ผู้เขียน หัวข้อ: สิทธิของมุสลิมทั่วไป  (อ่าน 185 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ govee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
สิทธิของมุสลิมทั่วไป
« เมื่อ: เมษายน 12, 2017, 05:24:01 PM »
สิทธิของมุสลิมทั่วไป
 
เชค มุหัมมัด บิน ศอลิห์ อัล-อุษัยมีน

          มีสิทธิจำนวนมากมาย ที่มุสลิมแต่ละคนพึงปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิมของเขา ส่วนหนึ่งของสิทธิเหล่านั้นคือ คำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ตามที่มีระบุในหะดีษเศาะฮีหฺ ความว่า

“สิทธิของมุสลิมที่พึงปฏิบัติต่อมุสลิมมีหกประการ คือ

เมื่อท่านพบเขาท่านจงให้สลามแก่เขา
เมื่อเขาเชิญชวนท่าน ท่านก็จงตอบรับคำเชิญของเขา
เมื่อเขาขอคำชี้แนะและตักเตือนจากท่าน ท่านก็จงให้คำชี้แนะและตักเตือนเขา
เมื่อเขาจามและกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ ท่านก็จงขอดุอาอ์ให้แก่เขา
เมื่อเขาเจ็บป่วยท่านก็จงไปเยี่ยมเยียนเขา และ
เมื่อเขาเสียชีวิต ท่านก็จงติดตามส่งศพ/ญะนาซะฮฺของเขา

 
(มุสลิม 2162, อัล-บุคอรีย์ 1240 ด้วยสำนวนที่ใกล้เคียงกัน โดยระบุว่ามีห้าประการ)
 
หะดีษข้างต้น ได้ชี้แจงถึงสิทธิต่างๆ ที่มุสลิมคนหนึ่ง พึงปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิม ดังนี้
 
สิทธิที่หนึ่ง : การให้สลาม

          การให้สลามเป็น สุนนะฮฺ มุอักกะดะฮฺ  (สุนนะฮฺที่เน้นย้ำให้ปฏิบัติ) เพราะสลามเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้ชาวมุสลิมรู้สึกรักใคร่และห่วงใยกัน ดังคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า

«لَا تَدْخُلُوْا الْجَنَّةَ حَتَّى تُؤْمِنُوا، وَلَا تُؤْمِنُوا حَتَّى تَحَابُّوا، أَوَلَا أَدُلُّكُمْ عَلَى شَيْءٍ إِذَا فَعَلْتُمُوهُ تَحَابَبْتُمْ؟ أَفْشُوا السَّلَامَ بَيْنَكُمْ»

พวกท่านจะไม่สามารถสวรรค์ได้ จนกว่าพวกท่านจะศรัทธา และพวกท่านจะไม่ศรัทธาอย่างแท้จริง จนกว่าพวกท่านจะรักใคร่กัน เอาไหม ฉันจะบอกสิ่งหนึ่งแก่พวกท่าน เมื่อพวกท่านปฏิบัติแล้ว ก็จะเกิดความรักใคร่ในหมู่ของพวกท่าน? นั่นคือ จงโปรยสลามให้แก่กันระหว่างพวกท่าน”  (มุสลิม 54)
 
          ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะให้สลามก่อน แก่ผู้ที่ท่านพบเจอเสมอ และท่านจะให้สลามแก่เด็กๆ เมื่อยามที่ท่านเดินผ่านพวกเขาด้วย สุนนะฮฺให้ผู้น้อยหรือเด็ก เริ่มให้สลามแก่ผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสกว่า ก่อน กลุ่มที่มีจำนวนน้อยกว่าให้สลามแก่กลุ่มที่มีจำนวนมากกว่า และผู้ที่อยู่บนพาหนะให้สลามแก่ผู้ที่กำลังเดิน แต่หากว่าผู้ที่สมควรให้สลามก่อนตามสุนนะฮฺที่ได้กล่าวมาข้างต้น ไม่เริ่มให้สลามก่อน ก็ให้อีกฝ่ายหนึ่งให้สลามก่อนแทน เพื่อไม่ให้ขาดการให้สลาม
 
          ดังนั้น เมื่อผู้น้อยหรือเด็กไม่เริ่มให้สลามแก่ผู้ใหญ่ หรือผู้อาวุโสกว่า ก็ให้ผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสกว่า เริ่มให้สลามแก่เด็กหรือผู้น้อยแทน และเมื่อกลุ่มที่มีจำนวนน้อยกว่า ไม่เริ่มให้สลามแก่กลุ่มที่มีจำนวนมากกว่า ก็ให้กลุ่มที่มีจำนวนมากกว่า เริ่มให้สลามแก่กลุ่มที่มีจำนวนน้อยกว่าแทน เพื่อให้ได้รับผลบุญของการให้และรับสลาม
 
ท่านอัมมารฺ บิน ยาสิรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า

«ثَلاَثٌ مَنْ جَمَعَهُنَّ فَقَدْ جَمَعَ الإِيمَانَ: الإِنْصَافُ مِنْ نَفْسِكَ، وَبَذْلُ السَّلاَمِ لِلْعَالَمِ، وَالإِنْفَاقُ مِنَ الإِقْتَارِ»

มีสามสิ่งที่ผู้ใดสามารถรวบรวมไว้กับตัว แสดงว่าเขาได้รวบรวมอีมานหรือความศรัทธาไว้แล้ว นั่นคือ มีจิตใจที่เที่ยงธรรมต่อผู้อื่น โปรยสลามให้แก่ผู้คน (ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก) และ การใช้จ่ายหรือการบริจาคทรัพย์สินในช่วงที่ขัดสน”  (อัล-บุคอรีย์ 8)

          การเริ่มให้สลามเป็นสุนนะฮฺที่ถูกส่งเสริม ในขณะที่การตอบสลามนั้นเป็น ฟัรฎูกิฟายะฮฺ (จำเป็นต้องปฏิบัติโดยภาพรวม) เมื่อผู้คนจำนวนหนึ่งในกลุ่มเดียวกัน ได้ปฏิบัติ ก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับทุกคน ดังนั้น เมื่อมีการให้สลามต่อกลุ่มชนจำนวนหนึ่งแล้ว มีคนใดคนหนึ่งในจำนวนพวกเขาได้ตอบสลามก็ถือว่าเพียงพอและใช้ได้แล้วสำหรับทุกคน

อัลลอฮฺตรัส ความว่า “และเมื่อมีคนกล่าวสลามแก่พวกเจ้า (อัสลามุอะลัยกุม) พวกเจ้าจงตอบสลามเขาด้วยสลามที่ดีกว่า (วะอะลัยกุมุส สลาม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ) หรือตอบกลับเท่ากับสลามที่เขากล่าวมา (วะอะลัยกุมุสสลาม)”   (อัน-นิสาอ์ : 86)

          ดังนั้น การตอบสลามด้วยคำว่า ยินดีต้อนรับ (อะฮฺลัน วะ สะฮฺลัน)เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ เพราะคำกล่าวดังกล่าวไม่ใช่การตอบสลามที่ดีกว่าหรือเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้น เมื่อมีคนให้สลามท่านว่า อัสลามุอะลัยกุม ท่านก็จงตอบเขาว่า วะอะลัยกุมุสสลาม และเมื่อมีคนทักท่านว่า อะฮฺลันท่านก็จงทักตอบว่า อะฮฺลัน ให้เหมือนกับเขา และหากมีการกล่าวสำนวนเพิ่มเติมก็จะเป็นการประเสริฐกว่า

สิทธิที่สอง : เมื่อมุสลิมคนหนึ่งเชิญชวนท่าน ท่านก็จงรับคำเชิญของเขา

          หมายความว่า เมื่อมีพี่น้องมุสลิมเชิญท่านไปยังบ้านของเขา เพื่อรับประทานอาหารหรือทำธุระอื่นๆ ท่านก็จงตอบรับคำเชิญของเขา  การตอบรับคำเชิญเป็น สุนนะฮฺ มุอักกะดะฮฺ (เน้นให้กระทำ) เนื่องจากการตอบรับดังกล่าวจะช่วยโอบอุ้มหัวใจของผู้เชิญ (ไม่ให้เสียความรู้สึก)  และทำให้เกิดความรักใคร่สนิทสนมกัน

          ในขณะที่การตอบรับการเชิญชวนสู่งานแต่งงาน (วะลีมะฮฺ) นั้น เป็นสิ่งที่วาญิบ  ด้วยเงื่อนไขที่เป็นที่ทราบกัน เนื่องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«وَمَنْ لَمْ يُجِبِ الدَّعْوَةَ، فَقَدْ عَصَى اللهَ وَرَسُولَهُ»

และผู้ใดไม่ตอบรับคำเชิญ แท้จริง เขาได้ฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์แล้ว”  (มุสลิม 1432, อัล-บุคอรีย์ 5177 ด้วยความหมายที่ใกล้เคียง)

          เป็นไปได้ว่า คำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า  “เมื่อเขาเชิญชวนท่าน ท่านก็จงตอบรับคำเชิญของเขา” นั้น ครอบคลุมแม้กระทั่งการเชิญ เพื่อให้ไปช่วยเหลือเขาด้วย เพราะท่านถูกสั่งให้ตอบรับคำเชิญของเขา ดังนั้น เมื่อมีคนเรียกและเชิญชวนท่านให้ไปช่วยเขาแบกหรือยกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือทิ้ง/วางสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรืออื่นๆ ท่านก็จำเป็นต้องไปช่วยเหลือเขา เพราะท่านถูกสั่งให้ปฏิบัติเช่นนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«المُؤْمِنُ لِلْمُؤْمِنِ كَالْبُنْيَانِ يَشُدُّ بَعْضُهُ بَعْضًا»

 “หน้าที่ของผู้ศรัทธาคนหนึ่งที่มีต่อผู้ศรัทธาอีกคนหนึ่ง เป็นดั่งอาคารหนึ่งที่แต่ละส่วนของอาคารต่างยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน”  (อัล-บุคอรีย์ 2446, มุสลิม 2585)

สิทธิที่สาม : เมื่อมุสลิมคนหนึ่งขอคำชี้แนะและตักเตือนจากท่าน ท่านก็จงให้คำชี้แนะแก่เขา

          หมายความว่า เมื่อมุสลิมคนหนึ่งมาหาเพื่อขอให้ท่านช่วยตักเตือนและชี้แนะแก่เขา ท่านก็จงชี้แนะและให้คำตักเตือนแก่เขา เพราะการตักเตือนเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา ดังคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม

«الدِّينُ النَّصِيحَةُ: لِلَّهِ وَلِرَسُولِهِ وَلِأَئِمَّةِ المُسْلِمِينَ وَعَامَّتِهِمْ»

 “ศาสนาคือ นะศีหะฮฺ (การชี้แนะ การปรารถนาดี) ต่ออัลลอฮฺ ต่อศาสนทูตของพระองค์ ต่อบรรดาผู้นำของชาวมุสลิม และต่อชาวมุสลิมทุกคน”  (อัล-บุคอรีย์ 35, มุสลิม 55)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 14, 2017, 11:08:10 AM โดย govee »

ออฟไลน์ govee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
Re: สิทธิของมุสลิมทั่วไป
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: เมษายน 12, 2017, 05:29:56 PM »
          แต่หากเขาไม่มาขอคำตักเตือนและคำชี้แนะจากท่าน และท่านทราบว่า เขาจะต้องพบกับอันตราย หรือเขาจะไปทำความผิด ท่านก็จำเป็น (วาญิบ) ต้องให้คำตักเตือนและชี้แนะเขา และถือว่าเป็นหน้าที่รับของท่านถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มาขอคำตักเตือนจากท่านก็ตาม เพราะการตักเตือนดังกล่าวเป็นการขจัดอันตรายและสิ่งที่ไม่ดีงามอย่างหนึ่งจากพี่น้องชาวมุสลิม แต่ถ้าหากว่าสิ่งที่เขาจะกระทำไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายหรือความผิดบาป และท่านเห็นว่าการกระทำดังกล่าวน่าจะเกิดประโยชน์ต่อคนอื่นมากกว่าเขา ท่านก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวนะศีหะฮฺใดๆ แก่เขา เว้นแต่ว่าเขาจะขอมาขอคำชี้แนะจากท่าน เมื่อถึงเวลานั้นท่านจึงจำเป็นต้องชี้แนะและตักเตือนเขา

สิทธิที่สี่ : เมื่อมุสลิมคนหนึ่งจามและกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ ท่านก็จงขอดุอาอ์ให้แก่เขา

          หมายความว่า เมื่อมุสลิมคนหนึ่งจามและกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺว่า “الْحَمْدُ للهِ -  อัลหัมดุลิลลาฮฺ” (หมายถึง มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺ) ท่านก็จงกล่าวแก่เขาว่า “يَرْحَمُكَ اللهُ  – ยัรหะมุกัลลอฮฺ” (หมายถึง ขออัลลอฮฺโปรดประทานความเมตตาแก่ท่าน) เพื่อเป็นการขอบคุณแก่เขาที่ได้กล่าวสรรเสริญพระผู้อภิบาลของเขาขณะจาม แต่หากเขาจามแล้วไม่ได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ เขาไม่มีสิทธิที่จะได้รับดุอาอ์นี้ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องขอดุอาอ์ให้แก่เขา เพราะในเมื่อเขาไม่ได้กล่าวคำสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ ผลตอบแทนของเขาก็คือ การไม่สมควรที่จะได้รับดุอาอ์ดังกล่าว

          การขอดุอาอ์ให้แก่ผู้จามเมื่อเขาได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺเป็นสิ่งที่วาญิบ และผู้จามก็จำเป็น (วาญิบ) ต้องตอบกลับด้วยคำว่า “يَهْدِيْكُمُ اللهُ وَيُصْلِحُ بَالَكُمْ – ยะฮฺดีกุมุลลอฮฺ วะ ยุศลิห์ บาละกุม” (หมายความว่า ขออัลลอฮฺโปรดประทานทางนำแก่ท่าน และแก้ไขสภาพความเป็นอยู่ของท่านให้ปลอดภัยและเปี่ยมด้วยนิอฺมัต) และถ้าหากผู้จามได้จามอย่างต่อเนื่องก็จงกล่าวขอดุอาอ์แก่เขาจนครบสามครั้ง และถ้ายังจามอีก ก็ให้ท่านกล่าวขอดุอาอ์แก่เขาว่า “عَافَاكَ اللهُ – อาฟากัลลอฮฺ” (หมายถึง ขออัลลอฮฺโปรดให้ท่านหายจากอาการป่วยด้วยเถิด) แทนการกล่าวคำว่า “يَرْحَمُكَ اللهُ

สิทธิที่ห้า : เมื่อมุสลิมคนหนึ่งเจ็บป่วยท่านก็จงไปเยี่ยมเขา

          การไปเยี่ยมผู้ป่วย เป็นสิทธิที่พี่น้องชาวมุสลิมพึงปฏิบัติต่อผู้ป่วย ดังนั้น มุสลิมทุกคนจึงจำเป็น (วาญิบ) ต้องไปเยี่ยมพี่น้องที่ป่วยไข้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าผู้ป่วยเป็นเครือญาติของท่าน หรือมิตรสหาย หรือเพื่อนบ้าน ก็ยิ่งจำเป็นต้องไปเยี่ยมเยียนพวกเขา

          การไปเยี่ยมผู้ป่วยให้ปฏิบัติตามสภาพของผู้ป่วยและตามสภาพของโรค บางครั้งอาจจำเป็นต้องไปเยี่ยมบ่อยครั้ง และบางครั้งอาจจะเพียงพอเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการคำนึงถึงสภาพของผู้ป่วยและโรคของเขาด้วย

          สำหรับผู้ที่ไปเยี่ยมคนป่วย มีสุนนะฮฺให้สอบถามถึงสภาพและอาการป่วยของเขา ขอดุอาอ์ให้กับเขา และพูดปลอบใจเขาให้หายวิตกกังวลและมีความหวัง เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นและหายป่วยไวขึ้น ผู้เยี่ยมควรจะกล่าวเตือนสติให้ผู้ป่วยเตาบะฮฺต่ออัลลอฮฺด้วยสำนวนที่ไม่ทำให้เขาตกใจ

          ตัวอย่างเช่น การป่วยของท่านในครั้งนี้เท่ากับว่าท่านได้รับความดีงาม เพราะความป่วยเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺใช้ขจัดบาปต่างๆ และลบล้างความผิดต่างๆ และหวังว่าด้วยการที่ท่านต้องพำนักอยู่กับที่ จะทำให้ท่านได้รับผลบุญที่มากมาย ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺ ขออภัยโทษจากพระองค์ และขอดุอาอ์ต่อพระองค์ให้มาก

สิทธิที่หก : เมื่อมุสลิมคนหนึ่งเสียชีวิต ท่านก็จงตามส่งศพของเขา

          การติดตามส่งญะนาซะฮฺหรือการส่งศพ เป็นหนึ่งในบรรดาสิทธิที่มุสลิมพึงปฏิบัติต่อพี่น้องของเขา ขณะเดียวกันการติดตามส่งญะนาซะฮฺ ก็ยังได้รับผลบุญที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย ดังมีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านกล่าวว่า

«مَنْ تَبِعَ الجَنَازَةَ حَتَّى يُصَلِّيَ عَلَيْهَا فَلَهُ قِيرَاطٌ، وَمَنْ تَبِعَهَا حَتَّى تُدْفَنَ كَانَ لَهُ قِيرَاطَانِ، قِيلَ: وَمَا القِيرَاطَانِ؟ قَالَ: مِثْلُ الجَبَلَيْنِ العَظِيمَيْنِ»

        “ผู้ใดติดตามส่งญะนาซะฮฺจนกระทั่งเขาได้ละหมาดให้ศพนั้น เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับหนึ่ง กีรอฏ และผู้ใดติดตามญะนาซะฮฺจนกระทั่งศพถูกฝัง เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับสองกีรอฏ

มีคนถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า สองกีรอฏนั้นคืออะไร?

ท่านตอบว่า “เหมือนกับภูเขาใหญ่สองลูก

(อัล-บุคอรีย์ 1325, มุสลิม 945)

          และส่วนหนึ่งของสิทธิที่มุสลิมพึงปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิมคือการไม่สร้างความเดือดร้อนแก่เขา เพราะการสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวมุสลิมเป็นบาปหนัก อัลลอฮฺตรัสว่า

( وَٱلَّذِينَ يُؤۡذُونَ ٱلۡمُؤۡمِنِينَ وَٱلۡمُؤۡمِنَٰتِ بِغَيۡرِ مَا ٱكۡتَسَبُواْ فَقَدِ ٱحۡتَمَلُواْ بُهۡتَٰنٗا وَإِثۡمٗا مُّبِينٗا ٥٨﴾ [الأحزاب : ٥٨] 

และบรรดาผู้ที่ชอบสร้างความเดือดร้อน ด้วยการกล่าวร้าย ต่อบรรดาผู้ศรัทธาชายและหญิง ในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้กระทำ แท้จริงพวกเขาได้แบกรับความเท็จ และบาปที่ชัดแจ้งแล้ว”  (อัล-อะห์ซาบ 58)

          ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่ชอบข่มพี่น้องด้วยการสร้างความเดือดร้อนแก่เขา อัลลอฮฺจะลงโทษเขาตั้งแต่ในโลกนี้แล้ว ก่อนที่พระองค์จะลงโทษในวันอาคิเราะฮฺด้วยซ้ำ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า  “พวกท่านจงอย่ากริ้วโกรธกัน อย่าอิจฉาริษยากัน อย่าหันหลังไม่พูดจากัน พวกเจ้าจงเป็นพี่น้องกันเถิด โอ้บรรดาบ่าวของอัลลอฮฺ มุสลิมเป็นพี่น้องกับมุสลิม เขาจะไม่อธรรมต่อพี่น้องของเขา เขาจะไม่ปล่อยให้พี่น้องของเขาถูกอธรรมโดยไม่ยื่นมือไปช่วยเหลือ และเขาจะไม่ดูถูกและเหยียบหยามพี่น้องของเขา เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับผู้ใดผู้หนึ่งที่จะกลายเป็นคนเลวด้วยการดูถูกเหยียดหยามพี่น้องมุสลิมของเขา  มุสลิมไม่อนุญาตให้ละเมิดต่อบรรดาพี่น้องมุสลิม ทั้งต่อเลือดเนื้อของเขา ทรัพย์สินของเขา และเกียรติของเขา”  (อัล-บุคอรีย์ 6065, 6076, มุสลิม 2564)

          สิทธิที่มุสลิมจำเป็นต้องปฏิบัติต่อมุสลิมมีมากมาย ซึ่งสามารถให้ความหมายโดยรวม ด้วยคำกล่าวของท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า “มุสลิมคือพี่น้องของมุสลิม” เพราะเมื่อใดก็ตามที่มุสลิมคนหนึ่งปฏิบัติต่อมุสลิมอีกคนหนึ่งบนพื้นฐานของความเป็นพี่น้องกัน เขาย่อมต้องพยายามแสวงหาทุกความดีงามให้แก่พี่น้องของเขา และพยายามหลีกห่างทุกๆ สิ่งที่จะนำอันตรายมาสู่เขา

ผู้แปล: อันวา สะอุ และ อุษมาน อิดรีส

Islam House
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 14, 2017, 11:32:17 AM โดย govee »