ตกค้างในถิ่นอื่น)   (อิบนุซ-ซะบีล)

เมื่อรวยพอแล้ว มากแล้ว เหลือแล้ว แต่ไม่ยอมจ่ายซะกาต สภาพของมุสลิมเช่นนี้ ก็ไม่แตกต่างจากคนกลับกลอก ที่สัญญาแล้ว ไม่ทำตามคำพูด

มุสลิมทุกคนต้อง เป็นผู้รักษามั่นในสัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญาของอัลลอฮฺ หรือของมนุษย์ด้วยกัน

คนที่ทำลายสัญญาของอัลลอฮฺ พร้อมทั้งตัดขาด ในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงให้ติดต่อ และยังก่อการเสียหาย บนหน้าแผ่นดินอีก คนประเภทนี้ จะต้องขาดทุน ทั้งในโลกหน้า และโลกหน้า ดังที่พระองค์ได้ตรัสเอาไว้ ความว่า "ผู้ที่ทำลายสัญญาของอัลลอฮฺหลังจากได้รับรองมัน (ตามการบอกเล่า ของบรรดาศาสนฑูต) และตัดขาด ที่อัลลอฮฺทรงบัญชาใช้ ให้ทำความสัมพันธ์ และก่อการเสียหายบนแผ่นดิน เหล่านี้ พวกเขาคือพวกที่ขาดทุน"  (ซูเราะฮฺที่ 2 อายะฮฺที่ 27)

สัญญาในที่นี้คืออะไร? ก็ต้องอาศัยมุมมอง ของนักปราชญ์ทั้งหลาย ดังนี้

[1] สัญญาที่อัลลอฮฺทรงทำกับมนุษย์ทุกขณะที่เกิดที่เกิดมาดูโลก
[2] คำสั่งเสียของอัลลอฮฺต่อมนุษยชาติ โดยการใช้ให้ทำดี และห้ามการทำความชั่ว ตามคำสอนของศาสนทูตทั้งหลายที่ถูกส่งมา ซึ่งการบิดพลิ้วสัญญาก็คือการไม่ยอมปฏิบัติตาม
[3] หลักฐานที่บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าที่แท้จริงพระองค์เดียว คือ ชั้นฟ้า แผ่นดิน และสรรพสิ่งทั่วๆไป มันคือตำแหน่งของสัญญา การบิดพลิ้วสัญญาในที่นี้ คือ การไม่พิจารณาใคร่ครวญในสิ่งดังกล่าว
[4] สิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงสัญญากับชาวคัมภีร์ คือ การแจกแจงการเป็นศาสดาของท่านศาสดามุหัมมัอ (ศ็อลฯ) แต่พวกเขาบิดพลิ้ว ด้วยการปิดบังคำสั่งของพระองค์

พวกเขาตัดขาดในสิ่งที่พระองค์ให้เชื่อมสัมพันธ์ และอะไรคือสิ่งที่มนุษย์ต้องเชื่อมสัมพันธ์?  นักวิชาการชี้ออกเป็น 2 ประเด็น คือ

[1] ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ
[2] ความสัมพันธ์ระหว่างคำพูดกับการกระทำ การตัดขาดก็คือการพูดแล้วไม่ทำ

พวกเขายังได้ก่อการทำลายบนหน้าแผ่นดินโดย

- การกราบไหว้อื่นจากอัลลอฮฺ และ
- ก่อการอธรรม และกดขี่ตามอารมณ์ปรารถนาของตัวเอง

พฤติกรรมทั้งสองประการข้างต้น เป็นสุดยอดของการทำลายล้างความสงบสุข ของสังคมบนหน้าแผ่นดิน

อายะฮฺนี้ จึงเป็นหลักฐานถึงการรักษาสัญญาและยึดมั่น แม้จะเป็นการกระทำกับบุคคลที่มิใช่เป็นมุสลิมก็ตาม เพราะเป็นคำสั่งของอัลลอฮฺ ความว่า

[1] และพวกเจ้าจงรักษาสัญญา แท้จริงสัญญานั้นจะต้องถูกสอบสวน  { ซูเราะฮฺที่ 17 อายะฮฺที่ 34}
[2] บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงปฏิบัติตามเงื่อนไข (ที่สัญญาต่ออัลลอฮฺ ต่อศาสนฑูต ต่อผู้อื่น และแม้แต่ตัวเอง) {ซูเราะฮฺที่ 5 อายะฮฺที่ 1}
[3] และจงปฏิบัติตามสัญญาของฉัน (อัลลอฮฺ) ให้ครบ ฉันก็จะปฏิบัติตามสัญญาของฉัน ที่มีต่อพวกเจ้า ให้ครบเช่นกัน  (ซูเราะฮฺที่ 2 อายะฮฺที่ 40)

ดังนั้น เราลองหันมาดูตัวเราว่า บกพร่องหรือสมบูรณ์ในหน้าที่นี้ขนาดไหน?

- เราได้ปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้กับพระองค์ว่า จะทำตามที่พระองค์ทรงสั่ง และห่างไกลจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามแล้วหรือยัง   หรือว่าละหมาดก็เอา หวยก็ยังไม่เลิก

- เราบอกว่าเราเป็นสุนนะฮฺ เราปฏิบัติตามแบบฉบับของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้กี่เปอร์เซนต์แล้ว   หรือว่าจะเอาแค่มีภรรยา 4 คน แต่ตะฮัจยุดไม่เอา

- เวลาเราขอยืมเงินทองคนอื่น เราใช้หนี้ตรงเวลาหรือไม่?   หรือว่าใช้แต่หนี้เจ๊กที่มีดอก แต่ทำเฉยกับเจ้าหนี้มุสลิมที่ไม่มีดอก

- และเราเคยสัญญากับตัวเองไหมว่า เราจะเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ   หรือวางฟอร์มให้คนหลงเชื่อไปก่อน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 05, 2014, 10:28:12 AM โดย piwdee »

ออฟไลน์ govee

  • Moderator
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
Re: บันใด 7 ขั้น สู่สวรรค์ฟิรฺเดาซ์
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: สิงหาคม 04, 2012, 11:39:53 PM »
{ 7 }
การรักษาเวลาละหมาดอยู่เสมอ

การละหมาดได้ชื่อว่า เป็นเสาหลักของศาสนา ใครที่ทำลายมัน ก็เท่ากับทำลายศาสนา เหมือนกับบ้านที่ไม่มีเสาบ้าน ก็เป็นบ้านไม่ได้ ก่อนเราช่วยกันทบทวนถึงความสำคัญของการละหมาด ตามอัลกุรอาน และ อัลหะดีษ ก่อนว่าอย่างไร เพื่อความมั่นใจในการดูแลมัน

หลักฐานจากอัลกุรอาน

[1] จงดำรงการละหมาดในช่วงเช้าและช่วงบ่าย (ศุบหฺ, ซุฮฺริ, อัศริ) และช่วงต้นของกลางคืน (มัฆริบ, อิชาอฺ) แท้จริง การดีย่อมขจัดการชั่วได้ นั่นคือ ข้อเตือนใจสำหรับผู้รำลึกทั้งหลาย (ซูเราะฮฺที่ 11 อายะฮฺที่ 114)
[2] และจงดำรงการละหมาด แท้จริงการละหมาดนั้น ยับยั้ง (ผู้ละหมาดที่บริสุทธิ์ใจ) จากการลามกและการชั่วช้าได้ (ซูเราะฮฺที่ 29 อายะฮฺที่ 45)
[3] แต่เมื่อพวกเจ้าปลอดภัย (จากศัตรู) ดังนั้น จงดำรงการละหมาดตามปกติ (ไม่ต้องย่อ) แท้จริง การละหมาดเป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธาตามเวลาที่กำหนดไว้ (ซูเราะฮฺที่ 4 อายะฮฺที่ 103)
[4] ชายผู้ศรัทธาและหญิงผู้ศรัทธาต่างเป็นมิตรกัน พวกเขากำชับในการดี ห้ามในการชั่ว ดำรงการละหมาด จ่าซะกาต และเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺและศาสนฑูคของพระองค์ (ซูเราะฮฺที่ 9 อายะฮฺที่ 71)
[5] แล้วสืบต่อพวกเขา ก็มีชนรุ่นชั่ว ผู้ทำให้การละหมาดเสียหาย และพวกเขาดำเนินตามอารมณ์ใคร่ทั้งหลาย ดังนั้น ในไม่ช้า พวกเขาจะประสบกับความหายนะ (ซูเราะฮฺที่ 19 อายะฮฺที่ 59)

สรุปสาระสำคัญจาก 5 อายะฮฺข้างต้น


1. การละหมาดที่รักษา บริสุทธิ์ใจ และนอบน้อม จะสามารถขจัดความชั่วช้าได้ และเป็นข้อเตือนใจของผู้ใคร่ครวญ
2. การละหมาดอย่างสม่ำเสมอจะลดอบายมุขได้
3. การละหมาดในภาวะปกติ ต้องกระทำตามถูกกำหนด ยกเว้นในภาวะสงคราม
4. การกำชับกันในเรื่องการดำรงการละหมาด เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคน ที่ต้องกระทำในฐานะของความเป็นมิตร
5. มุสลิมจะพบกับความหายนะก็คือ
    5.1 ทำลายการละหมาด หรือ การละหมาดที่มีแต่เปลือกนอก
    5.2 การตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ

หลักฐานจากอัลหะดีษ

1. ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เปรียบเทียบการละหมาด 5 เวลา เหมือนการอาบน้ำจากลำน้ำหน้าบ้าน 5 เวลาต่อวัน การอาบน้ำขจัดความสกปรกได้ฉันใด การละหมาด 5 เวลา ก็ลบล้างความผิดได้แนนั้น (บันทึกของบุคอรี, มุสลิม)
2. สิ่งแรกที่มนุษย์จะถูกสวบสวนในวันโลกใหม่ ก็คือการละหมาด หากดี การงานอย่างอื่นก็พลอยดีไปด้วย หากเลว การงานอย่างอื่นก็จะเลวไปด้วย (รายงานโดย ฏ็อบรอนี)
3. ระหว่างบุรุษกับการปฏิเสธก็คือ การทิ้งละหมาด (รายงานโดย อะหฺมัดและมุสลิม)
4. อิบนุอุมัรฺได้รายงานว่า วันหนึ่งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึงการละหมาดว่า

“ผู้ใดรักษาการละหมาด เขาจะมี
- รัศมี
- หลักฐาน ข้อพิสูจน์การเป็นมุสลิม และ
- การรอดพ้นในวันกิยามะฮฺ

และผู้ใดที่ไม่รักษาการละหมาด พวกเขาจะไม่ได้รับ
- รัศมี
- หลักฐาน ข้อพิสูจน์การเป็นมุสลิม และ
- การรอดพ้นในวันกิยามะฮฺ

และวันโลกใหม่ เขาจะได้อยู่กับ
- กอรูน
- ฟิรเอาน์”

  (รายงานโดย ฏ็อบรอนี)

5. สัญญาระหว่างพวกเรากับพวกเขา ก็คือการละหมาด ดังนั้น ผู้ใดละทิ้งมัน แน่นอนเขาได้ปฏิเสธ (บันทึกโดย อะหฺมัด, อบูดาวูด, นะสาอี)

สรุปสาระจากอัลหะดีษทั้ง 5

1. การรักษาการละหมาดทั้ง 5 เวลาให้มั่นคง สม่ำเสมอ จะสามารถชำระความผิดพลาด เหมือนการอาบน้ำบ่อยๆ ที่ทำให้ร่างกายสะอาด
2. การทำความดีอื่นๆ จะต้องอาศัยการละหมาดเป็นหลัก
3. การวัดความเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม ให้ดูที่การละหมาด
4. การแยกตัวอย่างชัดเจนจากพวกปฏิเสธ ก็คือ การละหมาด
5. ผลของการรักษามั่นในการละหมาดที่จะได้รับในวันโลกใหม่ ก็คือ
    - ความเป็นผู้มีบารมี
    - ความเป็นมุสลิมที่ชัดเจน และ
    - การรอดพ้นจากการถูกลงโทษ

เมื่อเราได้รับรู้แล้วว่า การละหมาดมีความสำคัญต่อตัวเราอย่างไร ต่อไปนี้เราจะละเลยไม่ให้ความสนใจไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันมีความหมายมากกว่าการก้มๆ เงยๆ

คนละหมาดจะต้องมีความพิถีพิถัน โดยเฉพาะขณะที่กำลังทำการภักดีต่อหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺ มิฉะนั้น ผู้ละหมาดนั้นจะถูกสาปแช่ง ทั้งๆ ที่ตัวเองคิดว่าได้ทำความดี ดังที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้ตรัสไว้ความว่า “ความวิบัติจงมีแก่บรรดาผู้ละหมาด บรรดาผู้ซึ่งพวกเขาเพิกเฉยต่อการละหมาดของพวกเขา” (ซูเราะฮฺที่ 107 อายะฮฺที่ 45)

การละหมาดแบบเพิกเฉย มีมุมมองในความหมายอยู่ 6 แนวทาง คือ

1. การละเลย (ทัศนะของมุญาฮิด)
2. หลงๆ ลืมๆ (เกาะตาดะฮฺ)
3. โอ้อวดพี่น้องมุสลิม (หะสัน)
4. หันขวา หันซ้าย ขณะละหมาด (อบุล อาลียะฮฺ)
5. ไม่อ่าน และไม่รำลึก (กุฏุบ)
6. เลื่อนเวลาละหมาด (มุศอับ บิน สะอฺดิ บิน อบี วักกอศ จากพ่อของเขา)

สรุปว่า คนที่ละหมาดในลักษณะนั้น ก็คือ

1. ละหมาดโดยไม่คิดว่าจะได้รับการตอบแทนใดๆ คือ ละหมาดไปอย่างนั้นเอง ทำแบบขอไปที
2. เวลาทิ้งละหมาดก็มิได้หวั่นเกรงการลงโทษจากอัลลอฮฺ
3. ไม่ให้ความสำคัญต่อเวลาของการละหมาดที่ถูกกำหนดเอาไว้
4. การทำละหมาดแบบไม่ครบเงื่อนไข
5. การละหมาดที่ขาดความสงบเสงี่ยมทั้งจิตใจ และอากัปกิริยาที่แสดงออกขณะละหมาด

หากเราสร้างจิตสำนึกอยู่เสมอว่า ในวันโลกใหม่เป็นวันที่ไม่มีใครช่วยใครได้แล้วละก็ ไม่ว่าการค้าและธุรกิจต่างๆ จะไม่ทำให้เราหลงลืม

- การรำลึกถึงอัลลอฮฺ
- การดำรงการละหมาด
- การบริจาคซะกาต

และวันนั้นเป็นวันที่หัวใจและสายตาพลิกผัน

(สรุปจากซูเราะฮฺ อันนูร อายะฮฺที่37)


ที่มา
บันได 7 ขั้นสู่สวรรค์ฟิรฺเดาซ์
อ.วิทยา วิเศษรัตน์

http://piwdee.net
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 13, 2013, 06:53:15 PM โดย piwdee »