ผู้เขียน หัวข้อ: ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู?  (อ่าน 7776 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1052
    • ดูรายละเอียด
ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู?
« เมื่อ: มิถุนายน 03, 2012, 04:49:53 PM »
ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู?

ตอบคำถามโดย ดร.ซากิร ไนค์
นะญาฮฺ แปลและเรียบรียง


คำถาม : ทำไมอิสลามจึงห้ามการกินหมู ?

คำตอบ : ความจริงแล้วเป็นที่ทราบกันดีว่าการบริโภคเนื้อหมูได้ถูกห้ามในอิสลาม สิ่งที่จะกล่าวต่อจากนี้ จะอธิบายทัศนะต่างๆของข้อห้ามนี้

1. เนื้อหมูถูกห้ามในอัลกุรอาน

กุรอานนั้น ได้ห้ามการบริโภคเนื้อหมู ไม่น้อยกว่า 4 แห่ง ที่แตกต่างกัน มันถูกห้ามในซูเราะฮฺ 2:173 5:3 6:145 และ16:115

ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้าแล้ว (สำหรับอาหาร) คือ เนื้อสัตว์ที่ตายเอง เลือด เนื้อสุกร และสัตว์ที่กล่าวนาม อื่นจากอัลเลาะฮฺ (ขณะเชือด)” (อัลกุรอาน 5:3)

โองการกุรอานที่กล่าวมานี้ เป็นการเพียงพอแล้ว ที่จะทำให้มุสลิมคนหนึ่ง เชื่อมั่นว่าทำไมเนื้อหมูจึงถูกห้าม

2. การบริโภคเนื้อหมู เป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด

ผู้ที่มิใช่มุสลิม และผู้ที่ไม่เชื่อว่าการมีอยู่ของพระเจ้า จะเห็นด้วยเพียงแค่ ถ้าทำให้เชื่อ โดยผ่านทางเหตุผล ตรรกะ และวิทยาศาสตร์ การกินเนื้อหมูนั้น เป็นสาเหตุให้เกิดโรคไม่น้อยกว่า 70 ชนิด ที่แตกต่างกัน ซึ่งบุคคลหนึ่งจะสามารถมีหนอนพยาธิ (จากการกินเนื้อหมู) ที่แตกต่างกันได้หลาย ชนิด เช่น พยาธิตัวกลม พยาธิเข็มหมุด พยาธิปากขอ เป็นต้น หนึ่งในพยาธิที่อันตรายมากที่สุด ซึ่งศัพท์เฉพาะทาง เรียกว่า Taenia Solium หรือ พยาธิตัวตืด มันจะแฝงตัวอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน เซลล์ไข่ของมัน จะเข้าตามกระแสเลือด และสามารถไปถึงทุกส่วนของร่างกาย ถ้ามันเข้าไปในสมอง ก็เป็นสาเหตุให้เกิดความจำเสื่อม ถ้ามันเข้าสู่หัวใจ ก็จะทำให้เกิดโรคหัวใจ ถ้ามันเข้าสู่ตา ก็จะทำให้ตาบอด ถ้ามันเข้าสู่ตับ ก็จะทำให้ตับถูกทำลาย มันสามารถทำลายอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย

หนอนพยาธิตัวอื่น ที่เป็นอันตราย ก็คือ Trichura Tichurasis ซึ่ง โดยทั่วไปมีความเข้าใจผิด เกี่ยวกับเนื้อหมู ที่ว่าถ้ามีการปรุงสุกเป็นอย่างดี ไข่ของมันก็จะตาย แต่ในงานวิจัยที่น่าเชื่อถือในอเมริกา พบว่า จากยี่สิบสี่คนที่ต้องทนทุกข์จากโรคพยาธิ Trichura Tichurasis มี จำนวนยี่สิบสองคนที่ปรุงสุกเนื้อหมูเป็นอย่างดี นี่สามารถบ่งชี้ได้ว่าไข่พยาธิชนิดนี้ที่มีอยู่ในเนื้อหมูจะยังไม่ตายภายใต้ อุณหภูมิที่ใช้ในการปรุงอาหารปกติ

3. เนื้อหมูก่อให้เกิดสร้างไขมัน

เนื้อหมู ก่อให้เกิดการสร้างกล้ามเนื้อน้อยมาก และมีไขมันมากเกินความจำเป็น ไขมันนี้ จะสะสมอยู่ในเส้นเลือด และเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ จึงไม่แปลกใจเลยว่ามีคนอเมริกัน 50 เปอร์เซ็นต้องทนทุกข์กับโรคความดันโลหิตสูง

4. หมูเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่สกปรกที่สุดในโลก

หมู เป็นสัตว์ที่สกปรกที่สุดในโลก มันใช้ชีวิตและเติบโตบนโคลน มูล และสิ่งสกปรกโสโครก เท่าที่ข้าพเจ้ารู้ มันเป็นสัตว์ที่กินซากสกปรกที่ดีที่สุดที่พระเจ้าทรงสร้าง ในหมู่บ้านที่ไม่มีห้องน้ำสมัยใหม่ และชาวบ้านนั้น จะขับถ่ายสิ่งปฏิกูลในที่โล่ง บ่อยครั้งมากที่สิ่งขับถ่ายนั้น ถูกทำให้สะอาด โดยหมู

บางคนอาจโต้แย้งว่าแล้วอย่างในเมืองที่พัฒนาแล้ว อย่างออสเตรเลีย หมูถูกเลี้ยงอย่างสะอาด และถูกสุขลักษณะ แม้ว่าจะเลี้ยงหมูในคอกที่ถูกสุขลักษณะเพียงใด แม้คุณจะพยายามอย่างหนัก ที่จะเลี้ยงพวกมันให้สะอาด แต่โดยธรรมชาติแล้วมันก็ยังเป็นสัตว์ที่สกปรกอยู่ดี พวกมันจะกินและสนุกกับมูลของมัน เหมือนกับที่สนุกกับสิ่งขับถ่ายใกล้เคียงของพวกมัน

5. หมูเป็นสัตว์ที่มีความอายน้อยที่สุด

หมูเป็นสัตว์ที่มีความอายน้อยที่สุด ในหน้าแผ่นดินบนโลกนี้ มันเป็นสัตว์ที่เชิญชวนตัวอื่น ให้ร่วมเพศกับคู่ของมัน ในอเมริกาผู้คนส่วนมากรับประทานเนื้อหมู บ่อยครั้งมาก หลังจากการเต้นรำ และงานรื่นเริง พวกเขาจะแลกเปลี่ยนคู่ภรรยากัน หลายคนพูดว่า “นายนอนกับภรรยาของฉัน และฉันจะนอนกับภรรยาของนาย” (เนื่องจากผู้รับประทานเนื้อสัตว์ชนิดใด จะได้รับอิทธิพลจากพฤติกรรมของมัน)

ถ้าคุณกินเนื้อหมูแล้ว ก็จะมีพฤติกรรมเหมือนหมู เราคนอินเดียมองอเมริกาว่า ทันสมัยและกร้านโลกมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่พวกเขาทำนั้น เราก็ทำตามหลังเขาไม่กี่ปี อย่างในบทความของแม็กกาซีน Island ที่บอกว่าพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนคู่ภรรยานี้ จะกลายเป็นสิ่งปกติในสังคมผู้ร่ำรวยในบอมเบย์ (เนื่องจากพวกเขากินอยู่เหมือนคนตะวันตก)

www.fityah.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 22, 2013, 05:07:19 PM โดย piwdee »

ออฟไลน์ nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1052
    • ดูรายละเอียด
Re: ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู?
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2012, 05:08:42 PM »
หมู ค่านิยมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

โดย อ.สง่า วิไลวรรณ

เมื่อพูดถึง “หมู” หรือ “สุกร” เชื่อว่าย่อมเป็นที่รู้จักกันได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเวลาสาธยายถึงอนาโตมี่ (กายวิภาค) ตามหลักสรีระวิทยาของมัน โดยทั่วๆไปแล้ว หมู นับเนื่องอยู่ในสารบบ ปศุสัตว์ด้วยชนิดหนึ่ง และ จัดอยู่ในประเภทสัตว์เลี้ยงไว้สำหรับบริโภค และกิจการค้า แต่บางขณะ มันก็เข้าไปมีส่วนทางการเมืองกับเขาด้วยเหมือนกัน  ถึงแม้ว่าบางคนจะไม่เคยพบเห็นหมู แต่มักได้ยินชื่อ เห็นรูปภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิติศัพท์ ในทางไม่เป็นศิริมงคลของมัน บ่อยครั้งและมากมายหลายประการ ค่านิยมดังกล่าวของมัน ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปในทางดีเลย แม้แต่น้อย

ลองพิจารณากันดูเอาเองเถิดว่า มีความเป็นจริงสักเพียงใด

1.อ้วนเหมือนหมู

เป็นคำเปรียบเปรยสำหรับคนที่มีสภาพร่างกาย เลยขอบเขตสมบูรณ์ไป ทำให้ทราบว่า หมูมีร่างกายอ้วนจนน่าเกลียด ผู้ที่ถูกเทียบเคียงเช่นนี้ มักไม่สบอารมณ์นัก

2.สกปรกเหมือนหมู

ใครทำตัวสกปรกจนเป็นนิสัย ย่อมเป็นที่รังเกียจของสังคม และถูกเทียบให้เหมือนหมู ที่มีชีวิตประจำวันคลุกเคล้าอยู่กับสิ่งปฏิกูล

3.ขี้เกลียดเหมือนหมู

นิสัยเกียจคร้านของหมูเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป ใครที่ขาดความขยันก็ย่อมถูกเปรียบด้วยหมู

4.น่าเกลียดเหมือนหมู

ลองทบทวนแล้ว พิจารณาดูเถิดว่า ในตัวของหมูมีอะไรน่ารัก-น่าชื่นใจบ้าง เล้าเป็ด-เล้าไก่ ถึงแม้จะเหม็น เพราะมูลมันบ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงจนส่งกลิ่นรบกวนเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้และไกลได้มาก เหมือนคอกหมู ตลอดเรื่อนร่างของมัน มีตอนไหนบ้างที่มองแล้ว ทำให้นึกรัก-เจริญนัยน์ตาเสียงร้องอันแสนทรมานประสาทหู กลิ่นสาบสางที่เหลือทน การมักมากในกามารมณ์ตามธรรมชาติที่เกินพอดี ความใจเสาะ ตาขาวที่น่าหมั่นไส้ สารพัดความไม่ดีเหล่านี้ มีหมูเท่านั้นที่มีอยู่อย่างครบถ้วนในตัวมัน

5.กินดังเหมือนหมู

เพราะกินเสียงดังจุ๊บจั๊บตลอดเวลา ผู้ที่กินเสียงดัง อันเป็นเรื่องเสียมารยาทอย่างแรงจึงเปรียบเหมือนหมู

6.กินเก่งเหมือนหมู

ใครที่กินเก่ง และไม่เลือกอาหารทั้งชนิดและคุณภาพ ก็ต้องคล้ายหมู เพราะหมูเป็นสัตว์ชนิดเดียวที่กินอาหารได้มากที่สุด แม้แต่อุจระและสิ่งเน่าเหม็น มันก็โปรดปรานยิ่งนัก

นอกจากนี้ยังมีคุณทราม ความไม่ดี ของหมูอีกหลายต่อหลายอย่าง เป็นต้นว่า "ตะกละเหมือนหมู" "นอนเก่งเหมือนหมู" "ร้องเหมือนหมู"และ ฯลฯ 

รวมความแล้ว คำเปรียบเปรยที่กล่าวถึงหมูนั้น ล้วนเป็น "อัปมงคล"ทั้งสิ้น เป็นค่านิยมที่ต่ำสุดในสังคมมนุษย์ และ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่บรรพกาล ปัจจุบันนี้ก็ยังคงดำรงอยู่ เชื่อได้ว่าอนาคตก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงค่านิยมนี้ไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นอีกกี่ร้อยกี่พันปี การกล่าวเช่นนี้-มิใช่เป็นการอคติต่อมันหรือเป็นคำกล่าวที่ผิดข้อเท็จจริงแต่ประการใด เพราะมีหลักฐานบางชิ้นที่หยิบยกนำมาเสนอไว้ ณ ที่นี้เพื่อประกอบการพิจารณา นั่นคือความมุ่งหมายในการเลี้ยงหมูของชาวจีนโบราณ บทความทางวิชาการสั้นๆ ซึ่งถึงอย่างไรก็สามารถให้อะไรๆมากพอควรทีเดียว

ที่มาจาก นิตยสารคุณธรรม

sordigeen.com/viewtopic.php?f=22&t=72

ขอขอบคุณ islammore.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2014, 09:00:33 PM โดย piwdee »

ออฟไลน์ nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1052
    • ดูรายละเอียด
Re: ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู?
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2012, 08:29:44 AM »
สาเหตุที่ไม่กินหมู ตอน คุณค่าทางอาหาร

โดย อ.สง่า  วิไลวรรณ

ขึ้นชื่อว่า “อาหาร”แล้ว ไม่เพียงแต่จะให้ความเอร็ดอร่อย ในรสชาติจากากรสัมผัสของลิ้น ความอิ่มทางกระเพาะ ตลอดจนทดแทน-ชดเชยเลือดเนื้อ ส่วนที่เป็นพลังงานออกไปเท่านั้น แต่อาหารที่ดี ย่อมต้องมีคุณค่า ในการเสริมร่างกาย ให้เจริญเติบโต-ไม่เป็นพิษเป็นภัย ต่อองคาพยพทุกส่วน ไม่ว่าระบบใด แม้แต่ในด้านอารมณ์ และจิตใจอีกด้วย ยังไม่เท่านั้น ยังต้องเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ประการสำคัญที่สุดก็คือ ต้องเป็นอาหารที่ได้มาด้วยความบริสุทธ์ ยุติธรรม อันหมายถึงสิ่งทีได้มา ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราเอง หรือไม่ก็ซื้อหามาอย่างถูกธรรมนองครองธรรม หรืออาจจะรับมอบมาจากผู้อื่นที่เขาเต็มใจให้เรา

ในระบอบศาสนาอิสลาม ได้มีบัญญัติในคัมภีร์อัล-กุรอานสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะ ดังปรากฏจากบทที่ 2 (สูเราะฮฺ อัล-บาเกาะเราะฮฺ) บัญญัติที่ 168 และ 172

"มนุษย์เอ๋ย ! จงบริโภคสิ่งซึ่งได้อนุมัติ (จากบัญชาแห่งอัลลอฮฺ) ที่ดี (คือได้มาโดยถูกต้อง-ชอบธรรม และมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย) อันได้จากหน้าแผ่นดิน และ จงอย่าปฏิบัติตามรอยเท้าของชัยฏอน (ซาตาน) แท้จริง-มันเป็นศัตรูโดยเปิดเผยของเจ้า"

"โอ้มวลชนผู้ศรัทธา ! จงบริโภค จากสิ่งที่ดีทั้งหลาย ที่เรา (อัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า) ได้ประทานเป็นเครื่องยังชีพแก่เจ้า (ซึ่งจะไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ) และขอบพระคุณต่ออัลลอฮ์ หากว่าพระองค์เท่านั้น เป็นที่เจ้าเคารพภักดี"

จะเห็นได้จากนัยของ 2 บัญญัตินี้ว่า คุณค่าทางอาหารในทัศนะของอิสลามนั้น ต้องเป็น"อาหารที่ดี" ความดีของอาหารนั้น อยู่ที่การอนุมัติของพระผู้อภิบาล เมื่อเป็นเช่นนั้น ย่อมเป็นของแน่ว่า ในกรณีอาหารนั้นเป็นสิ่งโอชารส ราคาแพงคุณภาพสูงส่งสักปานใด วิเศษสักแค่ไหน หากไม่เป็นที่อนุมัติจากพระองค์ ย่อมเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับมุสลิม เช่น อาหารที่ได้มาในทางทุจริต เป็นต้น เพราะประการต่อมาของโองการ ที่หยิบยกอัญเชิญมานี้ มุ่งประเด็นที่อยู่ในความหมายของ "อาหารที่ดี" อันหมายถึงดีในทุกสถานภาพ รวมทั้งสะอาด ปราศจากพิษภัย ทั้งร่างกาย และอารมณ์จิตใจ เมื่อปรุงแล้วก่อความปราโมทย์แก่ผู้บริโภค โดยไม่มีการตะขิต-ตะขวงแต่ประการใด ในการใช้เป็นอาหารยังชีพ ผลที่ติดตามมา จากการปฏิบัติตามบัญญัตินี้ คือ เราจะได้อาหารที่เป็นเรื่องง่าย ในระบบการย่อย และ มีคุณประโยชน์ในการบำรุงอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเครื่องหมายบ่งชัดประการหนึ่ง ว่าเราควรเคารพภักดี ต่อพระผู้เป็นเจ้า เพียงองค์เดียวอย่างแท้จริง แต่หากเราไม่นำพาในพระบัญชาของพระองค์ ก็เท่ากับเราได้ดำเนินตามรอยมารร้าย ซึ่งเป็นผู้ทรยศต่อพระองค์ และ ตั้งตนเป็นศัตรูอย่างเปิดเผยของเรา อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่การเป็นใจกับศัตรู เราก็ต้องตกอยู่ในฐานะผู้ทรยศเช่นเดียวกับมันด้วย ในเรื่องนี้ พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ในบทที่ 5 (สูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ) พระบัญญัติที่ 88 อีกว่า : "และจงบริโภค จากสิ่งที่อัลลอฮฺ ได้ทรงประทานเครื่องยังชีพแก่เจ้า ซึ่งเป็นสิ่งอนุมัติและดี และสำรวมตนต่ออัลลอฮฺพระผู้ ที่เจ้ามีศรัทธา"

ยังไม่เท่านั้น เราได้พบใน บทที่ 23 (สูเราะฮฺ อัล-มุอ์มินูน) บัญญัติที่ 51 อีก เป็นการกำชับให้สังวรว่า พระองค์ทรงรู้ทุกสิ่งประการที่เราประพฤติ

"เราะสูล (ศาสนฑูต) ทั้งปวงเอ๋ย! จงบริโภคจากสิ่งที่ดี (ทั้งหลาย-ทั้งปวง) และจงประกอบการดี แท้จริง! ฉัน (อัลลอฮฺ) ฉันรอบรู้ยิ่งในกิจกรรมของเจ้า "

นอกจากนั้นแล้ว อาหารที่ดีตามนัยของอิสลาม ยังได้เน้นหนักในเรื่องวิธีการนำมาปรุง เป็นอาหารอีกด้วย หากไม่ถูกตามแนวทาง ก็จะกลายเป็นอาหารต้องห้าม ตามที่ปรากฏในพระดำรัส ของพระผู้อภิบาล ในคัมภีร์อัล-กุรอาน อันเป็นคัมภีร์สูงสุดของมนุษย์ชาติ และ เป็นคัมภีร์เพียงเล่มเดียวของอิสลาม ในบทที่6 (สูเราะฮิ อัล-อันอาม) บัญญัติที่ 121 ว่า... "และจงอย่าบริโภคสิ่งที่พระนามของอัลลอฮฺมิได้ระบุ (กล่าว) บนมัน และแท้จริง-นั้นเป็นการฝ่าฝืนอย่างแจ้งชัด... "

ความจากบัญญัตินี้ พี่น้องร่วมชาติที่ต่างสรณะ อาจไม่เข้าใจ ขอชี้แจงว่า ในการฆ่าสัตว์ เพื่อนำมาประกอบอาหารนั้น อิสลามใช้ให้มุสลิม ฆ่าด้วยวิธีเชือดที่คอ เพื่อให้หลอดลม และ เส้นโลหิตใหญ่ขาด ด้วยอาวุธมีดที่มีความคมจัด ทั้งนี้ เพื่อให้สัตว์นั้นตาย โดยปราศจากการทรมาน ในขณะจะลงมือเชือดนี้แหละ มุสลิมจะต้องกล่าวนานของพระผู้อภิบาล เป็นการแสดงถึงความกตัญญู-รู้คุณ ในการมอบหมายเครื่องยังชีพต่อเขา และเพื่อเป็นการสำเนียกถึงความเกรียงไกรของพระองค์ ในการให้และเรียกชีวิตคืนด้วย ในการนี้มีคำกล่าว 2 อย่างคือ

“บิสมิลลาฮฺ : ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ "กับ "บิสมิลลาฮฺ อัลลอฮฺอักบัร : ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ อัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกร”  ให้เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งตามถนัด ผู้เชือดนั้นไม่จำกัดว่า จะต้องเป็นชายเท่านั้น เพราะได้พบหลักฐานจากบันทึกของท่าน อิม่ามอัล-บุคอรี ว่า แม้แต่หญิงก็เชือดได้ ขอให้เป็นมุสลิม คือนับถือศาสนาอิสลามก็แล้วกัน

อนึ่ง-สำหรับสัตว์ที่ต้องการเชือด ด้วยการระบุพระนามอันเกรียงไกร และพิศุทธ์ ได้แก่สัตว์บกซึ่งเป็นเลือดอุ่น มี เป็ด ไก่ วัว ควายแพะ แกะ และนก เป็นอาทิ ส่วนสัตว์น้ำ อันได้แก่จำพวกปลา ส่วนใหญ่เป็นสัตว์เลือดเย็น ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติเช่นสัตว์บก มีข้ออนุมัติให้บริโภคได้ อย่างไรก็ตาม –มีข้อปลีกย่อยเกี่ยวกับสัตว์บริโภค อีกมากมาย ซึ่งจะหารายละเอียดได้จากบทความทางวิทยาการเรื่อง “สัตว์ที่หะลาล (อนุมัติ) และหะรอม (ต้องห้าม) ในการบริโภคตามบัญญัติอิสลาม” โดย หัมซะฮฺ วิไลวรรณ

จะเห็นได้ว่า คุณค่าทางอาหาร อันหมายถึงต้องเป็นอาหารที่ดี-มีคุณประโยชน์ อันอยู่ภายใต้ความหมายอันยิ่งใหญ่ ของการเป็นอาหารที่ได้รับการอนุมัติจากพระผู้อภิบาลนั้น กินใจความกว้างขวาง และ มุ่งประเด็น ไปสู่ความสูง-ความดีงามตลอดเวลา แม้กระทั่งการกินอยู่ที่ฟุ่มเฟือย-สุรุ่ยสุร่าย ก็ถูกนับเนื่องว่า เป็นสิ่งไม่ต้องกับคติธรรมของอิสลาม ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในอัล-กุรอาน บทที่ 7(สูเราะฮฺ อัล-อะอฺรอฟ) พระบัญญัติ (อายะฮฺ) ที่ 31 ว่า... "ลูกๆอาดัม (มนุษย์ชาติ) เอย!จงตบแต่งการแต่งกายของเจ้าให้เรียบร้อย (เครื่องนุ่งห่มและร่างกาย สะอาด มรรยาทดี) ทุกเวลานมาซ (กราบภักดีพระผู้เป็นเจ้า) และจงกินและดื่ม (อัลลอฮฺ) ไม่ทรงโปรดปรานผู้สุรุ่ยสุร่าย "

ทีนี้เรามาพิจารณากันดูว่า “หมู” หรือ ”สุกร” ที่เมื่อไม่นานนี้ ชาวไทยเรารู้จักกันดี ในความเข้าใจของ ”ผู้ใหญ่ลี” ว่า “หมาน้อยธรรมดา” นั้น มีคุณค่าทางอาหารมากมายทีเดียว จึงมีในจิตสำนึกของคนส่วนหนึ่งว่าเป็นอาหารที่วิเศษ

1.คุณประโยชน์ในทางเสริมสร้าง

ขอให้พิจารณากัน ถึงแง่นี้ ด้วยใจเป็นธรรม และ มีสติสักหน่อยเถิด เพราะปกติวิสัยของมนุษย์โดยทั่วไปนั้น มักเลือกสรรสิ่งซึ่งดีกว่า เหนือกว่า สวยกว่า ก่อนอื่น ธรรมชาติเช่นนี้ ถ้าไม่เลยเถิดหรือเกินควร ก็ไม่เรียกว่า เห็นแก่ตัวหรือรู้มาก หากแต่เป็นวิสัยของคนฉลาด ซึ่งรู้จักเลือก หรือรู้จักคุณค่าของสรรพสิ่งเท่านั้น ส่วนประกอบอันมีประโยชน์ ต่อการบำรุงร่างกายของอาหารเนื้อที่เราใช้เป็นอาหารประจำวันนั้น ได้บอกอะไรแก่เราบ้าง และเนื้อหมูมีคุณค่าอยู่ในอันดับใด มื่อนำมาเทียบกับเนื้ออื่นๆ ในขนาดเดียวกัน

รายการเนื้อ เปอร์เซ็นต์โปรตีน

1. ไก่อ่อน 20.2

2. ควาย (กระบือ) 19.6

3. วัว (โค) 19.6

4. ไก่แก่ 18.0

5. ปลาช่อน 18.0

6. ปลาหมึก 16.4

7. ไก่กลาง 16.0

8. หมูเนื้อแดง 14.0

9. หมูติดมัน 11.0

ในเมื่อเนื้อหมูมีเปอร์เซ็นต์โปรตีน ซึ่งมีคุณค่าอาหารต่ำสุด แต่มีโรคร้ายมากที่สุด เหมือนจะเป็นสิ่งชดเชย เช่นเดียวกัน ก็ย่อมไม่เป็นการฉลาดอะไรเลย ที่ไขว่ขว้าหามันมาบริโภค ในขณะที่เนื้อสัตว์ชนิดอื่น ที่มากด้วยคุณประโยชน์สูงกว่า-เหนือกว่า-ดีกว่า และแม้ที่สุด ซื้อหาได้ง่ายกว่า ในสนนราคาที่ต่ำสุดก็คือ ความอิ่มท้องที่ต้องรองรับอันตราย จากโรคร้ายทุกขณะจิต ในการบริโภคหมูนั้น ไม่คุ้มค่ากับการที่จะเสี่ยงแม้แต่น้อย

นอกจากโปรตีนแล้ว หมูก็ไม่มีส่วนประกอบ ที่มีประโยชน์เหนือกว่า สัตว์ชนิดอื่นเลย ยกเว้น “ไขมัน” ซึ่งมนุษย์ก็ไม่ต้องการกรดไขมันที่อิ่มตัว จากอาหารประเภทสัตว์มากมาย จนเกินความต้องการ เพราะความต้องการของร่างกาย ด้านไขมันนั้น ต้องการกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัว จากที่อื่นมากกว่า เช่น ในน้ำมันพืช โดยทั่วไป เป็นต้น ขณะเดียวกันหมูก็มีไขมัน ซึ่งผลิตกรดไขมันประเภทอิ่มตัวให้เราอย่างล้นเหลือ ดังนั้น เมื่อบริโภคหมูมาก หรือบ่อยครั้งเท่าใด ร่างกายก็จะสะสมไขมัน ที่สร้างกรดไขมันชนิดอิ่มตัวมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งถ้าปริมาณของกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว มีไม่เพียงพอกันแล้ว จะเป็นเหตุให้เกิดโรคหลอดโลหิตแข็งตัว และโรคระบบการทำงานของหัวใจได้ คุณค่าทางอาหารด้านนี้ของหมู จึงนับได้ว่าเลวร้ายเอามากๆ

2.คุณค่าในทางปราศจากพิษภัย

ในด้านนี้ไม่ต้องกล่าวอะไรมากมายนัก เพราะได้กล่าวมามากแล้วว่า หมูเป็นศูนย์รวมของสรรพโรคอย่างเอกอนันต์ทีเดียว มากกว่าเนื้อสัตว์อื่นๆ ของเนื้อหมู สามารถซ้อนพยาธิตัวจิ๊ด ชนิดมีเกราะหุ้มได้อย่างดีที่สุด และเป็นเนื้อที่ทำให้ระบบการย่อยยุ่งยากที่สุดเหมือนกัน เพราะการย่อยยากของมันนั้นเอง แพทย์จึงไม่ยอมให้คนเจ็บมาบริโภคอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อหมู

อาจสรุปได้ว่า ในด้านคุณค่าทางอาหารของหมูนั้น นอกจากจะไม่ดีพอแล้ว ยังไม่ปลอดภัยอีกด้วย เหตุนี้กระมังเรา-จึงได้พบจากการบันทึกปาฐกกถาของ มนัส ศุภกุล ตอนหนึ่งมีใจความว่า...“ครั้นมาพิจารณาถึงเนื้อหมู ศาสนิกอื่นๆ เขารับประทานกันทั้งนั้น มากบ้าง น้อยบ้าง สุดแต่ความเจริญของประเทศ ในประเทศที่เจริญมากๆ เขามีการเลี้ยงวัวนมกัน หมูเป็นเองที่เขารับประทานกันน้อยที่สุด นอกจากแฮมธรรมดาเท่านั้น แต่ในอาหารหนักประจำวัน เขาจะไม่ใช้เนื้อหมูเลย ข้าพเจ้าเคยอยู่กับคนอังกฤษหลายปี และไม่เคยปรากฏว่า ให้มีแม่ครัวสั่งซื้อหมูเลย ซื้อแต่เนื้อวัว เนื้อแพะ และแกะ หมูเขารับประทานกัน 4 โมงเย็น เป็นชิ้นแฮมนิดเดียวเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า เขารู้แล้วว่า เนื้อหมูนี้ไม่ดี แต่กินนั้นเป็นพวกสมูทแฮม อย่างที่เก็บได้เท่านั้น ผู้ที่รู้จักเลือกของดีกินเสียก่อน เรียกได้ว่าเป็นคนฉลาด เพราะเราก็ศึกษาได้เลยว่า ของอะไรดี-อะไรไม่ดี”

http://sordigeen.com/viewtopic.php?f=22&t=76

ขอขอบคุณ  islammore.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2014, 09:05:30 PM โดย piwdee »

ออฟไลน์ govee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
Re: ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู?
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2012, 08:40:31 AM »
สุกร หรือ หมู
 
โดย...อาลี เสือสมิง

เป็นชื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดในวงศ์ Suidae เป็นสัตว์กีบคู่ ตัวอ้วน จมูกและปากยื่นยาว มีทั้งที่เป็นสัตว์เลี้ยง และที่เป็นสัตว์ป่า หาอาหารโดยใช้จมูกดุด คำว่า “ดุด” เป็นกริยาที่เอาจมูกดุนดิน เวลาหาอาหารนั่นเอง ในภาษาอาหรับเรียกเจ้าอู๊ดหรือหมูว่า คินซีรฺ (خِنْزِيْرٌ ) มีรูปพหูพจน์ว่า ค่อนาซีรฺ (خَنَازِيْرُ )

สำหรับคำว่าคินซีรฺ (خِنْزِيْرٌ ) ที่หมายถึงสุกรหรือหมูนั้น มีระบุในคัมภีร์อัลกุรอาน 4 แห่งด้วยกัน โดยสนธิกับคำว่า ละฮฺมุน (لَحْمٌ ) อันหมายถึง เนื้อสุกร ซึ่งถูกบัญญัติห้ามในการบริโภค  กล่าวคือ อายะฮฺที่ 173 จากบทอัลบะกอเราะฮฺ , อายะฮฺที่ 3 บทอัลมาอิดะฮฺ ,  อายะฮฺที่ 145 บทอัลอันอาม และอายะฮฺที่ 115 บทอันนะฮฺล์  เนื้อสุกรและทุกส่วนจากตัวสุกรนั้นถือเป็นที่ต้องห้ามในการบริโภคและถือเป็นสิ่งสกปรก (นะยิส)

นักวิชาการได้พยายามสืบสาวถึงเหตุผล (ฮิกมะฮฺ)  ในการห้ามบริโภคสุกรโดยได้ข้อสรุปว่า  เนื่องจากสุกรชอบกินของสกปรก และมีลักษณะนิสัยมักมากในกาม  ขี้เกียจตัวยง  กินจุ  อันเป็นสิ่งที่อาจจะส่งผล ให้กับผู้บริโภค ทางด้านจิตใจประการหนึ่ง

และการแพทย์สมัยใหม่ ได้ยืนยันว่า การบริโภคเนื้อสุกร ส่งผลร้ายในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะเขตร้อน  และในเนื้อสุกรมีพยาธิที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์  แม้การปรุงอาหารที่มีเนื้อสุกร  จะใช้ความร้อนสูง ก็ไม่สามารถทำลายพยาธิชนิดนี้ได้  และการบริโภคเนื้อสุกรเป็นประจำ จะมีผลทำให้ผู้บริโภค มีลักษณะนิสัยที่ไม่ค่อยยี่หระ กับการกระทำสิ่งต้องห้าม

สำหรับคำว่า ค่อนาซีร (خَنَازِيْرُ )  ซึ่งเป็นรูปพหูพจน์ถูกระบุไว้ 1 แห่งในบทอัลมาอิดะฮฺ  อายะฮฺที่ 60  โดยกล่าวถึงสภาพของบุคคล ที่อัลลอฮฺ ทรงสาปแช่ง และโกรธกริ้ว เนื่องจากการปฏิเสธ และการจมปลักอยู่ในความชั่วของพวกเขา  บางส่วนถูกสาป ให้กลายเป็นลิงและฝูงสุกร  ซึ่งหมายถึงพวกชาวยิว ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์อัลลอฮฺ

นักอรรถาธิบายอัลกุรอาน ได้บันทึกว่า  มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านศาสดาอีซา (อะลัยฮิซซลาม) ได้พบชาวยิวกลุ่มหนึ่ง  เมื่อชาวยิวเห็นท่านศาสดาอีซา (อะลัยฮิซซลาม) พวกยิวก็กล่าวว่า “พ่อมดบุตรนางแม่มดได้มาแล้ว” พวกยิวกล่าวหาใส่ไคล้ท่านศาสดาอีซา (อะลัยฮิซซลาม) และพระนางมัรยัม (อะลัยฮิซซลาม) มารดาของท่านว่าเป็นพ่อมด และแม่มด เล่นไสยศาสตร์ เมื่อท่านศาสดาได้ยินเช่นนั้น ท่านจึงขอดุอาอฺสาปแช่งพวกยิว พระองค์อัลลอฮฺ  จึงทรงสาปยิวกลุ่มนั้นเป็นฝูงสุกร

ชาวอาหรับตั้งชื่อเรียกสุกร (กุนยะฮฺ) ไว้หลายชื่อ เช่น อบูญะฮฺมิน (พ่อหน้าบูด) , อบูซัรอะฮฺ , อบูดิลฟิน , อบูอะตะบะฮฺ , อบูอะลี่ยะฮฺ และอบูกอดิม  สุกรเป็นสัตว์มักมากในกาม  ดังจะเห็นได้ว่า  บางทีมันขึ้นขี่หลังนางหมู (คือจะผสมพันธุ์) ทั้งๆ ที่นางหมูกำลังจะกินอาหาร และเดินไประยะทางที่ค่อนข้างไกล  เจ้าหมูหื่นก็ไม่เลิกรา  แม่หมู 1 ตัว สามารถให้ลูกได้ถึง 20 ตัว  ตั้งท้องเพียง 6 เดือน ก็ตกลูก  ในบางถิ่นหมูตัวผู้ จะเริ่มผสมพันธุ์เมื่ออายุได้ 4 เดือน  เมื่อแม่หมูมีอายุได้ 15 ปีจะหยุดให้ลูก  นี่เป็นเรื่องหมูๆ ที่เราไม่ค่อยอยากจะรู้ 

islammore.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2014, 09:07:03 PM โดย piwdee »

ออฟไลน์ govee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
Re: ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู?
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2012, 08:59:12 AM »
ทําไมมุสลิมไม่กินหมู ?

ใครที่ถามแบบนี้ ถือว่าเป็นการตั้งคําถามที่ถูกต้องครับ เพราะมุสลิมไม่กินหมู แต่ถ้าใครถามว่า “ทําไมมุสลิมกลัวหมู?” แบบนี้ถือว่า ตั้งคําถามผิดนะครับ เพราะมุสลิมไม่ได้กลัวหมู แต่คนไทยเรามักเข้าใจผิดๆ โดยไปจดจํามาจากหนังตลก ว่ามุสลิมกลัวหมู และต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเมื่อเห็นหมู!

ส่วนคําตอบที่ว่า ทําไมมุสลิมไม่กินหมู ก็คือพระเจ้าสั่งห้ามนั่นเองครับ และสิ่งที่พระเจ้าสั่งห้าม ก็ย่อมเป็นประโยชน์แก่มนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งในบางเรื่องนั้น มนุษย์ก็ไม่รู้เหตุผลด้วยซ้ำ หรือในบางเรื่อง มนุษย์ก็สามารถค้นพบหาเหตุผลได้ ด้วยกระบวนการศึกษาธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์

ยุคปัจจุบันมีการใช้กล้องจุลทรรศน์ ส่องดูเนื้อสัตว์ ก็พบว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิด มีพยาธิตัวเล็กๆ ที่ตามนุษย์มองไม่เห็น อยู่มากน้อย ต่างกันไป แต่ในเนื้อหมู มีพยาธิบางชนิด ซึ่งมีเกราะที่เกิดจากไขมันในเนื้อหมู ห่อหุ่มมันอยู่ ซึ่งความร้อนจากการหุงต้ม ไม่สามารถทําลายมันได้ พยาธิเหล่านี้ จะเข้าไปฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์ หลังจากที่กินเนื้อหมูเข้าไป และรอฟักตัวออกมาทําอันตรายร่างกายมนุษย์ เช่น ประสาทตา และประสาทสมอง เป็นต้น

มุสลิมในยุคก่อน เขาไม่ทราบถึงเหตุผลเหล่านี้ แต่เขาน้อมรับ และปฏิบัติตามข้อบัญญัติ ที่มาจากพระเจ้า และหมูเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ (กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ของมัน) ซึ่งพระเจ้าระบุไว้ว่าเป็นสัตว์สกปรก (นะญิส) ก็เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่ามุสลิมไม่กินหมู เพราะเหตุผลที่ว่าหมูมีพยาธิ ดังนั้น ถึงแม้ในอนาคตจะสามารถทําให้เนื้อหมู ปลอดจากพยาธิชนิดนี้ได้ หรือจะเลี้ยงหมูอย่างดี ไม่ต้องให้กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ แต่มุสลิมก็จะยังคงไม่กินหมูอยู่ดี เนื่องจากเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติห้าม

แล้วถามว่า ทําไมต้องห้ามนะหรือครับ? ก็เนื่องจากเป็นการพิสูจน์ความศรัทธาครับ มนุษย์ที่ศรัทธาในพระเจ้า เขาก็จะน้อมรับกฎระเบียบ ที่พระเจ้าบัญญัติไว้ เขาจะไม่กินตามปากอยาก แต่เขาจะเลือกกินโดยพิจารณา ว่าพระเจ้าอนุญาตให้กินหรือไม่

และอาจมีบางคนตั้งคําถามว่า ในเมื่อไม่ให้กินหมูแล้ว พระเจ้าจะสร้างหมูมาทําไม? คืออย่างนี้ครับ พระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิต มาหลากหลายชนิด แต่ไม่ใช่ว่าสัตว์ทุกชนิด จะถูกสร้างมา เพื่อเป็นอาหารสําหรับมนุษย์นะครับ สัตว์บางชนิดเกิดมา เพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศน์ สัตว์บางชนิดถูกสร้างมา เพื่อกินสัตว์กินพืช ไม่เช่นนั้นแล้ว สัตว์กินพืช ก็จะกินใบไม้หมดป่า ซึ่งป่าไม้และพืชนั้น ก็ทําหน้าที่ซับน้ำ ผลิตออกซิเจน รักษาชั้นบรรยากาศของโลก และยังเป็นอาหารให้มนุษย์ด้วย ทํานองนี้เป็นต้นครับ ดังนั้น เราจึงต้องเลือกครับ ว่าสิ่งใดพระเจ้าอนุญาตให้กิน สิ่งใดพระเจ้าไม่อนุญาตให้กิน ซึ่งในเรื่องของอาหารแล้ว สิ่งใดที่พระเจ้าไม่ไดบ้ัญญัติห้ามสิ่งนั้น ถือว่าอนุญาตให้กินได้โดยปริยายครับ

ส่วนสิ่งอื่นที่พระเจ้าบัญญัติห้ามกิน ได้แก่ 1) สิ่งมึนเมาทุกชนิด 2) เลือด 3) สัตว์บกที่ตายโดยไม่ได้ถูกเชือด 4) สัตว์บกที่ไม่ได้กล่าวนามพระเจ้าขณะเชือด 5) สัตว์บกที่ใช้กรงเล็บ หรือเขี้ยวล่าสัตว์กินเป็นอาหาร 6) เนื้อลา 7) สัตว์ที่พระเจ้าระบุ ว่าเป็นสิ่งสกปรกน่ารังเกียจ (นะญิส) เช่น สุนัข 8) อาหารใดก็ตาม ที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม เช่นขโมยมา หรือซื้อมาด้วยทรัพย์สินที่ได้มา โดยผิดหลักการศาสนา (เช่นเงินดอกเบี้ย เป็นต้น) ซึ่งทั้งหมดถูกบัญญัติในอัล-กุรอาน และคำสอนของท่านศาสนทูตทั้งสิ้น และนอกจากสิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้ ก็เป็นที่อนุญาตให้กินได้ รวมทั้งสัตว์น้ำทั้งหมด (ยกเว้นบางประเภทที่มีพิษ)

เห็นไหมครับ ว่าที่ว่ากันว่ามุสลิมไม่กินหมูนั้น ไปๆ มาๆ ไม่ใช่แค่หมูนะครับ ที่มุสลิมไม่กิน ดังนั้น คงหายสงสัยแล้วสินะครับ ว่าทําไมมุสลิมจึงมักจะหาแต่ร้าน ที่เป็นร้านอาหารอิสลาม แต?เห็นกฎระเบียบเยอะอย่างนี้ คุณคงว่าสิ่งที่ศาสนาอิสลามบัญญัติห้ามนั้น มีเยอะเหลือเกิน แต่ที่จริงหากคุณนับถือศาสนาพุทธ น่าจะลองเปิดพระไตรปิฎกดูมั่งนะครับว่า จริงๆ แล้วศาสนาพุทธห้ามกินอะไรบ้าง? ซึ่งหากจะให้ผมนํามากล่าวในหนังสือเล่มนี้ ก็คงจะไม่ไหวแน่ เพราะมีเยอะมาก! หรือคนที่นับถือศาสนายิว หรือคริสต์ก็เช่นกัน หากเขาจะปฏิบัติตามคัมภีร์แล้วละก็ มีสัตว์หลายชนิดครับที่คัมภีร์ระบุว่าห้ามกิน และที่สําคัญไม่เคยมีใครถามเลยว่า ทําไมชาวยิวและชาวคริสต์ ปัจจุบันกินหมูกันซะแล้ว ทั้งๆ ที่ในไบเบิล พันธสัญญาเก่าได้ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามกินหมู! (ในบทเลวีนิติ)

จากหนังสือ "อิสลาม กับคำถามที่คุณอยากรู้คำตอบ" โดย ชาวต้นไม้

ขอขอบคุณ piwdee.net
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2014, 09:07:44 PM โดย piwdee »

ออฟไลน์ nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1052
    • ดูรายละเอียด
Re: ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู?
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2012, 06:45:56 AM »
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

ชาวคริสต์ถามถึงสาเหตุการห้ามรับประทานเนื้อสุกร

มุหัมมัด ศอลิหฺ อัล-มุนัจญิด

คำถาม  ทำไมอิสลามถึงห้ามรับประทานเนื้อสุกร ทั้งๆ ที่มันคือสิ่งถูกสร้างหนึ่ง ของพระองค์อัลลอฮฺ? ถ้าห้ามเช่นนั้นแล้ว พระองค์อัลลอฮฺสร้างมัน ขึ้นมาเพื่อเหตุใดกัน?

คำตอบ  มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์อัลลอฮฺ

ประการที่หนึ่ง :  พระผู้อภิบาลของเราผู้ทรงยิ่งใหญ่  และสูงส่ง ได้ห้ามการรับประทานเนื้อสุกรอย่างเด็ดขาด พระองค์ได้ตรัสว่า

﴿ قُل لَّآ أَجِدُ فِي مَآ أُوحِيَ إِلَيَّ مُحَرَّمًا عَلَىٰ طَاعِمٖ يَطۡعَمُهُۥٓ إِلَّآ أَن يَكُونَ مَيۡتَةً أَوۡ دَمٗا مَّسۡفُوحًا أَوۡ لَحۡمَ خِنزِيرٖ فَإِنَّهُۥ رِجۡسٌ أَوۡ فِسۡقًا أُهِلَّ لِغَيۡرِ ٱللَّهِ بِهِۦۚ فَمَنِ ٱضۡطُرَّ غَيۡرَ بَاغٖ وَلَا عَادٖ فَإِنَّ رَبَّكَ غَفُورٞ رَّحِيمٞ ١٤٥ ﴾ [الأنعام: ١٤٥] 

ความว่า “จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) ว่า ฉันไม่พบว่าในสิ่งที่ถูกให้เป็นโองการแก่ฉันนั้น มีสิ่งต้องห้ามแก่ผู้บริโภคที่จะบริโภคมัน นอกจากสิ่งนั้น เป็นสัตว์ที่ตายเอง หรือเลือดที่ไหลออก หรือเนื้อสุกรเพราะแท้จริงมันเป็นสิ่งโสมม หรือสิ่งละเมิด ซึ่งถูกเปล่งนามอื่นจากอัลลอฮฺที่มัน ถ้าผู้ใดได้รับความคับขัน โดยมิใช่เป็นผู้แสวงหา และมิใช่ผู้ละเมิดแล้วไซร้ แท้จริงพระเจ้าของเจ้านั้น เป็นผู้ทรงอภัยโทษ เป็นผู้ทรงเอ็นดูเมตตา” (อัล-อันอาม :145 )

และจากความเมตตาของพระองค์ ที่ให้ความสะดวกสบายแก่พวกเรา พระองค์ได้อนุญาตการบริโภคสิ่งที่ดีงาม ซึ่งจะไม่ห้ามพวกเรา เว้นแต่สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี พระองค์ได้ตรัสว่า 

﴿وَيُحِلُّ لَهُمُ ٱلطَّيِّبَٰتِ وَيُحَرِّمُ عَلَيۡهِمُ ٱلۡخَبَٰٓئِثَ﴾ [الأعراف: ١٥٧] 

ความว่า “และ (ท่านศาสนทูตนั้น) จะอนุมัติให้แก่พวกเขาซึ่งสิ่งดีๆ ทั้งหลาย และจะให้เป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเขา ซึ่งสิ่งที่เลวทั้งหลาย” (อัล-อะอฺรอฟ : 157)

เราไม่สงสัยเลยว่า สุกรเป็นสัตว์ที่สกปรกโสโครก การรับประทานมัน เป็นโทษแก่มนุษย์ สุกรเป็นสัตว์ที่อาศัย อยู่ในแวดล้อมที่สกปรก เป็นสิ่งที่ความรู้สึกของมนุษย์ทั่วไป โดยปกติแล้วปฏิเสธการปริโภคมัน เพราะมันขัดกับธรรมชาติความรู้สึกของมนุษย์ ที่พระองค์อัลลอฮฺได้กำหนดมา

ประการที่สอง :  โทษของการรับประทานเนื้อสุกร ที่มีต่อร่างกายมนุษย์ ได้มีการยืนยันจากการแพทย์สมัยใหม่ ได้ใจความดังนี้

- เนื้อสุกรจัดเป็นประเภทหนึ่ง ของจำพวกเนื้อสัตว์ ที่มีปริมาณคอเลสเตอรอลสูง จะเพิ่มขึ้นในเลือดมนุษย์ เป็นสาเหตุเสี่ยงต่อเส้นเลือดอุดตัน เช่นที่ในเนื้อสุกร มีกรดไขมันที่แปลกและ ไม่เหมือนกับสิ่งที่อยู่ในสารอาหารอื่นๆ เป็นสิ่งที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ได้ง่ายกว่าสารอาหารตัวอื่น ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้น ของคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด
- เนื้อและไขมันสุกร เป็นตัวก่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านม และมะเร็งเม็ดเลือด
- เนื้อและไขมันสุกร เป็นสาเหตุของโรคอ้วน และโรคต่างๆ ที่สืบเนื่องจากโรคอ้วน ที่ยากแก่การรักษา
- การรับประทานเนื้อสุกร ส่งผลให้เกิดอาการคัน โรคภูมิแพ้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
- การรับประทานเนื้อสุกร ส่งผลให้ปอดเกิดการอักเสบ อันเนื่องจากพยาธิตัวตืด และพยาธิใบไม้ปอด และยังส่งผลให้ปอดเกิดการติดเชื้อ

ตัวอย่างอันตรายที่รุนแรง เกิดจากการบริโภคเนื้อสุกร ซึ่งในเนื้อสุกรมีพยาธิตัวตืด ถูกเรียกว่า Taenia Solium  ซึ่งอาจจะมีขนาดความยาวสูงสุดได้ถึง 2-3 เมตร จะขยายจำนวนด้วยกับการวางไข่ในร่างกายมนุษย์ เป็นผลให้เกิดอาการบ้า และโรคฮิสทีเรียได้ หากมีการวางไข่ในสมอง และเมื่อมีการวางไข่ที่หัวใจ จะส่งผลให้เกิด ความดันโลหิตสูง และเกิดหัวใจวายได้

จากประเภทต่างๆ ของพยาธิที่พบอยู่ในเนื้อสุกร อาทิ พยาธิ Trichinila Spiralis  ที่ทนต่ออุณหภูมิในการทำอาหาร ซึ่งเป็นอันตรายทำให้เกิดอัมพาต และผื่นผิวหนังอักเสบได้

ทางการแพทย์ได้ทำการยืนยันแล้วว่า โรคพยาธิตัวตืด ถือเป็นหนึ่งในโรคที่อันตราย ที่ถ่ายทอดมาจากการบริโภคเนื้อสุกร มันจะมีการพัฒนาในลำไส้ของมนุษย์ ซึ่งไข่พยาธิจะสุกและฟักตัวเป็นพยาธิ ในเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ลำตัวมันมีลักษณะ เป็นปล้อง ประมาณหนึ่งพันปล้อง มีความยาวถึง 4-5 เมตร อาศัยอยู่ในลำไส้ และไข่พยาธิจะหลุดออกมาปนกับอุจจาระ เมื่อสุกรกินเอาพยาธิ หรือไข่พยาธิเข้าไป ตัวอ่อนก็จะชอนไชออกจากไข่ แล้วไชทะลุเข้าสู่วงจรเลือดหรือน้ำหนอง ไปยังกล้ามเนื้อทั่วร่างกายสุกร ฝังตัวอยู่ในถุงห้อมรอบตัว และเมื่อมนุษย์รับประทานเนื้อสุกร ที่เป็นโรค ตัวอ่อนจะกลายเป็นตัวที่สมบูรณ์ ในลำไส้มนุษย์ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ และขาดวิตามินบี 12  ที่ซึ่งเป็นสารเฉพาะในเม็ดเลือด และมันอาจเป็นสาเหตุของการเกิดอาการทางระบบประสาท เช่น การอักเสบของเส้นประสาท ซึ่งตัวอ่อนพยาธินี้ อาจจะกระจายถึงสมอง ทำให้เกิดอาการชัก หรือความดันเพิ่มขึ้นในสมอง สิ่งที่ตามมาก็คือการปวดศีรษะ ชัก และถึงขั้นเป็นอัมพาตได้

การรับประทานเนื้อสุกร ที่ไม่สุกดี ทำให้เกิดโรคพยาธิเส้นได้ เมื่อไข่ดังกล่าวเข้าสู่ลำไส้เล็ก จะกลายเป็นตัวอ่อนมากมาย ภายใน 4-5 วัน เพื่อที่จะชอนไชสู่ผนังลำไส้ หลังจากนั้นก็เข้าสู่วงจรเลือด และจะไหลสู่ระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย เมื่อตัวอ่อนผ่านกล้ามเนื้อ จะเกาะตัวเป็นถุงซีสที่นั่น ทำให้ผู้ประสพเผชิญกับอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง ซึ่งอาจจะทวีความรุนแรงถึงอาการเยื้อหุ้มสมองอักเสบ การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ ปอด ไต เส้นประสาท และอาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในบางครั้ง

เป็นที่รับทราบกันว่า มีบางโรคที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ซึ่งสัตว์อื่นจะไม่เป็นโรคนี้ เหมือนมนุษย์นอกจากสุกรเท่านั้น ที่อาจจะเป็นโรคนี้ได้ เช่น โรครูมาติซั่ม โรคปวดตามข้อกระดูก เป็นต้น ดังนั้นคำตรัสของพระองค์อัลลอฮฺสัจจริง ที่ว่า

﴿ إِنَّمَا حَرَّمَ عَلَيۡكُمُ ٱلۡمَيۡتَةَ وَٱلدَّمَ وَلَحۡمَ ٱلۡخِنزِيرِ وَمَآ أُهِلَّ بِهِۦ لِغَيۡرِ ٱللَّهِۖ فَمَنِ ٱضۡطُرَّ غَيۡرَ بَاغٖ وَلَا عَادٖ فَلَآ إِثۡمَ عَلَيۡهِۚ إِنَّ ٱللَّهَ غَفُورٞ رَّحِيمٌ ١٧٣ ﴾ [البقرة: ١٧٣] 

ความว่า “ที่จริงที่พระองค์ทรงห้ามพวกเจ้านั้น คือสัตว์ที่ตายเอง และเลือด และเนื้อสุกร และสัตว์ที่ถูกเปล่งเสียงที่มัน เพื่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮฺ ส่วนผู้ใดที่อยู่ในภาวะความคับขัน โดยมิใช่ผู้เสาะแสวงหา และมิใช่เป็นผู้ละเมิดขอบเขตแล้วไซร้ ก็ไม่มีบาปใดๆ แก่เขา แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 173)

แน่นอน นี่คือโทษบางประการ ของการรับประทานเนื้อสุกร หวังว่าท่านจะไม่สงสัยในข้อห้ามของมัน หลังจากที่ท่านรับทราบสิ่งดังกล่าวนี้แล้ว และเราหวังว่านี่คงเป็นก้าวแรกสำหรับคุณ สู่ทางนำแห่งศาสนาอันสัจจริง ขอให้ท่านได้ตระหนัก และทำการค้นคว้า พิจารณา ด้วยกับใจที่เป็นธรรม อย่างมีสติ เพื่อแสวงหาสัจธรรม และปฏิบัติตามมัน ขอพระองค์อัลลอฮฺ ตะอาลา โปรดชี้นำคุณสู่สิ่งที่ดีงาม ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้าด้วยเถิด

และถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ถึงโทษต่างๆ ของการรับประทานเนื้อสุกร ก็ตามที กระนั้นการศรัทธาของเราว่า มันเป็นสิ่งต้องห้าม ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่ประการใด และจะไม่เป็นเหตุทำให้การศรัทธาของเราลดน้อยลงเลย ในการที่เราละทิ้งการบริโภคมัน โปรดทราบเถิดว่า อาดัม อะลัยฮิสลาม ถูกไล่ออกจากสวรรค์ เนื่องจากการรับประทานจากต้นไม้หนึ่ง ที่พระองค์อัลลอฮฺได้ห้ามไว้ ซึ่งเราก็ไม่รู้เหตุผล การห้ามจากต้นไม้นั้นเช่นกัน และอาดัมก็ไม่มีความต้องการใดๆ ที่จะแสวงหาสาเหตุ ของการห้ามรับประทานมัน แต่ทว่า มันพอแล้วสำหรับท่าน และพอแล้วสำหรับเรา รวมถึงมุสลิมทุกคน ที่จะรับรู้ว่าสิ่งดังกล่าว เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงห้ามไว้

กรุณาศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโทษต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการรับประทานเนื้อสุกร จากรายงานศึกษา และค้นคว้าของการประชุมโลก ครั้งที่สี่ เกี่ยวกับการแพทย์อิสลาม พิมพ์ที่คูเวต ตั้งแต่หน้า 371 และจากหนังสือ การดูแลสุขภาพในอัลกุรอาน และอัส-สุนนะฮฺ โดย ลุอฺลุอะฮฺ บินติ ศอลิหฺ ตั้งแต่หน้า 635 ว่า

ดังนั้น เราหันมาถามคำถามท่านผู้ถาม บ้างว่า : สุกรมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกห้ามใว้ ในไบเบิ้ล ฉบับพันธะสัญญาเก่าหรอกหรือ? ซึ่งมันคือส่วนหนึ่งจากคำภีร์ที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกท่าน ที่ว่า:

“หมูเพราะมันเป็นสัตว์แยกกีบ และมีกีบผ่า แต่ไม่เคี้ยวเอื้อง จึงเป็นสัตว์มลทินแก่เจ้า” (เลวีนิติ 11:7)

“อย่ารับประทานเนื้อของสัตว์เหล่านี้เลย และเจ้าอย่าแตะต้องซากของมัน มันเป็นของมลทินแก่เจ้า” (เลวีนิติ 11:8)

การห้ามสุกรต่อชาวยิว ไม่จำเป็นที่เราจะนำหลักฐานมาเสนอ แต่หากท่านมีความสงสัย ก็จงถามพวกเขา แน่นอนเขาก็จะบอกท่าน

แต่สิ่งที่เราคิดว่าเราต้องเตือนสติท่าน คือสิ่งที่มีในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกท่าน นั่นคือสิ่งที่มีอยู่ในพันธะสัญญาใหม่ ที่ประกาศแก่พวกท่านว่าบทบัญญัติต่างๆ ที่อยู่ในคัมภีร์โทราห์นั้น ยังคงอยู่ และจำเป็นจักต้องถือใช้สำหรับพวกท่าน และไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้  ซึ่งพระเยซูไม่ได้กล่าวกับพวกท่านหรอกหรือว่า “อย่าคิดว่าเรามา เพื่อจะทำลายพระราชบัญญัติ หรือคำของศาสดาพยากรณ์เสีย เรามิได้มาเพื่อจะทำลาย แต่มาเพื่อจะให้สำเร็จ” (แมทธิว 5:17) “เพราะเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถึงฟ้าและดินจะล่วงไป แม้อักษรหนึ่งหรือจุดๆ หนึ่งก็จะไม่สูญไปจากพระราชบัญญัติ จนกว่าจะสำเร็จทั้งสิ้น” (แมทธิว 5:18)

ถึงแม้ว่าเราไม่จำเป็นต้องหาตัวบทอื่นเพิ่ม เพื่อแสวงหาคำตอบที่แตกต่างสำหรับเรื่องเนื้อสุกรนี้ ในไบเบิ้ลฉบับใหม่ แต่เราก็อยากจะนำเสนอเพิ่มเติม ให้แก่ท่าน ซึ่งตัวบทอื่นที่ชัดเจนกล่าวถึง ความสกปรกของสุกรที่ว่า  :

“มีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่ที่ไหล่เขาตำบลนั้น”  (มาระโก 5:11)

“ผีเหล่านั้นก็อ้อนวอนพระองค์ว่า "ขอโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลาย เข้าในสุกรเหล่านี้เถิด“  (มาระโก 5:12)

“พระเยซูก็ทรงอนุญาตทันที แล้วผีโสโครกนั้น จึงออกไปเข้าสิงอยู่ในสุกร สุกรทั้งฝูง (ประมาณสองพันตัว) ก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชัน ลงไปในทะเลสำลักน้ำตาย “  (มาระโก 5:13)

โปรดดูบทต่างๆ ที่บอกถึงความโสโครกของสุกร และความต่ำต้อยของผู้ที่เลี้ยงมัน ใน แมทธิว 67, เปโตร 2:2,  ลูกา 15:11-15

หรือท่านจะอ้างว่ามันถูกยกเลิกไปแล้ว โดยมะระโก หรือไม่ก็เปาโล !!

นี่คือรูปแบบการเปลี่ยนแปลง คำดำรัสของพระเจ้า เป็นการยกเลิกคัมภีร์โทราห์ และยกเลิกคำกล่าวของพระเยซู ที่ได้เน้นย้ำกับพวกท่านว่า มันเป็นสิ่งที่ยืนยันแน่นอน ในชั้นฟ้าและแผ่นดิน แต่กลับถูกเปลี่ยนแปลง และยกเลิกด้วยกับคำกล่าวของ มาระโก หรือ เปาโล !!

หรือถ้าหากเราจะสมมุติว่า การห้ามรับประทานเนื้อสุกรนั้น เป็นสิ่งที่ถูกยกเลิกไปแล้วจริงในศาสนาคริสต์ของท่าน เหตุนี้จะทำให้ท่านปฏิเสธการที่มัน เป็นสิ่งต้องห้ามในอิสลาม เสมือนที่เคยปฏิเสธว่า มันต้องห้ามในศาสนาของท่านกระนั้นหรือ ?
   
ประการที่สาม :  ส่วนคำถามของท่านที่ว่า เมื่อการรับประทานเนื้อสุกร เป็นสิ่งที่ต้องห้าม แล้วพระเจ้าสร้างสุกรมาเพื่อเหตุใด?  เราคิดว่าท่านยังไม่รอบคอบพอ ในคำถามนี้  มิเช่นนั้น เราก็จะขอถามท่านกลับว่า พระเจ้าได้สร้างสิ่งที่เป็นอันตราย และที่เป็นสิ่งสกปรกต่างๆ อื่นๆ มากมายขึ้นมาเพราะอะไร? และพระองค์สร้างมารร้าย ขึ้นมา เพื่อสิ่งใด?

มันไม่ใช่สิทธิของผู้สร้างดอกหรือ ที่พระองค์จะสั่งใช้บ่าว ตามที่พระองค์ประสงค์ ตัดสินตามสิ่งที่พระองค์ต้องการ โดยที่ไม่มีผู้ใด มาคว่ำการตัดสินของพระองค์ และไม่มีผู้ใดมาเปลี่ยนคำดำรัสของพระองค์?

มันไม่คู่ควรดอกหรือ สำหรับบ่าวผู้ศรัทธา ที่จะกล่าวกับพระเจ้าของเขาว่า ในทุกๆ สิ่งที่พระองค์สั่งใช้นั้น เราได้ยินแล้ว เราได้เชื่อฟังแล้ว ?

(บางทีท่านอาจจะเอร็ดอร่อย กับรสชาติของมัน อยากที่จะรับประทานมัน รวมถึงคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างท่าน ก็เช่นเดียวกัน แต่มันไม่ควรดอกหรือ กับการเสียสละบางสิ่งบางอย่าง ที่ใจท่านชอบ เพื่อให้ได้เข้าสวนสวรรค์ของพระเจ้า)

แปลโดย : อับดุลอาซีซ  สุนธารักษ์
ตรวจทานโดย : ซุฟอัม อุษมาน
ที่มา : เว็บไซต์ islamqa.com


ขอขอบคุณ  islamhouse.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2014, 09:09:53 PM โดย piwdee »