ผู้เขียน หัวข้อ: เสบียงนักดาอีย์  (อ่าน 3675 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ govee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
เสบียงนักดาอีย์
« เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2012, 11:54:52 PM »
เสบียงนักดาอีย์ผู้เชิญชวนสู่อัลลอฮฺ

เชค มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน

แท้จริงการสรรเสริญทั้งหลาย เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ เราขอสรรเสริญพระองค์ ขออภัยโทษต่อพระองค์ ขอเตาบัตต่อพระองค์ และเราขอความคุ้มครองต่อพระองค์ จากความชั่วร้ายของตัวเราเอง และความผิดของการงานเขาพวกเรา ผู้ใดที่ได้รับทางนำจากอัลลอฮฺ ก็ย่อมไม่มีใคร ให้เขาหลงทางได้ และผู้ใดที่พระองค์ให้เขาหลงทาง ก็ไม่มีใครให้ทางนำเขาได้ ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ควรแก่การอิบาดะฮฺ) นอกจากอัลลอฮฺ เพียงพระองค์เดียว เท่านั้น ไม่มีภาคีใดๆต่อพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่า มุหัมมัดนั้น คือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์

พระองค์ได้ส่งท่านด้วยทางนำ และศาสนาแห่งสัจธรรม ทั้งนี้ เพื่อให้มันประจักษ์โดดเด่น เหนือทุกศาสนา และท่านก็ได้เผยแพร่สาสน์แห่งพระเจ้า ได้จัดการภาระหน้าที่ ได้ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ อย่างจริงจัง และได้จากประชาชาติของท่านไป โดยที่พวกเขาได้อยู่บนเส้นทาง ที่สว่างไสว เปรียบเสมือนว่ากลางคืนของมันนั้น ก็ยังคงสว่างแจ่มชัดเหมือนกลางวัน ไม่มีผู้ใดหันเหออกจากมัน นอกจากว่าเขาต้องเป็นผู้ที่พินาศบรรลัย ความจำเริญและความสันติสุข จงมีแด่ท่าน วงศ์วานของท่าน เศาะหาบะฮฺของท่าน และผู้ที่เจริญรอยตามพวกเขา ด้วยความดีงาม จวบจนวันสิ้นโลก

ฉันขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ให้ฉันและพวกท่าน เป็นผู้เจริญรอยตามท่านนบี  ทั้งในที่ซ่อนเร้น และเปิดเผย ให้เราเสียชีวิต ในสภาพที่อยู่ในแนวทางของท่าน ให้เราฟื้นคืนชีพ ในหมู่พวกของท่าน ให้เราได้รับความช่วยเหลือจากท่าน และโปรดให้เราอยู่ในสรวงสวรรค์อันสถาพร พร้อมกับบรรดาผู้ที่อัลลอฮฺ ให้ความโปรดปรานจากบรรดานบี บรรดาผู้สัจจริง บรรดาผู้ตายในหนทางของอัลลอฮฺ และบรรดากัลยาณชนทั้งหลาย

พี่น้องทั้งหลาย !

ฉันรู้สึกยินดี และปลาบปลื้มยิ่งนัก ที่ได้พบปะกับพี่น้อง ณ สถานแห่งนี้ และไม่ว่าที่ใด ๆ ก็ตาม เนื่องด้วยความปรารถนาในภาคผลอันดีงาม และเพื่อเผยแพร่สัจธรรมคำสอน แห่งอัลอิสลาม เพราะอัลลอฮฺได้ให้พันธะสัญญา กับผู้ที่พระองค์ประทานความรู้แก่เขา ว่าเขานั้น จะต้องแจกแจง และเผยแพร่ความรู้ที่มี โดยไม่ปิดบังซ่อนเร้นไว้ แม้เพียงประการหนึ่งประการใดก็ตาม

ดังที่พระองค์ตรัสไว้ความว่า: "และจงรำลึกถึง ขณะที่อัลลอฮฺทรงเอาคำมั่นสัญญา จากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ว่า  แน่นอนยิ่ง พวกเจ้าจะต้องแจกแจงคัมภีร์นั้น ให้แจ่มแจ้ง แก่ประชาชนทั้งหลาย และพวกเจ้าจะต้องไม่ปิดบังมัน" (อาล อิมรอน, 3 : 178)

พันธะสัญญาจากอัลลอฮฺนั้น มิได้ถูกจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร และอยู่นอกเหนือความสามารถ ในการมองเห็นของมนุษย์ หากแต่มนุษย์ทุกคนรับรู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่อัลลอฮฺประทานความรู้แก่เขา เมื่อนั้นเขาจะถูกผูกมัด ด้วยพันธะสัญญาดังกล่าวทันที ไม่ว่าเขาจะเป็นชายหรือหญิง ฉะนั้น จำเป็นสำหรับทุกคน ที่มีความรู้ จะต้องเผยแพร่บทบัญญัติของอัลลอฮฺ ไม่ว่าเขาจะอยู่แห่งหนใด และสถานการณ์ใดก็ตาม

พี่น้องทั้งหลาย !

หัวข้อบรรยายของเราคือ “เสบียงของนักดาอีย์สู่อัลลอฮฺ” และเสบียงสำหรับมุสลิมทุกคน ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ความว่า:  "และพวกเจ้าจงตระเตรียมเถิด แท้จริงเสบียงที่ดีที่สุดนั้น คือ ความยำเกรง" (อัล-บะเกาะเราะฮฺ, 2 : 197)

ดังนั้น เสบียงสำหรับมุสลิมทุกคน คือ ตักวา หรือการยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์ตรัสย้ำหลายต่อหลายครั้ง ในคัมภีร์อัลกุรอาน ทั้งการสั่งใช้ให้มีความยำเกรง สรรเสริญชมเชยผู้ที่มีความยำเกรง บอกถึงผลตอบแทนของการยำเกรง และอื่น ๆ

อัลลอฮฺ ตรัสความว่า "และพวกเจ้าจงรีบเร่งกัน ไปสู่การอภัยโทษจากพระเจ้าของพวกเจ้า และไปสู่สวรรค์ซึ่งความไพศาลของมันนั้น  เสมือนเท่ากับความไพศาล ของบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน โดยที่มันถูกเตรียมไว้ สำหรับบรรดาผู้ยำเกรง คือบรรดาผู้ที่บริจาค ทั้งในยามสุขสบาย และในยามเดือดร้อน และบรรดาผู้ข่มโทสะ และบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์ และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย บรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขากระทำสิ่งชั่วใดๆ หรืออยุติธรรมแก่ตัวเองแล้ว พวกเขาก็รำลึกถึงอัลลอฮฺ แล้วขออภัยโทษในบรรดาความผิดของพวกเขา และใครเล่าที่จะอภัยโทษ ในบรรดาความผิดทั้งหลายให้ได้ นอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น และพวกเขาไม่ได้ดื้อรั้นปฏิบัติ ในสิ่งที่เขาเคยปฏิบัติ (อย่างผิดๆ) มาโดยที่พวกเขารู้กันอยู่  ชนเหล่านี้แหละ การตอบแทนแก่พวกเขา คือการอภัยโทษจากพระเจ้าของเขา และบรรดาสวนสวรรค์ ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่ภายใต้สวนเหล่านั้น  โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในสวนเหล่านั้น ตลอดกาล และรางวัลของผู้ที่ทำงานนั้น ย่อมเลิศเลอโดยแท้" (อาล อิมรอน, 3 : 133 –136)

พี่น้องผู้มีเกียรติทั้งหลาย !

บางครั้งท่านอาจตั้งข้อสงสัยว่า แล้วความยำเกรงคืออะไร ? คำตอบนั้นก็มีอยู่ ดั่งเช่นรายงานจากท่านฏ็อลฺก์ อิบนุ หะบีบ (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่านด้วยเถิด) ท่านได้กล่าวว่า:

اﻛﺤقوى أن تعمل بطاعة الله ﻟﺒ نور من الله ترجو ثواب الله ، وأن
عقاب الله 􀅿 تﺘﺮك ما نﻬﻰ الله ﻟﺒ نور من الله ﺗﺨ


"ความยำเกรง คือ การที่ท่านปฏิบัติการงาน ที่เป็นการภักดีต่ออัลลอฮฺด้วยแสงสว่าง [/color] (ความรู้) จากพระองค์ และปรารถนาการตอบแทนจากพระองค์ และการที่ท่านละทิ้ง สิ่งที่พระองค์ทรงห้าม ด้วยแสงสว่าง (ความรู้) จากพระองค์ และเกรงกลัวการลงโทษของพระองค์"

ถ้อยประโยคข้างต้น ได้รวบรวมระหว่างความรู้ การปฏิบัติ ความปรารถนาการตอบแทน และการหวั่นเกรงต่อการลงโทษ เหล่านี้แหละ คือความยำเกรง (ตักวา)

ดังกล่าวนี้ นักดาอีย์ หรือผู้ที่ทำงานเชิญชวนผู้อื่น สู่อัลลอฮฺ และคำสอนของพระองค์ ก็เป็นผู้สมควรที่สุดกว่าใครอื่น ที่จะต้องประดับประดาตน ด้วยความยำเกรงต่อพระองค์ ทั้งในที่ลับและเปิดเผย และฉันจะขอบรรยาย ณ ที่นี้ –ด้วยความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ- ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนักดาอีย์ และเสบียงต่างๆ ที่เขาสมควรตระเตรียมไว้

แปลโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี / Islamhouse.com
islammore.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2014, 12:09:18 PM โดย piwdee »

ออฟไลน์ piwdee

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 42
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
Re: เสบียงนักดาอีย์
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2012, 01:08:07 PM »
เสบียงที่หนึ่ง : ความรู้

เชค มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน

เสบียงแรก ที่นักดาอีย์พึงจะต้องตระเตรียมไว้ คือ มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังเผยแพร่อยู่ ความรู้ที่ถูกต้อง คือความรู้ที่วางอยู่บนบรรทัดฐานของอัลกุรอาน และสุนนะฮฺของท่านเราะสูล เนื่องจากความรู้ต่าง ๆ ที่ได้มานอกเหนือจากสองแหล่งนี้ จำเป็นที่จะต้องนำมาเทียบเคียงก่อนว่า มีความสอดคล้องหรือขัดแย้งประการใด กับอัลกุรอานและสุนนะฮฺ หากว่ามีความสอดคล้องกันเราก็รับ แต่ถ้าหากมีความขัดแย้งกัน เราก็ปฏิเสธ ไม่ว่าผู้ที่กล่าวจะเป็นใครก็ตาม

ดังที่มีรายงานจากท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ท่านได้กล่าวว่า:

يوشك أن تﻨﺰل عليكم حجارة من السماء ، أقول قال رسول الله وتقولون قال
أبو بكر وعمر


"ก้อนหินจากท้องฟ้า เกือบหล่นใส่พวกท่านแล้ว (เพราะพวกท่านแย้งฉัน) ขณะที่ฉันกล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺได้กล่าวอย่างนี้ แต่พวกท่านกลับพูดว่า ท่านอบูบักรฺ และอุมัรฺได้กล่าวอย่างนั้น"

เป็นที่ชัดเจนว่า คำพูดใดๆ ก็ตามที่ค้านกับท่านนบี  ต่อให้เป็นคำพูดของท่านอบูบักรฺ และท่านอุมัรฺก็ยังต้องปฏิเสธ แล้วนับประสาอะไร หากคำพูดที่ค้านกับท่านนบี และอัลกุรอานนั้น มาจากผู้ที่มีสถานะต่ำกว่าท่านทั้งสอง ทั้งในด้านความรู้ ความยำเกรง การเป็นเศาะหาบะฮฺของท่านนบี และการเป็นเคาะลีฟะฮฺ ทำไมจึงมิอาจปฏิเสธได้เล่า ?

อัลลอฮฺตรัสความว่า: "พวกเจ้าอย่าทำให้การร้องเรียกของเราะสูลในหมู่พวกเจ้า เป็นเช่นเดียวกับการร้องเรียกระหว่างพวกเจ้าด้วยกันเอง แน่นอนอัลลอฮฺทรงรู้บรรดาผู้ที่แอบหลีกออกไปในหมู่พวกเจ้า ดังนั้น บรรดาผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเขา (มุหัมมัด) จงระวังตัวเถิดว่า ฟิตนะฮฺจะเกิดขึ้นแก่พวกเขา หรือว่าการลงโทษอันเจ็บปวดจะเกิดขึ้นแก่พวกเขาเช่นกัน" (อัน-นูรฺ, 24 : 63)

ท่านอิหม่ามอะหฺมัดได้กล่าวว่า: "ท่านรู้หรือไม่ว่าฟิตนะฮฺนั้นคืออะไร ? ฟิตนะฮฺคือการตั้งภาคี เมื่อเขาปฏิเสธบางคำพูดของท่าน (นบีมุหัมมัด ) ความหลงทางอาจติดตรึงในหัวใจของเขา แล้วเขาก็จะประสบกับความหายนะในที่สุด"

ดังนั้น เสบียงแรกที่นักดาอีย์ควรตระเตรียมไว้ คือ ความรู้ที่สืบสายมาจากอัลกุรอาน และสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ  ด้วยสายสืบที่ถูกต้อง หากการดะอฺวะฮฺตั้งอยู่บนหลักของอวิชชา แท้จริงแล้ว มันคือการดะอฺวะฮฺสู่ความเขลา และการดะอฺวะฮฺที่ตั้งอยู่บนหลักของอวิชชานั้น โทษของมันย่อมมากกว่าประโยชน์ เนื่องจากนักดาอีย์อยู่ในสถานะของผู้ชี้แนะ หากเขาเป็นผู้ไม่มีความรู้ ใช่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่จะหลงทาง แต่ทว่าเขายังนำพาผู้คนอีกหลายๆ คนสู่การหลงทางอีกด้วย –ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองเราด้วยเถิด-

ความอวิชชาของเขานี้ เรียกว่า “ญะฮฺลุน มุร็อกกับ” ( ب􀈠 جهل مر ) หรือ “ตัวเองไม่รู้ แต่ไม่รู้ตัวว่าตนนั้นไม่รู้”ซึ่งเป็นอันตรายยิ่งกว่าการไม่รู้แบบธรรมดา หรือการไม่รู้แล้วรู้ว่าตัวเองไม่รู้ เพราะการไม่รู้แบบธรรมดานั้นเขาจะเงียบและไม่พูดอะไร และยังพอที่จะสั่งสอนได้ แต่คนที่ไม่รู้ แล้วยังอวดฉลาดนั้น เป็นปัญหายิ่ง คนประเภทนี้ จะไม่นิ่งเงียบ แต่เขาจะพูดแม้แต่ในเรื่องที่ตัวเองไม่มีความรู้ และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาก็คือผู้บ่อนทำลายมากกว่าจะเป็นผู้ที่นำแสงสว่าง

พี่น้องทั้งหลาย !

การดะอฺวะฮฺสู่อัลลอฮฺ โดยไม่มีเสบียงความรู้นั้น มันขัดแย้งกับแนวทางของท่านนบี และแนวทางของผู้เจริญรอยตามท่านพวกท่านจงสดับฟังคำตรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ทรงสั่งใช้แก่นบี ของพระองค์ความว่า: " จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) นี่คือแนวทางของฉัน ฉันเรียกร้องไปสู่อัลลอฮฺอย่างประจักษ์แจ้ง ทั้งตัวฉันและผู้ปฏิบัติตามฉัน  และมหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺ ฉันมิได้อยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคี" (ยูสุฟ, 12 : 108)

พระองค์ได้ตรัสความว่า "ฉันเรียกร้องไปสู่อัลลอฮฺอย่างประจักษ์แจ้ง ทั้งตัวฉันและผู้ปฏิบัติตามฉัน" นั่นคือปฏิบัติตามท่านนบี  ดังนั้น จำเป็นที่เราจะต้องเรียกร้อง ไปสู่อัลลอฮฺอย่างประจักษ์แจ้ง (ด้วยความรู้) มิใช่อย่างไม่มีความรู้

นักดาอีย์ทั้งหลาย !

ท่านจงสังเกตและใคร่ครวญคำตรัสของอัลลอฮฺที่ความว่า “อย่างประจักษ์แจ้ง” นั่นคือประจักษ์แจ้งในสามประการ

หนึ่ง ประจักษ์แจ้งในสิ่งที่เขากำลังดะอฺวะฮฺอยู่

นั่นคือการที่เขาจำเป็นจะต้องมีความรู้อย่างชัดแจ้ง เกี่ยวกับบทบัญญัติต่างๆ ในสิ่งที่กำลังเผยแพร่อยู่ เนื่องจากบางทีเขาอาจกำลังเชิญชวนสู่สิ่งที่เขาคิดว่าเป็นวาญิบ(ความจำเป็นบังคับ) ทั้งๆ ที่ในบทบัญญัติของอัลลอฮฺแล้วไม่ได้เป็นสิ่งที่วาญิบ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าเขากำลังบังคับบ่าวของอัลลอฮฺ ให้ถือปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์ไม่ได้บังคับใช้ และบางทีเขาอาจเชิญชวนให้ละทิ้งบางสิ่งบางอย่างโดยคิดว่ามันเป็นสิ่งที่หะรอม( ความจำเป็นต้องละทิ้ง) ทั้งๆ ที่ในบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ไม่ได้เป็นสิ่งที่หะรอมแต่ประการใด เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่า เขากำลังห้ามบ่าวของพระองค์ในสิ่งที่พระองค์ทรงอนุมัติ

สอง ประจักษ์แจ้งถึงสภาพของผู้ที่จะถูกดะอฺวะฮฺ (กลุ่มเป้าหมายที่เขาทำการดะอฺวะฮฺ)

เมื่อครั้งที่ท่านนบี  ได้ส่งท่านมุอาซฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ไปยังประเทศเยเมน ท่านได้กล่าวกำชับแก่ท่านมุอาซฺว่า “แท้จริงแล้วท่านกำลังจะเผชิญกับชนกลุ่มหนึ่งจากชาวคัมภีร์”

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้มุอาซฺได้รับรู้ถึงสภาพของบุคคลที่เขากำลังจะเชิญชวนเพื่อจะได้เตรียมตัว ฉะนั้นแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องรู้ถึงสภาพของบุคคลที่ท่านจะเชิญชวนว่าระดับความรู้และระดับการตอบโต้ของเขาอยู่ในเกณฑ์ใด ทั้งนี้ ก็เพื่อที่ท่านจะได้เตรียมพร้อมและตอบโต้เขาได้ เพราะเมื่อท่านถลำสู่การโต้เถียง แล้วเขาเหนือกว่าท่าน เช่นนี้แล้วมันทำจะให้เกิดเคราะห์ร้ายอันใหญ่หลวงแก่สัจธรรมและท่านก็คือต้นเหตุในเรื่องนั้น ท่านอย่าเพิ่งคิดว่าสิ่งที่บาฏิล  (ไม่ถูกต้อง) จะต้องมลายหายไปเสมอ เพราะท่านเราะสูล  ได้กล่าวความว่า : “แท้จริงพวกท่านได้ยกข้อพิพาทมาให้ฉันตัดสิน บางที คนบางคนในหมู่พวกท่าน อาจมีวาทศิลป์ดีกว่าในการพูดยกอ้างหลักฐาน ดังนั้น ฉันจึงตัดสินให้กับเขาด้วย เพราะสิ่งที่ฉันได้ยิน (ด้วยเกณฑ์ผิวเผินที่คู่กรณียกอ้างมา ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงแต่อย่างใด)”

สาม ประจักษ์ถึงกลยุทธ์ในการดะวะฮฺ

อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ตรัสความว่า:"จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าโดยหิกมะฮฺ (วิทยปัญญา, หลักฐานอันชัดเจนตามกาลเทศะของมัน) และด้วยการตักเตือนที่ดี  และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า แท้จริง พระเจ้าของเจ้านั้นพระองค์ทรงรู้ดียิ่ง ถึงผู้ที่หลงออกจากทางของพระองค์ และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงบรรดาผู้ที่อยู่ในทางที่ถูกต้อง" (อัน-นะหฺลุ, 16 : 125)

บางคนเมื่อเห็นสิ่งที่เป็นมุงกัรฺ (สิ่งที่ขัดกับหลักศาสนา) เขาก็โหมโจมตีอย่างรุนแรง โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา มิใช่เฉพาะแก่ตัวเขาเท่านั้นแต่ยังจะส่งผลต่อนักดาอีย์ผู้เชิญชวนสู่สัจธรรมคนอื่นๆ อีกด้วย

ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักดาอีย์ทุกคน ก่อนที่จะขับเคลื่อนใดๆ ต้องใคร่ครวญให้มากถึงผลกระทบที่จะตามมา และพิเคราะห์พิจารณาเปรียบเทียบช่างน้ำหนักเสียก่อน ฉะนั้น ฉันจึงใคร่ขอให้พี่น้องนักดาอีย์ทุกคน ใช้หิกมะฮฺ(วิทยปัญญา) ค่อยเป็นค่อยไป อย่าได้รีบร้อน ถึงแม้ว่าผลของมันอาจจะไม่รวดเร็วทันใจ แต่มันจะเป็นผลสำเร็จอย่างแน่นอนในที่สุด –ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮฺ-

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว –ฉันหมายถึงการที่นักดาอีย์ต้องตระเตรียมเสบียงของความรู้ที่ถูกต้องซึ่งอยู่บนฐานของอัลกุรอานและสุนนะฮฺของท่านนบี  - สิ่งที่มาบ่งชี้ว่านักดาอีย์จำเป็นจะต้องมีความรู้อยู่บนฐานของอัลกุรอานและสุนนะฮฺมิได้มีเฉพาะหลักฐานจากศาสนบัญญัติเท่านั้น หากแต่หลักการทางสติปัญญาก็เป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้เช่นกัน เมื่อท่านใช้สติปัญญาใคร่ครวญจะพบว่า ท่านจะดะอฺวะฮฺสู่หนทางของอัลลอฮฺได้อย่างไร หากท่านยังไม่มีความรู้อย่างชัดแจ้ง ถึงเส้นทางที่จะนำไปสู่พระองค์ อีกทั้งยังไม่รู้ถึงบทบัญญัติของพระองค์ แล้วท่านจะเป็นนักดาอีย์สู่อัลลอฮฺได้อย่างไร ?

ดังนั้น เมื่อไม่มีความรู้ สิ่งแรกที่จะต้องทำก็คือควรพยายามขวนขวายหาความรู้เสียก่อน บางทีอาจมีบางคนท้วงติงว่า

การกล่าวเช่นนี้ ไม่ค้านกับคำพูดของท่านนบี  ดอกหรือที่ว่า: “พวกท่านจงเผยแพร่จากฉัน ถึงแม้ว่าจะหนึ่งอายะฮฺก็ตาม”

คำตอบคือ ไม่ ,

เพราะท่านเราะสูลุลลอฮฺ  กล่าวว่า : "จากฉัน"

สิ่งที่เราจะเผยแพร่ จำเป็นต้องที่จะต้องมาจากท่านเราะสูลุลลอฮฺ  และนี่คือความหมายของคำพูดเรา (ที่บอกว่าต้องมีความรู้เสียก่อน นั่นคือความรู้ที่มาจากท่านนบี ) และเมื่อเราบอกว่านักดาอีย์ จำเป็นจะต้องมีความรู้ เรามิได้หมายความว่า เขาต้องบรรลุถึงความรู้ทั้งหมด แต่เราหมายถึง เขาจะไม่เผยแพร่ นอกจากสิ่งที่เขารู้ และไม่พูดนอกจากสิ่งที่เขาทราบเท่านั้น

แปลโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี / islamhouse.com
islammore.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2014, 12:18:27 PM โดย piwdee »

ออฟไลน์ piwdee

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 42
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
Re: เสบียงนักดาอีย์
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2012, 01:54:40 PM »
เสบียงที่สอง : ความอดทน

เชค มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน

นักดาอีย์ต้องเป็นผู้ที่มีความขันติอดทน

 -อดทนในการดำเนินงานดะอฺวะฮฺ
- อดทนต่ออุปสรรคของการดะอฺวะฮฺ
- และอดทนต่อความเดือดร้อน ที่นักดาอีย์อาจต้องประสบ

อดทนในการดำเนินงานดะอฺวะฮฺ

นั่นคือนักดาอีย์ ต้องเป็นผู้ที่มีความอุตสาหะ ไม่ละทิ้ง และไม่เบื่อหน่าย แต่ให้ยืนหยัดในงานดะอฺวะฮฺ จนสุดความสามารถ ยืนหยัดในข่ายกรณีที่การดะอฺวะฮฺ มีประโยชน์กว่า ดีกว่า และมีผลยิ่งกว่า เขาจงอดทน และอย่าเบื่อหน่าย เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่ความเบื่อได้ย่างเข้ามาในชีวิตนักดาอีย์ ความเหนื่อยหน่าย และการละทิ้งก็จะตามมาในที่สุด แต่ถ้าเขามีความอุตสาหะ และอดทนในการดะอฺวะฮฺ แท้จริง เขาจะได้รับผลบุญ เป็นผลบุญในระดับของเหล่า อัศ-ศอบิรีน (บรรดาผู้ที่อดทน) และสุดท้ายเขาจะประสบ กับความสำเร็จอย่างแน่นอน

อัลลอฮฺได้ตรัสแก่นบี  ความว่า:"เหล่านั้น คือส่วนหนึ่งจากเรื่องราวอันเร้นลับ ที่เราได้ประทานวิวรณ์มายังเจ้า (มุหัมมัด) เจ้าไม่รู้เรื่องนี้และกลุ่มชนของเจ้า ก็ไม่รู้มาก่อนเลย  ดังนั้น เจ้าจงอดทน แท้จริงบั้นปลายที่ดีนั้น จะบังเกิดขึ้นสำหรับบรรดาผู้ยำเกรง" (ฮูด, 11 : 49)

อดทนต่ออุปสรรคของการดะอฺวะฮฺ

นักดาอีย์ต้องเป็นผู้ที่มีความอดทน ต่ออุปสรรคต่างๆ นานา ของการดะอฺวะฮฺ จากการถูกต่อต้าน และตอบโต้ เพราะทุกคนที่ย่างก้าวสู่สนามดะอฺวะฮฺ ย่อมหนีไม่พ้นการถูกต่อต้าน และขัดขวางอย่างแน่นอน ดั่งที่อัลลอฮฺตรัสความว่า: "และเช่นนั้นแหละ เราได้ทำให้มีศัตรูผู้กระทำผิดแก่นบีทุกคน และพอเพียงแล้ว ที่พระเจ้าของเจ้า เป็นผู้แนะทางฮิดายะฮฺ และทรงเป็นผู้ช่วยเหลือ" (อัล-ฟุรฺกอน, 25 : 31)

สัจธรรมของการดะอฺวะฮฺ คือ ย่อมมีผู้ต่อต้าน คัดค้าน ตอบโต้ และใส่ไคล้เคลือบแคลง แต่ทั้งนี้นักดาอีย์จำเป็นต้องอดทน และฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เหล่านั้น ให้ได้ ถึงแม้จะถูกครหาว่า การดะอฺวะฮฺของเขานั้นผิด หรือจอมปลอม ตราบใดที่การดะอฺวะฮฺของเขานั้น ตั้งอยู่บนหลักการของอัลกุรอาน และสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ เขาก็จงอดทนต่ออุปสรรคเหล่านั้นเถิด

แต่ก็มิได้หมายความว่า ให้เขายืนกรานในสิ่งที่เขาพูด และเผยแพร่ (ในสิ่งที่เขาคิดว่าถูก แต่มันกลับผิดในข้อเท็จจริง) ทั้งๆ ที่สัจธรรมได้ประจักษ์แก่เขาแล้ว ผู้ที่ยืนกราน หรือดื้อดึง อยู่กับสิ่งที่เขาเผยแพร่ทั้งๆ ที่ความถูกต้องนั้น ค้านกับสิ่งที่เขานำเสนอ ก็ย่อมเสมือนกับบุคคลที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ความว่า "พวกเขาโต้เถียงกับเจ้า ในความจริง หลังจากที่มันได้ประจักษ์ขึ้นแล้ว" (อัล-อันฟาล, 8 : 6)

การต่อต้านสัจธรรม หลังจากที่มันได้ประจักษ์ขึ้น คือคุณลักษณะที่ถูกตำหนิ อัลลอฮฺได้ตรัสถึงผู้ที่มีคุณลักษณะนี้ ความว่า: "และผู้ใดที่ฝ่าฝืนเราะสูลุลลอฮฺ หลังจากที่คำแนะนำอันถูกต้อง ได้ประจักษ์แก่เขาแล้ว และเขายังปฏิบัติตาม ในสิ่งที่มิใช่ทางของบรรดาผู้ศรัทธานั้น เราก็จะให้เขาหันไปตามที่เขาได้หันไป และเราจะให้เขาเข้านรกญะฮันนัม และมันเป็นที่กลับอันชั่วร้าย" (อัน-นิสาอ์, 4 : 116)

โอ้นักดาอีย์ !

หากสิ่งที่มาค้านกับการเผยแพร่ของท่าน คือสัจธรรม ท่านก็จงน้อมรับมันแต่โดยดี (อย่าถือทิฐิ และผลักไสสัจธรรมนั้น) แต่ถ้าหากมันเป็นสิ่งจอมปลอม ท่านก็จงอย่าเพิ่งหมดกำลังใจ ที่จะเดินไปข้างหน้า ในการทำงานดะอฺวะฮฺของท่าน

อดทนต่อความเดือดร้อนที่นักดาอีย์อาจต้องประสบ

และเช่นเดียวกัน นักดาอีย์ต้องอดทนต่อความเดือดร้อน เพราะนักดาอีย์ย่อมต้องเผชิญกับมัน ไม่ว่าจะโดยทางวาจา หรือการกระทำ แม้แต่บรรดาศาสนทูตของอัลลอฮฺ ก็ยังถูกรังควานทั้งด้วยวาจา และการกระทำ

อัลลอฮฺตรัส ความว่า: "เช่นนั้นแหละ ไม่มีเราะสูลคนใดมายังบรรดา (หมู่ชน) ก่อนหน้าพวกเขา เว้นแต่พวกเขากล่าวหาว่า เราะสูลนั้นเป็นนักเล่นกลหรือคนบ้า" (อัซ-ซาริยาต, 51 : 52)

ท่านมีความคิดเห็นเช่นไร ต่อผู้ทีได้รับวะฮียฺจากพระผู้อภิบาล แต่เขากลับถูกตราหน้าว่า เป็นนักไสยศาสตร์ หรือคนวิกลจริต ? มิต้องสงสัยเลยว่า เขาย่อมรู้สึกเจ็บปวด แต่ถึงกระนั้นบรรดาศาสนทูต ก็อดทนต่อสิ่งที่พวกเขาได้รับความเดือนร้อน จากคำพูดครหา และการกระทำสร้างความเดือดร้อนเหล่านั้น

ท่านจงครุ่นคิดถึงเราะสูลคนแรก นั่นคือนบีนูหฺ อะลัยฮิสสลาม ดูสิว่า กลุ่มชนของเขาได้เดินผ่านมาในขณะที่เขากำลังสร้างเรืออยู่ พวกเขาได้เย้ยหยัน และดูแคลนท่านนบีนูหฺ แล้วท่านก็ตอบไป ความว่า "หากพวกท่านเยาะเย้ยพวกเรา แท้จริงเราก็จะเยาะเย้ยพวกท่าน เช่นเดียวกับที่พวกท่านเยาะเย้ย แล้วพวกท่านก็จะรู้ว่า ผู้ใดที่การลงโทษอันอัปยศ จะมายังเขา และการลงโทษอันยั่งยืน จะประสบแก่เขา" (ฮูด, 11 : 38 – 39)

ไม่เพียงแค่การเย้ยหยันเท่านั้น แต่พวกเขายังขู่จะหมายชีวิตนบีนูหฺ อะลัยฮิสสลาม อีกด้วย "พวกเขากล่าวว่า โอ้ นูหฺ หากท่านไม่หยุดยั้ง (จากการดะอฺวะฮฺ) แน่นอนท่านจะอยู่ ในหมู่ผู้ถูกขว้างด้วยก้อนหิน" (อัช-ชุอะรออ์, 26 : 116)

นั่นคือ ท่านจะเป็นผู้หนึ่งที่ถูกฆ่า โดยการถูกปาด้วยก้อนหิน ดังกล่าวนี้คือการขู่ฆ่าพร้อมกับสำทับว่า พวกเขาจะขว้างปาคนอื่นๆ อีกด้วย เพื่อสำแดงถึงอำนาจ และท่านก็จะเป็นผู้หนึ่งที่ถูกปาด้วย แต่ทั้งนี้ก็มิได้ทำให้ท่านนบีนูหฺหวาดผวา และหยุดนิ่งจากการดะอฺวะฮฺ ทว่าท่านยังคงเดินหน้า และเผยแผ่ศาสนา จนสุดท้ายอัลลอฮฺได้เปิดทางนำแก่กลุ่มชนของนบีนูหฺ

ท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ก็เช่นเดียวกัน กลุ่มชนของท่านได้ปฏิเสธ อีกทั้งยังประจานท่าน ต่อหน้ามหาชน "พวกเขากล่าวว่า พวกท่านจงนำเขา มาท่ามกลางสายตาของประชาชน หวังว่าเขาทั้งหลาย จะได้เป็นพยาน" (อัล-อัมบิยาอ์, 21 : 61)

หลังจากนั้น พวกเขาได้ขู่หมายเอาชีวิต ด้วยวิธีการเผา "พวกเขากล่าวว่า จงเผาเขาเสีย และจงช่วยเหลือพระเจ้า (รูปเคารพ) ทั้งหลายของพวกท่าน หากพวกท่านจะกระทำเช่นนั้น" (อัล-อันบิยาอ์, 21 : 63)

แล้วพวกเขาก็ได้ก่อไฟอันมหึมา และได้โยนนบีอิบรอฮีม ด้วยหนังสติ๊กใหญ่ เพราะพวกเขามิอาจอยู่ใกล้กองไฟได้ เนื่องจากความร้อน แต่ทว่าพระผู้อภิบาลผู้ทรงเกรียงไกรได้ตรัส ความว่า: "เรา (อัลลอฮฺ) กล่าวว่า ไฟเอ๋ย จงเย็นลง และให้ความปลอดภัย แก่อิบรอฮีมเถิด" (อัล-อัมบิยาอ์, 21 : 69)

แล้วไฟก็ได้เย็นลง และมีความปลอดภัย และท่านนบีอิบรอฮีม ก็รอดพ้นจากเปลวไฟ อันลุกโชนนั้น สุดท้ายชัยชนะก็ประสบแก่ท่าน "และพวกเขาปรารถนา ที่จะวางแผนร้ายแก่เขา (คือต้องการจะเผานบีอิบรอฮีม) แต่เราได้ทำให้พวกเขาประสบกับความสูญเสียมากยิ่งกว่า" (อัล-อัมบิยาอ์, 21 : 70)

ท่านนบีมูซาก็เช่นเดียวกัน ฟิรฺเอานฺได้ขู่หมายจะเอาชีวิตท่าน: "(ฟิรฺเอานฺกล่าวว่า) จงปล่อยฉัน ฉันจะฆ่ามูซา และให้เขาวิงวอนขอต่อพระเจ้าของเขา  แท้จริงฉันเกรงว่า เขาจะมาเปลี่ยนศาสนาของพวกท่าน หรือจะก่อความหายนะให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน" (ฆอฟิรฺ, 40 : 26)

แต่สุดท้ายชัยชนะ ก็ประสบแด่นบีมูซา อะลัยฮิสสลาม "และการลงโทษที่เลวร้าย ก็จะห้อมล้อมบริวารของฟิรฺเอานฺ" (ฆอฟิรฺ, 40 : 45)

ท่านนบีอีซา อะลัยฮิสสลาม ก็เช่นเดียวกัน ท่านต้องเผชิญกับการข่มเหงรังแก จากชาวยิว อีกทั้งยังถูกกล่าวหาท่านว่า เป็นลูกนอกสมรส และพวกเขาก็ได้ฆ่า และตรึงกางเขนท่าน (ตามความเชื่อของพวกเขา) แต่อัลลอฮฺ ตรัสความว่า:   "และพวกเขาหาได้ฆ่าอีซา และหาได้ตรึงเขาบนไม้กางเขนไม่ แต่ทว่าเขา (ผู้ตรึงกางเขนนั้น) ถูกจำแลงให้ดูเหมือน (อีซา) แก่พวกเขา และแท้จริงบรรดาผู้ที่ขัดแย้ง ในตัวเขานั้น แน่นอนย่อมอยู่ในความสงสัย เกี่ยวกับเขา พวกเขาหามีความรู้ใดๆ ต่อตัวเขาไม่ นอกจากคล้อยตามความนึกคิดเท่านั้น และพวกเขามิได้ฆ่าเขา ด้วยความแน่ใจ หามิได้ อัลลอฮฺได้ทรงยกเขา (อีซา) ขึ้นไปยังพระองค์ต่างหาก และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณเสมอ" (อัน-นิสาอ์, 4 : 157 - 158)

แล้วพระองค์ก็ทรงช่วยเหลือ ให้นบีอีซา รอดพ้นจากพวกเขา และนี่ ศาสนทูตท่านสุดท้าย ผู้นำของบรรดาศาสนทูต และเป็นผู้นำของลูกหลานอาดัม นบีมุหัมมัด  อัลลอฮฺได้ตรัส เกี่ยวกับท่าน ความว่า: "และจงรำลึก ขณะที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา วางอุบายต่อเจ้า เพื่อกักขังเจ้า หรือฆ่าเจ้า หรือขับไล่เจ้าออกไป และพวกเขาวางอุบายกัน และอัลลอฮฺก็ทรงวางอุบาย และอัลลอฮฺนั้น ทรงเป็นผู้เยี่ยมกว่า ในหมู่ผู้วางอุบาย" (อัล-อันฟาล, 8 : 30)

"และพวกเขากล่าวว่า โอ้ผู้ซึ่งข้อตักเตือนถูกประทานแก่เขา แท้จริง ท่านเป็นคนบ้าอย่างแน่นอน" (อัล-หิจญ์รฺ, 15: 6)

"และพวกเขาจะกล่าวว่า จะให้เราทอดทิ้งพระเจ้าต่างๆ ของพวกเราเพื่อนักกวีบ้าคนหนึ่งกระนั้นหรือ?" (อัศ-ศ็อฟฟาต, 37 : 36)

ท่านได้รับการข่มเหง จากพวกเขา ไม่ว่าจะโดยการกระทำ หรือคำพูด ดั่งที่รู้กันในหมู่นักประวัติศาสตร์อิสลาม แต่ถึงกระนั้นท่านก็อดทน ดังนั้น นักดาอีย์ทุกคน จึงต้องประสบกับอุปสรรค อย่างเลี่ยงไม่พ้น แต่เขาก็ต้องอดทน ฉะนั้นครั้นเมื่ออัลลอฮฺ ได้ตรัสแก่เราะสูลของพระองค์ ความว่า "แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานให้แก่เจ้า เป็นขั้นตอน" (อัล-อินสาน, 36 : 23)

สิ่งที่ถูกคาดหวังไว้ก็คือ พระองค์จะกล่าวหลังจากอายะฮฺนั้นว่า และจงขอบคุณต่อนิอฺมัติ ของอัลลอฮฺที่ได้ประทานอัลกุรอาน แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระองค์กลับตรัส ความว่า "ดังนั้น เจ้าจงอดทน ต่อข้อตัดสินของพระเจ้าของเจ้า" (อัน-อินสาน, 36 : 24)

นี่ก็เป็นการบ่งบอกว่า ทุกคนที่ยืนหยัดในสิ่งที่อัลกุรอานได้กล่าว จำเป็นที่จะต้องประสบ กับสิ่งที่จะต้องมีความอดทนอย่างมหาศาล ดังนั้น จำเป็นสำหรับนักดาอีย์ ที่จะต้องเป็นผู้มีความขันติอดทนอย่างสูง และยืนหยัดในงานดะอฺวะฮฺ จนอัลลอฮฺจะเปิดประตูความสำเร็จให้แก่เขา ไม่จำเป็นว่าความสำเร็จนั้น จะต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่ ประการสำคัญก็คือสิ่งที่เขาได้เผยแพร่นั้น ยังคงอยู่และถูกนำมาปฎิบัติตลอดไป ตัวบุคคลมิได้เป็นสิ่งสำคัญ ที่สำคัญคืองานดะอฺวะฮฺ

ถ้าหากงานดะอฺวะฮฺของเขา ยังคงเหลือให้เห็นอยู่ แม้ว่าเขาจะจากไปแล้วก็ตาม แท้จริงแล้ว เขาก็เสมือนยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง

"หรือว่าผู้ที่ตาย แล้วเราได้ให้เขามีชีวิตขึ้น และเราได้ให้แสงสว่างแก่เขา ซึ่งเขาใช้แสงสว่างนั้น เดินทางไปในหมู่มนุษย์ จะเหมือนกับผู้ที่เสมือน อยู่ในบรรดาความมืด โดยไม่เคยออกจากมันเลยกระนั้นหรือ" (อัล-อันอาม, 6 : 122)

ที่จริงแล้ว ชีวิตของนักดาอีย์ ไม่ใช่แค่เฉพาะให้วิญญาณ ยังคงอยู่ในร่างกายของเขาเท่านั้น แต่คือการให้ผลงานการดะอฺวะฮของเขา ยังคงมีชีวิตอยู่ในหมู่ผู้คน

จงดูเรื่องราวของอบูสุฟยาน กับ ฮิร็อกฺล์ (Heraclius กษัตริย์ของโรม) เมื่อเขาทราบข่าวการบังเกิดขึ้น ของท่านนบีมุหัมมัด เขาก็ได้เรียกท่านอบู สุฟยาน และได้ถามเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับท่าน ถามถึงรูปร่างของท่าน เชื้อสายวงศ์ตระกูลของท่าน สิ่งที่ท่านได้เผยแพร่ และถามถึงสาวกของท่าน และเมื่ออบู สุฟยานได้ตอบคำถามของฮิร็อกฺล์ทั้งหมด ตามความเป็นจริง เขาก็ได้บอกกับอบู สุฟยานว่า

"หากสิ่งที่ท่านกล่าวมานั้น เป็นความจริงแล้วไซร้ สักวันเขาจะครอบครอง สิ่งที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของข้าทั้งสองนี้" สุบหานัลลอฮฺ !

ใครจะคาดคิดว่า กษัตริย์แห่งราชอาณาจักร จะเอ่ยคำพูดเช่นนี้ กับนบีมุหัมมัด  ทั้งๆ ที่ขณะนั้นท่านยังไม่ได้ปลดแอกคาบสมุทรอาหรับ จากการเป็นทาสของชัยฏอน และอารมณ์ใฝ่ต่ำเลย ใครเลยจะคาดคิดว่าชายผู้คนนี้ จะเอ่ยคำพูดเช่นนั้นได้ ? และด้วยเหตุนี้ เมื่อท่านอบู สุฟยานได้เดินทางออกไป ท่านได้กล่าวแก่กลุ่มชนของท่านว่า

"เรื่องของอิบนุ อบี กับชะฮฺ (หมายถึงท่านนบีมุหัมมัด) นั้น ใหญ่หลวงนั้น แท้จริงกษัตริย์กรุงโรมนั้นเกรงกลัวเขา"

ท่านนบี  ได้ครอบครองอำนาจของเฮราคลีอุส (ฮิร็อกฺล์) ก็เนื่องด้วยการดะอฺวะฮฺของท่าน หาใช่เพราะตัวของท่านเอง เพราะการดะอฺวะฮฺของท่าน ได้ขจรไปทั่วพื้นแผ่นดินนี้ และได้ทำลายบรรดาเจว็ด การตั้งภาคี และผู้ที่นิยมชมชอบมัน บรรดาเคาะลีฟะฮฺผู้ทรงปราชญ์ ได้ปกครองผืนแผ่นดิน หลังจากท่านนบีมุหัมมัด  ก็ด้วยเพราะการดะอฺวะฮฺและชะรีอะฮฺ (กฎหมาย) ของท่านนบี ฉะนั้น นักดาอีย์ต้องอดทนอดกลั้น และสุดท้ายชัยชนะก็จะประสบแก่เขาในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่ หรืออาจจะหลังจากที่เขาได้เสียชีวิตไปแล้วหากเขามีความเชื่อมั่นและบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ

"มูซาได้กล่าวแก่พวกพ้องของเขาว่า จงขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮฺเถิด และจงอดทนด้วย แท้จริง แผ่นดินนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ซึ่งพระองค์จะทรงให้มันสืบทอด แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ จากปวงบ่าวของพระองค์ และบั้นปลายนั้น ย่อมเป็นของผู้ยำเกรงทั้งหลาย" (อัล-อะอฺรอฟ, 7 : 128)

อัลลอฮฺ  ตรัสความว่า : "แท้จริง ผู้ใดที่ยำเกรงและอดทน แน่นอน อัลลอฮฺจะมิทรงให้รางวัล ของบรรดาผู้ทำความดีนั้น สูญหายไป" (ยูสุฟ, 12 : 90)[/size]

แปลโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี / islamhouse.com

islammore.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2014, 10:43:08 AM โดย piwdee »

ออฟไลน์ piwdee

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 42
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
Re: เสบียงนักดาอีย์
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2012, 02:21:55 PM »
เสบียงที่สาม : มีหิกมะฮฺ (วิทยปัญญา)

เชค มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน

ดังนั้น เขาจงดะอฺวะฮฺด้วยหิกมะฮฺ ให้เริ่มการดะอฺวะฮฺสู่อัลลอฮฺด้วยหิกมะฮฺก่อน หลังจากนั้น ก็ด้วยการตักเตือนที่ดี (อัล-เมาอิเซาะฮฺ อัล-หะสะนะฮฺ) หลังจากนั้นก็ด้วยการโต้แย้งด้วยสิ่งที่ดีกว่าเฉพาะกับผู้ที่ไม่มีความอยุติธรรม และสุดท้ายคือการโต้แย้งด้วยกับสิ่งที่ไม่ได้ดีกว่าสำหรับผู้ที่อยุติธรรม ฉะนั้น ลำดับขั้นทั้งหมดจึงมีสี่ประการ อัลลอฮฺ ได้ตรัส ความว่า: "จงเรียกร้องสู่แนวทางของพระผู้อภิบาลของเจ้าด้วยหิกมะฮฺและการตักเตือนที่ดีและจงโต้แย้งพวกเขาด้วยกับสิ่งที่ดีกว่า" (อัน-นะหฺลฺ : 125)

และพระองค์ได้ตรัสอีก ความว่า: "และพวกเจ้าอย่าโต้เถียง กับพวกอะฮฺลุลกิตาบ เว้นแต่ด้วยวิธีที่ดีกว่า นอกจากบรรดาผู้อธรรม ในหมู่พวกเขา" (อัน-อันกะบูต : 46)

การมีหิกมะฮฺ คือ การมีความประณีตบรรจง ในการงานต่างๆ กล่าวคือการจัดตำแหน่งของกิจการงานต่างๆ ตามสถานะความเหมาะสมของมัน และวางมันในที่ของมัน การรีบร้อนให้ผู้คนเปลี่ยนแปลง จากสภาพปัจจุบันของเขา สู่สภาพในยุคสมัยของบรรดาเศาะหาบะฮฺ เพียงแค่รุ่งวัน มิใช่แนวทางของหิกมะฮฺ และใครที่ประสงค์เช่นนั้น แท้จริงเขาเป็นคนเบาปัญญา และไม่มีหิกมะฮฺ เพราะหิกมะฮฺของอัลลอฮฺ มิได้ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น

และที่เป็นหลักฐาน ในเรื่องดังกล่าวก็คือ ท่านนบีมุหัมมัด  ผู้ซึ่งเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ ผู้ที่อัลลอฮฺได้ประทานคัมภีร์ พระองค์ได้บัญชาบทบัญญัติต่างๆ ให้แก่ท่าน อย่างค่อยเป็น ค่อยไป จนกระทั่งมันได้ยืนหยัด และสมบูรณ์ การละหมาดถูกบัญญัติ ก่อนการฮิจญ์เราะฮฺ สามปี และบางรายงานระบุว่า หนึ่งปีครึ่ง และบางก็ว่าห้าปี ซึ่งเป็นที่ขัดแย้งกัน ในบรรดาอุละมาอ์ในเรื่องนี้ แต่ถึงกระนั้น ก็มิได้ถูกบัญญัติ เหมือนรูปแบบในปัจจุบัน

กล่าวคือแรกๆ นั้น การละหมาดถูกบัญญัติ ให้ปฏิบัติเพียงสองร็อกอัตในเวลาซุฮรฺ, อัศรฺ, อิชาอ์, ศุบหฺ และสามร็อกอัตในเวลามัฆริบ ทั้งนี้ เพื่อเป็นวิตรฺสำหรับช่วงกลางวัน และหลังจากฮิจญ์เราะฮฺ คือหลังจากสิบสามปี ที่ท่านได้พำนักอยู่มักกะฮฺ ก็ได้เพิ่มจำนวนร็อกอัตให้กับการละหมาด ในช่วงที่พำนักกับภูมิลำเนา (ไม่ได้เดินทาง) กล่าวคือ สี่ร็อกอัตในเวลาซุฮรฺ อัศรฺ และอิชาอ์ ส่วนศุบหฺยังคงร็อกอัตตามเดิม เพราะในเวลาละหมาดศุบหฺนั้น จะมีการอ่านที่ค่อนข้างยาว และมัฆริบก็ยังคงสามร็อกอัต เพราะถือเป็นวิตรฺ สำหรับช่วงกลางวัน

ซะกาตถูกบัญญัติ ในปีที่สอง ของการฮิจญ์เราะฮฺ หรือถูกบัญญัติที่มักกะฮฺ (ตามบางทัศนะ) แต่ทั้งนี้ ก็มิได้กำหนดอัตราส่วนที่ต้องจ่าย และไม่ได้ถือเป็นศาสนบังคับ แต่ประการใด และท่านนบี  ก็มิได้ส่งเจ้าหน้าที่เก็บซะกาต จนกระทั่งถึงปีฮิจญ์เราะฮฺศักราชที่เก้า

การจ่ายซะกาตมีลำดับการบัญญัติสามขั้น คือ

- ที่มักกะฮฺ อัลลอฮฺตรัสว่า "และจงจ่ายส่วนอันเป็นสิทธิ์ ให้มันด้วย ในวันแห่งการเก็บเกี่ยวมัน" (อัล-อันอาม : 141)

พระองค์ไม่ได้กล่าวว่า มันเป็นศาสนบังคับ และไม่ได้กำหนดอัตราส่วนที่ต้องจ่าย แต่ได้มอบภาระให้ตามความประสงค์ ของผู้ต้องการจ่ายซะกาต

- ในปีที่สองของการฮิจญ์เราะฮฺ พระองค์ได้กำหนดอัตราส่วน (นิศอบ) ของการจ่ายซะกาต

- ในปีที่เก้าของการฮิจญ์เราะฮฺท่านนบี  ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปยังผู้เลี้ยงปศุสัตว์ และเกษตรกร เพื่อเก็บซะกาต

ท่านจงใคร่ครวญ ถึงบทบัญญัติของอัลลอฮฺ ที่ให้ความสำคัญกับสภาพของผู้คนเถิด และพระองค์นั้นคือผู้ทรงปัญญายิ่ง

การถือศีลอดก็เช่นเดียวกัน เป็นที่ทราบกันดีว่า บัญญัติการถือศีลอด มีลำดับขั้นในช่วงแรก มีการให้เลือกระหว่างการถือศีลอดและการให้อาหาร หลังจากนั้น ก็เจาะจงให้ถือศีลอดอย่างเดียว ส่วนการให้อาหารนั้น ถูกกำหนดเป็นบัญญัติ สำหรับผู้ที่ไม่สามารถที่จะถือศีลอดตลอดไปได้

ฉันขอกล่าวว่า หิกมะฮฺของอัลลอฮฺ มิได้ประสงค์ให้โลกเปลี่ยนแปลง เพียงแค่ข้ามวัน แต่จำเป็นที่ต้องใช้เวลา ท่านจงเข้าไปหาสหายของท่าน ที่ท่านต้องการเชิญชวนเขา และจงเชิญชวนเขา อย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกระทั่งเขาได้ละทิ้งสิ่งที่บาฏิล (จอมปลอม) ไป และจงอย่ามองมนุษย์ว่า อยู่ในระดับเดียวกัน เพราะคนที่ไม่รู้ย่อมต่างจากคนที่ดื้อดึง

เป็นการดียิ่ง ที่ฉันจะขอกล่าวถึงตัวอย่างการดะอฺวะฮฺของท่านนบี

ตัวอย่างแรก

มีชายคนหนึ่งจากชนบท (อะอฺรอบิยฺ) ได้เข้าไปในมัสญิด ขณะนั้นท่านนบี และเศาะหาบะฮฺได้นั่งอยู่ในมัสญิดด้วย แล้วชายคนนั้นก็ได้ปัสสาวะที่มุมหนึ่งของมัสญิด บรรดาเศาะหาบะฮฺก็ต่างตะโกนไล่ แต่ท่านนบี  ผู้ซึ่งอัลลอฮฺได้ประทานหิกมะฮฺแก่ท่าน ได้ห้ามพวกเขา และเมื่อชายคนนั้น ได้ปัสสาวะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้สั่งใช้ให้เอาน้ำหนึ่งถัง แล้วรดน้ำปัสสาวะของเขา แล้วรอยของน้ำปัสสาวะก็หมดไป หลังจากนั้นท่านก็ได้เรียกชายคนนั้น แล้วกล่าวว่า

“มัสญิดนี้ไม่เหมาะ และไม่ควรที่จะให้มีสิ่งสกปรก หรือสิ่งที่ก่อความเดือดร้อน แท้จริงมันคือสถานที่ เพื่อการละหมาด และอ่านอัลกุรอาน”

แล้วหัวใจของชายคนนั้น ก็เปิดรับคำตักเตือนของท่านนบี  เนื่องด้วยเพราะการปฏิสัมพันธ์ที่ดี และด้วยเหตุนี้ ฉันพบว่ามีนักวิชาการบางท่าน ได้ระบุว่าชายคนนั้น ได้วิงวอนต่ออัลลอฮฺว่า

“โอ้อัลลอฮฺ โปรดประทานความเมตตาปรานี แก่มุหัมมัดด้วยเถิด และพระองค์จงอย่าประทาน ความเมตตาปรานี แก่คนอื่นใดอีก”

ทั้งนี้ เพราะท่านนบี  ได้ปฏิสัมพันธ์กับเขาอย่างดี ส่วนบรรดาเศาะหาบะฮฺนั้น ต่างรีบเร่งเพื่อยับยั้ง สิ่งที่เป็นความชั่ว โดยมิได้ตระหนักและมองถึงสภาพของชายคนนั้น ที่เป็นคนไม่มีความรู้

ตัวอย่างที่สอง

ท่านมุอาวิยะฮฺ อิบนุ อัล-หะกัม ได้เข้ามาในขณะที่ท่านนบี  ได้นำละหมาดผู้คนอยู่ แล้วมีชายคนหนึ่ง ในบรรดาเศาะหาบะฮฺ ที่ละหมาดอยู่นั้นได้จาม แล้วเขาก็กล่าวว่า “อัล-หัมดุลิลลาฮฺ” เมื่อคนหนึ่งคนใดได้จาม ในขณะละหมาด ให้เขากล่าวว่า “อัล-หัมดุลิลลาฮฺ” ไม่ว่าเขาจะอยู่ในอิริยาบถยืน รุกูอฺ หรือสุญูดก็ตาม”

ชายคนนั้นกล่าวว่า “อัล-หัมดุลิลลาฮฺ” มุอาวิยะฮฺก็ตอบไปว่า “ยัรฺหะมุกัลลอฮฺ” คำกล่าวของมุอาวิยะฮฺนี้ เป็นคำกล่าวของมนุษย์ ซึ่งทำให้การละหมาดเป็นโมฆะ แล้วผู้คนต่างก็จ้องมองมุอาวิยะฮฺ ท่านก็กล่าวขึ้นว่า “แม่พวกท่านได้พรากไป” ¹

แล้วท่านมุอาวิยะฮฺ ก็ละหมาดต่อไปจนเสร็จ แล้วท่านนบี  ก็เรียกเขา ท่านมุอาวิยะฮฺกล่าวว่า "ฉันขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันไม่เคยเห็นผู้สอน ที่สอนได้ดียิ่งกว่าท่านเลย ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ท่านไม่ได้ดุว่า และตวาดใส่ฉันเลย"

แต่ท่านกล่าวว่า: “แท้จริงการละหมาดนี้ไม่เหมาะกับคำพูดใดๆ ที่เป็นคำพูดของมนุษย์ แท้จริงมันคือการตัสบีหฺ การตักบีรฺ และอ่านอัลกุรอาน

ท่านจงดูการเชิญชวนที่ถูกตอบรับนี้เถิด ผู้คนยอมรับ และเปิดใจน้อมรับส่วนสาระทางฟิกฮฺ ที่ได้จากหะดีษบทนี้คือ ใครก็ตามที่พูดในขณะละหมาด โดยที่เขาไม่รู้ว่าการพูดในขณะละหมาดนั้น ทำให้การละหมาดเป็นโมฆะ การละหมาดของเขายังถือว่าใช้ได้

ตัวอย่างที่สาม

ชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี  แล้วกล่าวว่า:“ฉันบรรลัยแล้ว”

ท่านนบี ถามเขาว่า “อะไรล่ะที่ทำให้ท่านบรรลัย?”

เขาตอบว่า: “ฉันหลับนอนกับภรรยาของฉันในช่วงกลางวันของเดือนเราะมะฎอนในขณะที่ฉันถือศีลอด”

ท่านนบี เลยใช้ให้เขาปล่อยทาสเป็นไท เขาตอบว่า: “ฉันไม่มีทาส”

หลังจากนั้นท่านนบี ก็ใช้ให้เขาถือศีลอดสองเดือนติดต่อกัน เขาตอบว่า: “ฉันไม่มีความสามารถ”

หลังจากนั้นท่านก็ใช้เขาให้อาหารแก่คนจนจำนวน 60 คน เขาตอบว่า “ฉันไม่มีความสามารถ”

แล้วชายคนนั้นก็นั่งอยู่ชั่วครู่ จู่ๆ ก็มีคนมามอบผลอินผลัมให้แก่ท่านนบี แล้วท่านก็กล่าวว่า ท่านจงเอานี้ไปบริจาค ในความเอื้อเฟื้อของท่านนบี  ซึ่งท่านเป็นผู้ที่มีความเอื้อเฟื้อมากที่สุด

แล้วชายคนนั้นก็พูดขึ้นว่า“จะมีใครจนไปกว่าฉันอีกล่ะ โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ แท้จริงแล้วในนครมะดีนะฮฺนี้ไม่มีใครจนไปกว่าฉันอีกแล้ว”

ท่านนบี  หัวเราะจนเห็นฟันกราม เพราะชายคนนี้มาหาท่านในสภาพที่ตื่นตระหนกและกล่าวว่า “ฉันบรรลัยแล้ว” แล้วเขาก็ได้กลับไปในสภาพที่ได้ลาภ

โดยที่ท่านนบี  ได้กล่าวแก่เขาว่า “ท่านจงเอาไปให้แก่ครอบครัวของท่านเถิด”

แล้วชายคนนั้นก็เดินจากไปในสภาพที่สบายใจ อิ่มเอิบใจ และสุขใจด้วยศาสนา และนี่คือความสะดวกง่ายดาย ที่มาจากตัวนักดาอีย์คนแรกในอิสลาม ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่านด้วยเถิด

ตัวอย่างที่สี่

เรามาดูเถิดว่าท่านนบี  ประพฤติปฏิบัติอย่างไรกับคนที่ได้กระทำผิด

ท่านได้เห็นชายคนหนึ่งสวมแหวนทองคำ ที่นิ้วมือของเขา แล้วท่านก็ได้ดึงแหวนวงนั้น ออกจากนิ้วของเขา แล้วโยนทิ้งลงบนพื้นดิน

แล้วท่านก็พูดขึ้นว่า: “คนหนึ่งคนใดที่ปรารถนาถ่านไฟจากนรกก็จงสวมมันที่นิ้วของเขา”

ท่านนบี  มิได้ปฏิบัติกับเขาเสมือนกับที่ท่านปฏิบัติกับบุคคลก่อนๆ ที่ยกตัวอย่างมา กล่าวคือท่านดึงเอาและโยนทิ้งลงบนพื้นดิน

และเมื่อท่านนบี  เดินจากไป ก็มีคนบอกแก่ชายคนนั้นว่า “ท่านเอาแหวานนั้นกลับมาสิ เผื่อท่านจะได้เอาประโยชน์จากมัน”

แต่เขาตอบกลับไปว่า: “ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันไม่มีวันหยิบแหวนที่ท่านนบี  ได้โยนทิ้งแล้ว”

อัลลอฮุอักบัรฺ นี้คือการปฏิบัติตามที่ยิ่งใหญ่ของบรรดาเศาะหาบะฮฺขออัลลอฮฺทรงพึงพอพระทัยต่อพวกเขาด้วยเถิด

ที่สำคัญ นักดาอีย์ต้องเผยแพร่อย่างมีหิกมะฮฺ คนไม่รู้ย่อมไม่เหมือนกับคนที่รู้ คนที่ดื้อดึงย่อมไม่เหมือนกับคนที่น้อมรับ ทุกๆ สภานภาพย่อมมีวิธีการของมันโดยเฉพาะ

แปลโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี / islamhouse.com

--------------------------------------------------------------------------------

1 คำพูดนี้เป็นคำพูดที่เอ่ย โดยไม่ได้มีจุดมุ่งหมาย ในความหมายของมัน และท่านนบี  ก็ได้ใช้คำกล่าวนี้แก่ท่านมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
   ในตอนที่ท่านได้กล่าวแก่มุอาซฺว่า “เอาไหมฉันจะบอกแก่ท่านซึ่งสิ่งที่ครอบคลุมทั้งหมดดังที่ได้กล่าวมา”
   ท่านมุอาซฺตอบว่า “เอาสิ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ”
   ท่านตอบว่า “ท่านจงยับยั้งสิ่งนี้”
   แล้วท่านก็จับลิ้นของท่าน ท่านมุอาซกล่าวว่า: “พวกเราจะถูกไต่สวนในสิ่งที่เราได้พูดด้วยกระนั้นหรือ?”
   ท่านตอบว่า “แม่ของท่านได้พรากท่านแล้วโอ้มุอาซฺ แล้วที่มนุษย์ต้องถลำหน้าหรือจมูก ในไฟนรก มิใช่เพราะผลจากลิ้นของพวกเขาดอกหรือ?”


islammore.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2014, 10:50:14 AM โดย piwdee »

ออฟไลน์ piwdee

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 42
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
Re: เสบียงนักดาอีย์
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2012, 02:36:11 PM »
เสบียงที่สี่ : จรรยามารยาทที่ดีงาม

เชค มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน

นักดาอีย์ต้องเผยความรู้ของเขาให้ปรากฏทั้งในหลักความเชื่อ การอิบาดะฮฺ อิริยาบถและในทุกๆ การเคลื่อนไหวของเขา กระทั่งสามารถแสดงถึงบทบาทของนักดาอีย์สู่อัลลอฮฺ และหากมิเช่นนั้นแล้ว การดะอฺวะฮฺของเขา ก็จะประสบกับความล้มเหลว หรือถ้าหากประสบความสำเร็จก็ไม่มาก

นักดาอีย์จำเป็นต้องประพฤติปฏิบัติตามที่เขาได้เรียกร้องเชิญชวนจากการอิบาดะฮฺ การปฏิสัมพันธ์ จรรยามารยาท ทั้งนี้ก็เพราะว่าการดะอฺวะฮฺของเขาจะได้เป็นที่ถูกตอบรับ และเพื่อมิให้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลแรกๆ ที่ถูกไฟนรกเผาไหม้

โอ้พี่น้องทั้งหลาย!

เมื่อเราย้อนกลับมาดูสภาพของเรา เราจะพบว่า ในความเป็นจริงนั้น เราได้เชิญชวนเรียกร้องสู่สิ่งหนึ่ง แต่เรามิได้ยืนหยัดบนสิ่งนั้นเลย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือข้อบกพร่องอันใหญ่หลวง นอกเสียจากว่าจะมีการใช้ดุลยพินิจแล้วว่าการละทิ้งในบางเรื่องที่เชิญชวนเรียกร้องนั้นดีกว่า เพราะในทุกๆ สภาพการณ์หนึ่ง ย่อมมีวิธีการหนึ่ง บางทีสิ่งที่ดีกว่าอาจจะเป็นสิ่งที่ดีน้อยกว่าในบางกรณี เพราะมีบางอย่างที่ทำให้สิ่งที่ดีน้อยกว่ามีน้ำหนักมากกว่า

ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าบางทีท่านเราะสูลุลลอฮฺ  ได้เชิญชวนเรียกร้องสู่บางอย่าง แต่ท่านกลับหมกมุ่นอยู่กับอย่างอื่นที่สำคัญกว่า และบางทีท่านถือศีลอดกระทั่งถูกกล่าวว่าท่านไม่ละศีลอดเลย และบางทีท่านก็ไม่ถือศีลอด กระทั่งถูกกล่าวว่าท่านไม่ถือศีลอดอีกเลย

โอ้พี่น้องทั้งหลาย!

ฉันหวังและประสงค์ที่จะให้นักดาอีย์ทุกๆ คนมีจรรยามารยาทอันดีงามที่เหมาะสมกับการเป็นนักดาอีย์ กระทั่งเขาเป็นนักดาอีย์ที่แท้จริงและคำพูดของเขาเป็นที่ยอมรับได้มากที่สุด

แปลโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี / islamhouse.com

islammore.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2014, 11:11:15 AM โดย piwdee »

ออฟไลน์ piwdee

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 42
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
Re: เสบียงนักดาอีย์
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2012, 02:43:29 PM »
เสบียงที่ห้า : เข้าหาผู้คน

เชค มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน

นักดาอีย์ต้องทำลายกำแพง ที่ขวางกั้นระหว่างเขาและผู้คน เพราะมีพี่น้องนักดาอีย์ของเรา หลายต่อหลายคน เมื่อเห็นกลุ่มชนหนึ่ง งมงายอยู่กับความไม่ถูกต้อง และด้วยความเกลียดชัง กับสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้นๆ ถึงกับทำให้เขาไม่ไปมาหาสู่ และตักเตือนพวกเขาเหล่านั้น และนี่คือสิ่งที่ผิด และไม่ได้เป็นหลัก "หิกมะฮฺ" (วิทยปัญญา) แต่ประการใด แต่หิกมะฮฺคือการเข้าไปหา เชิญชวน เผยแพร่ ตัรฺฆีบ (ปลุกใจหรือแจ้งข่าวที่ดี สำหรับผู้ที่ปฏิบัติ ตามคำสั่งของอัลลอฮฺ) และตัรฺฮีบ (เตือนสำทับหรือแจ้งข่าวร้ายสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติ ตามคำสั่งของพระองค์) และจงอย่าพูดว่า "เขาเหล่านั้นทำไม่ดี ฉันไม่อาจร่วมเดินกับเขาได้"

โอ้นักดาอีย์!

เมื่อท่านไม่เดินไปหาพวกเขา เพื่อทำการดะอฺวะฮฺสู่อัลลอฮฺ แล้วใครเล่าที่จะดะอฺวะฮฺพวกเขา ? ผู้ที่มีลักษณะเฉกเช่นเดียว กับพวกเขากระนั้นหรือ ที่จะดะอฺวะฮฺพวกเขา? หรือผู้ที่ไม่รู้ ผู้ที่อวิชชา? ไม่อย่างแน่นอนด้วยประการทั้งปวง ฉะนั้นแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่นักดาอีย์ต้องอดทน และนี่คือการอดทน ที่เราได้บอกไปแล้วก่อนหน้านี้ นั่นคือการอดทนต่อตัวเอง บังคับและทำลายกำแพง ระหว่างเขากับผู้คน กระทั่งสามารถส่งสาส์นแห่งการดะอฺวะฮฺ ไปยังผู้ที่จำเป็นและต้องการมัน ส่วนการตัดขาดนั้น มันขัดแย้งกับแนวทางของท่านนบี  ที่ได้ปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่าง และท่านนบีนั้น ดังที่ทราบกันว่าในชุมนุมที่มินา (ช่วงหัจญ์) ท่านจะไปหาพวกมุชริกีนถึง ที่พำนักของพวกเขา และเชิญชวนพวกเขาสู่อัลลอฮฺ

ดังที่มีรายงานจากท่าน นบี  ซึ่งท่านได้กล่าว แก่พวกเขาเหล่านั้นว่า: “จะมีใครสักคนไหม ที่ช่วยเหลือฉัน กระทั่งฉันสามารถเผยแพร่ถ้อยคำของพระผู้อภิบาลของฉัน เพราะแท้จริง ชาวกุร็อยชฺได้ขัดขวาง มิให้ฉันเผยแพร่ถ้อยคำ ของพระผู้อภิบาลของฉัน

และหากนี่คือแนวทางของนบีของเรา อิมามของเรา และแบบอย่างของเรา ท่านนบีมุหัมมัด  ดังนั้นจำเป็นสำหรับเราที่จักต้องปฏิบัติตามให้เหมือนกับท่านในการดะอฺวะฮฺสู่อัลลอฮฺ

แปลโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี / islamhouse.com

islammore.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2014, 11:12:37 AM โดย piwdee »

ออฟไลน์ piwdee

  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 42
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
Re: เสบียงนักดาอีย์
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2012, 03:11:17 PM »
เสบียงที่หก : ยอมรับความเห็นต่าง

เชค มุหัมมัด บิน ศอลิหฺ อัล-อุษัยมีน

นักดาอีย์ต้องใจกว้าง ต่อผู้ที่มีความคิดเห็น ไม่ตรงกับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรู้ว่าผู้ที่มีความคิดเห็น ค้านกับเขามีเจตนาที่ดี และบริสุทธิ์ และเขาก็ไม่ได้เห็นค้าน นอกจากด้วยเพราะตามมูลหลักฐานที่เขามี ดังนั้นแล้ว จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีความสุภาพ ในประเด็นดังกล่าว และไม่นำมาเป็นสาเหตุ ของความเป็นศัตรู และบาดหมางกัน นอกเสียจากว่า ผู้ที่เห็นค้าน มีความเย่อหยิ่ง และไม่ยอมรับสัจธรรม ถึงแม้ว่ามันจะประจักษ์ขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่กลับดื้อดึงอยู่กับความไม่ถูกต้อง เช่นนี้แล้วก็ให้ปฏิบัติตามที่เขาควรจะได้รับ ด้วยการหนีออกห่างจากตัวเขา และตักเตือนผู้คนให้ระแวดระวังจากเขา เพราะความเป็นศัตรูได้ก่อเกิดขึ้นในตัวเขาแล้ว เนื่องจากสัจธรรมได้ปรากฏ แต่เขากลับไม่ยอมปฏิบัติตาม

ยังมีประเด็นปัญหาข้อปลีกย่อย (มะสาอิล ฟัรฺอิยฺยะฮฺ) ต่างๆ ที่บรรดาอุละมาอ์ ต่างมีทัศนะที่แตกต่างกัน ซึ่งที่จริงแล้ว มันเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺ ได้ให้ความสะดวก แก่ปวงบ่าวของพระองค์ –ปัญหาข้อปลีกย่อย ณ ที่นี้ ฉันหมายถึงที่ไม่ได้เป็นปัญหามูลฐาน (อุศูล) ที่ผู้ที่เห็นค้าน ถึงขั้นตกเป็นกาฟิรฺ- และนี่คือสิ่งที่อัลลอฮฺ ได้เปิดกว้าง แก่ปวงป่าวของพระองค์ และทรงทำให้ความผิดพลาด ในประเด็นเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เปิดกว้าง

ท่านนบี  ได้กล่าวว่า "เมื่อผู้ตัดสินทำการตัดสิน และเขาได้วินิจฉัย อย่างเต็มความสามารถแล้ว เขาก็ตัดสินถูกต้อง เขาจะได้รับสองผลบุญ และเมื่อเขาตัดสิน และได้วินิจฉัย อย่างเต็มความสามารถ แล้วเขาก็ตัดสินผิด เขาจะได้รับเพียงผลบุญเดียว" (อัล-บุคอรีย์ หะดีษลำดับที่ 7352,และมุสลิม หะดีษลำดับที่ 4584)

ดังนั้น ผู้ที่วินิจฉัย (มุจญ์ตะฮิด) เขาจะไม่หลุดออกจากกรอบของผลบุญ ไม่สองผลบุญก็หนึ่งผลบุญ สองผลบุญ เมื่อเขาวินิจฉัยถูก และหนึ่งผลบุญ เมื่อเขาวินิจฉัยผิด และเมื่อท่านไม่อยากให้คนอื่น เห็นต่างกับท่าน คนอื่นก็เฉกเช่นเดียวกัน เขาก็ไม่อยากให้ใครเห็นต่างกับเขา ดังที่ท่านประสงค์อยากให้คนอื่น ยึดเอาคำพูดของท่าน คนที่เห็นต่างกับท่าน ก็ประสงค์เช่นนั้นเหมือนกัน ดังนั้น ข้อชี้ขาดเมื่อมีความเห็นขัดแย้งกัน นั้นก็คือ ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในอัลกุรอานความว่า "และอันใดที่พวกเจ้าขัดแย้งกันในเรื่องนั้น ๆ ดังนั้น การชี้ขาดตัดสิน ย่อมกลับไปหาอัลลอฮฺ" (อัช-ชูรอ : 10)

และพระองค์ได้ตรัสอีก ความว่า"แต่ถ้าพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด ก็จงนำสิ่งนั้นกลับไปยังอัลลอฮฺ และเราะสูลุลลอฮฺสูล หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ต่อวันปรโลก นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดียิ่ง และเป็นการกลับไปที่สวยงามยิ่ง" (อันนิสาอฺ : 59)

ฉะนั้น จำเป็นสำหรับทุกๆ คน ที่มีความเห็นขัดแย้งกัน ที่จะต้องกลับไปสู่สองหลัก นั่นก็คือคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และคำสอนของท่านนบี  ศาสนทูตของพระองค์ และไม่เป็นที่อนุญาต ที่จะให้ใครเห็นค้านกับพระดำรัสของอัลลอฮฺ และวจนะของศาสนทูตของพระองค์ด้วยการใช้คำพูดของมนุษย์อื่น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ดังนั้น เมื่อสัจธรรมเป็นที่ปรากฏแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องละทิ้ง คำพูดของคนที่เห็นค้าน เหมือนกับทิ้งของ ให้ชนกำแพง และไม่เหลียวมองมัน ถึงแม้ว่าเขาจะมีฐานะทางความรู้ และศาสนาสูงส่งแค่ไหนก็ตามที เพราะมนุษย์ย่อมมีผิดมีพลาด แต่พระดำรัสของอัลลอฮฺ และวจนะของเราะสูลุลลอฮฺนั้น ไม่มีผิดพลาด

และสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเสียใจ อย่างมาก ก็คือ การที่ได้ยินว่า คนบางกลุ่มที่มุมานะ และเอาจริงเอาจัง ในการศึกษาหาความรู้ แต่พบว่าพวกเขากลับแบ่งแยก เป็นฝักเป็นฝ่าย ทุกๆ กลุ่มมีชื่อเฉพาะ หรือมีคุณลักษณะเฉพาะ ในความเป็นจริงแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ผิดพลาด เพราะแท้จริงศาสนาของอัลลอฮฺนั้น หนึ่งเดียว และประชาชาติอิสลามก็หนึ่งเดียว

อัลลอฮฺได้ตรัส ความว่า "แท้จริง นี่คือประชาชาติของพวกเจ้า เป็นประชาติเดียวกัน และข้าคือพระเจ้าของพวกเจ้า ฉะนั้น พวกเจ้าจงยำเกรงต่อข้า" (อัลมุอ์มินูน : 52)

และพระองค์ สุบหานะฮุวะตะอาลา ได้ตรัสถึงนบีของพระองค์ ความว่า "แท้จริงบรรดาผู้ที่แบ่งแยกศาสนา ของพวกเขา และพวกเขาได้กลายเป็นนิกายต่างๆ นั้น เจ้า (มุหัมมัด) หาใช่อยู่ในหมู่พวกเขา แต่อย่างใดไม่ แท้จริง เรื่องราวของพวกเขานั้น ย่อมกลับไปสู่อัลลอฮฺ แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเขา ในสิ่งที่พวกเขากระทำกัน" (อัลอันอาม : 159)

และพระองค์ได้ตรัสอีก ความว่า "พระองค์ได้ทรงกำหนดศาสนา แก่พวกเจ้า เช่นเดียวกับที่พระองค์ ได้ทรงบัญชาแก่นูหฺ  และที่เราได้ประทานวิวรณ์ แก่เจ้า ก็เช่นเดียวกับที่เราได้บัญชาแก่อิบรอฮีม มูซา และอีซา ว่า พวกเจ้าจงดำรงศาสนาไว้ให้มั่งคง และอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนา" (อัชชูรอ : 13)

ดังนั้น เมื่อนี่คือการชี้แนะ ของอัลลอฮฺแก่เรา ก็จำเป็นที่เราจะต้องยึดเอาคำชี้แนะนี้ และพวกเราต้องรวมเป็นหนึ่ง บนหลักการค้นคว้าศึกษา และวิภาษกัน เพื่อการปรับปรุงแก้ไข มิใช่เพื่อการตำหนิดูแคลน แท้จริงใครก็ตาม ที่โต้เถียงคนอื่น โดยมีเจตนา เพื่อต้องการหาชัยชนะให้แก่ทัศนะของตน และดูถูกดูแคลนทัศนะของคนอื่น หรือเพื่อต้องการเพียงแค่การติเตียน โดยไม่มีเจตนา เพื่อการปรับปรุงแก้ไขเลย โดยทั่วไปแล้ว เขาจะหลุดออกจากความโปรดปรานของอัลลอฮฺ และเราะสูลของพระองค์ จึงจำเป็นสำหรับเรา ที่จะต้องเป็นประชาติเดียวกัน

แต่ทั้งนี้ ฉันก็มิได้จะกล่าวว่าทุกคนไม่มีใครผิด ทุกๆ คนย่อมมีผิดมีถูก แต่เรากำลังพูดถึงแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาด

ซึ่งที่จริงแล้ว มันมิใช่แนวทางการปรับปรุงแก้ไข สิ่งที่ผิดพลาดเลย ที่เราจะพูดลับหลัง และติติงเขา แต่ทว่าแนวทางการแก้ไขคือ การที่ต้องเข้าไปหาเขา และเสวนากัน และเมื่อเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เขายังคงดื้อดึง อยู่กับความดันทุรังของเขา และกับความจอมปลอมของเขา เมื่อถึงครานั้น เราก็มีข้ออ้างและสิทธิ ซึ่งจำเป็นด้วยซ้ำ ที่เราจะต้องแจกแจงอธิบาย ถึงความผิดพลาดของเขา และต้องบอกให้คนอื่นๆ ได้ระแวดระวัง จากความผิดพลาดดังกล่าว ของเขาด้วย และด้วยวิธีการนี้เรื่องทั้งปวงก็จะดีขึ้น

ส่วนการแตกแยก แบ่งเป็นพรรค เป็นพวก นั้น ไม่มีใครที่อยากให้เกิดขึ้น นอกจากผู้ที่เป็นอริต่ออิสลาม และบรรดามุสลิมเท่านั้น

โอ้อัลลอฮฺ ฉันขอให้พระองค์ทรงรวบรวมหัวใจของพวกเรา สู่การเคารพภักดีต่อพระองค์ และโปรดให้พวกเรา เป็นผู้ที่ตัดสินด้วยด้วยบัญญัติของอัลลอฮฺ และเราะสูลของพระองค์ และโปรดให้การเจตนาของเรา บริสุทธิ์เพื่อพระองค์ และโปรดแจกแจง ในสิ่งที่ซ่อนเร้นในบทบัญญัติของพระองค์ ให้แก่เรา แท้จริง พระองค์ทรงมีพระทัยที่กว้าง และทรงเอื้อเฟื้อยิ่ง

แปลโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี / islamhouse.com

islammore,com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 27, 2014, 12:03:55 PM โดย piwdee »