ผู้เขียน หัวข้อ: รอมฎอนกะรีม رمَضَان كريم  (อ่าน 2507 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1052
    • ดูรายละเอียด
รอมฎอนกะรีม رمَضَان كريم
« เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2013, 11:27:37 AM »
รอมฎอนกะรีม  رمَضَان كريم

รอมฎอน เป็นเดือนที่ 9 ของเดือนอาหรับทั้งหมด 12 เดือน แต่เดือนนี้มีความแตกต่างจากเดือนอื่น กล่าวคือ พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดเดือนนี้ให้เป็นเดือนแห่งการประกอบอิบาดะห์ อิบาดะห์ประการสำคัญที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ได้ทรงกำหนดให้มีการปฏิบัติในเดือนนี้คือ “การถือศีลอด” หลังจากที่มุสลิมได้รับประทานอาหาร ได้ดื่มเครื่องดื่มอย่างอิ่มหนำสำราญเป็นเวลา 11 เดือน เพื่อให้มุสลิมได้รู้จักจำกัด ควบคุมตัวเองในการรับประทานอาหาร ไม่ให้รับประทานอาหารจนอิ่มแปล้ เกินขนาด ตามความต้องการของปาก เพื่อให้กระเพาะได้มีโอกาสพักผ่อนหลังจากที่ได้ทำงานหนักมาเกือบจะตลอดปี ให้เขาได้ลิ้มรสความหิวโหย เพื่อเขาจะได้พิเคราะห์ดูสภาพของคนยากจนขัดสน ว่า ขณะที่เขามีความหิวกระหายเขาจะมีสภาพเช่นไรและทบทวนดูตัวเขาเองว่า เขามีจิตเมตตา มีความสงสาร มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากน้อยเพียงใด และเพื่อให้มุสลิมได้ใช้เวลา 1 เดือนนี้ สะสมความดีด้วยการละหมาดตะรอเวียห์ อ่านอัลกุรอาน ทำการซิกรุลลอฮ์ ฝึกจิตใจให้มุ่งสู่อัลลอฮ์ โดยปฏิบัติอิบาดะห์ด้วยความอิคลาส (บริสุทธิ์ใจ)ทำให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ทะเยอทะยานอยากได้ในทรัพย์สิน ยศถาบรรดาศักดิ์ ชื่อเสียง การสรรเสริญเยินยอจากผู้อื่น การมีอำนาจ การมักใหญ่ใฝ่สูง ต้องการบริวารแวดล้อม และบารมี ไม่โอ้อวดความมั่งมี ความยิ่งใหญ่ ความเก่งกาจ ความสวยงาม ความใคร่ในตัณหาอารมณ์ ระงับจิตใจไม่ให้โลภโกรธ หลง

การถือศีลอด นิยามความหมาย

การถือศีลอด หรือ อัซ เซาม์ อัซซิยาม ตามศาสนบัญญัติ หมายถึง ระงับการกิน การดื่ม การเสพย์สุขทางเพศ ตั้งแต่ แสงอรุณขึ้นจนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า โดยมีเจตนาปฏิบัติเพื่อเป็นการเคารพภักดี (อิบาดะห์) ต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้บัญญัติการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ในวันจันทร์ที่ 2 เดือนซะอ์บาน ฮ.ศ. 2 ดังหลักฐานในอัลกุรอาน ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ อายะฮ์ ที่ 183 ว่า

يَـٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ كُتِبَ عَلَيۡڪُمُ ٱلصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى ٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِڪُمۡ لَعَلَّكُمۡ تَتَّقُونَ

โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้า ดังที่ได้ถูกกำหนดแก่ผู้ที่อยู่ก่อนหน้าพวกสูเจ้า เพื่อว่า สูเจ้าทั้งหลายจะยำเกรง

ท่านอบู อับดิรเราะห์มาน อับดุลลอฮ์ อิบนิอุมัร อิบนิลคอฎฏอบ รอฎิยัลลอฮุอัลฮุม กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านร่อซูล ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าว่า “อิสลามตั้งอยู่บนรากฐาน 5 ประการ คือ การกล่าวปฏิญานว่า ไม่มีพระเจ้าใดที่แท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมหมัดเป็นศาสดาของอัลลอฮ์ การดำรงละหมาด จ่ายซะกาต ประกอบพิธีฮัจย์ ณ บัยตุลลอฮ์ และถือศีลอดในเดือนรอมฎอน” บันทึกโดย บุคคอรีและมุสลิม

การถือศีลอดของประชาชาติต่าง ๆ

การถือศีลอดในอดีตมีความแตกต่างกัน บางทีการถือศีลอดจะเป็นเพียงการระงับคำพูด บางทีก็เป็นเพียงการงบรับประทานอาหารบางอย่าง บางทีก็เป็นเพียงการงดการกินการดื่มในช่วงหนึ่งของเวลากลางวัน เป็นต้น

การถือศีลอดเป็นหลักการที่มีอยู่ในประชาชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชาวอียิปต์โบราณ กรีก โรมัน อัลลอฮ์ได้ทรงใช้ให้นางมัรยัมถือศีลอดโดยการระงับคำพูดเมื่อมีผู้มาถามนาง เกี่ยวกับการเกิดของนบีอีซา อลัยอิสลาม บุตรของนาง นบีซาการียา ได้ถือศีลอดโดยระงับคำพูด เมื่อท่านได้รับการบอกข่าวดีว่า จะมีบุตรชื่อ นบียะห์ยา

ชาวอาหรับโบราณ ถือศีลอด 3 วันทุกเดือนและได้ถือศีลอดในวันที่ 10 เดือนมุฮัรรอม (วันอาซูรอ) ชาวอินเดียจำนวนไม่น้อยที่อดอาหาร เพื่อฝึกจิตใจให้มีความเข้มแข็ง มีเจตนาที่แน่วแน่ มั่นคง บรรดาผู้บูชาดวงดาวจะถือศีลอด 30 วัน โดยการงดการกินการดื่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้น จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า พวกมาโนก็ถือศีลอด 30 วันใน 1 ปี

สำหรับชาวยิวและคริสเตียน เชคมูฮำหมัด อับดุฮ์ เจ้าของหนังสืออธิบายอัลกุรอ่าน ชื่อ “ตัฟซีรอัล-มะน๊าร” กล่าวว่า “ในคัมภีร์เตารอตที่อยู่ในมือของเรา ไม่มีหลักฐานยืนยันถึงบัญญัติการถือศีลอด หากแต่ส่งเสริมให้มีการถือศีลอด และชมเชยผู้ถือศีลอดเท่านั้น มีหลักฐานยืนยันว่านบีมูซา ถือศีลอด 40 วัน ชาวยิวในสมัยนั้น ถือศีลอดปีละ 1 สัปดาห์ เพื่อระลึกถึงการพินาศของเมืองเยรูซาเล็ม และพวกเขาถือศีลอดหนึ่งวันในเดือนสิงหาคม และมีการรายงานอีกว่า คัมภีร์เตารอตได้บัญญัติให้ชาวยิวถือศีลอดในวันที่ 10 ของเดือนกรกฎาคม พวกเขาได้ถือศีลออดในตอนกลางคืน ซึ่งอาจทำให้พวกเขาเรียกว่า “การถือศีลอดในวันอาซูรอ” นอกจากนั้นชาวยิวยังถือศีลอดในตอนกลางวันของวันอื่น ๆ อีก

ส่วนชาวคริสต์ในคัมภีร์อินญีลก็มิได้ระบุถึงบัญญัติของการถือศีลอด แต่ทว่าได้มีการระบุไว้ พร้อมกับชมเชยการถือศีลอด โดยนับว่าเป็นอิบาดะห์ประการหนึ่ง คัมภีร์อินญีลได้ใช้ให้ผู้ถือศีลอดใส่น้ำมันใส่ผมและล้างหน้าให้สะอาด เพื่อไม่ให้เห็นร่องรอยของการถือศีลอด เพราะจะเป็นการโอ้อวดผู้อื่น

การถือศีลอดที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดคือ การถือศีลอดที่ยิ่งใหญ่ก่อนวัน “อีดุลฟิสห์” ในศาสนายิว เรียกว่า “วันพาสโซเวอร์” (Passover) คือวันระลึกถึงการที่ชาวยิวได้ออกเดินทางอพยพจากอียิปต์ ในศาสนาคริสต์เรียกว่า “วันอิสเตอร์” (Easter) คือวันที่ชาวคริสต์เชื่อว่าพระเยซูฟื้นคืนชีพขึ้นจากหลุมศพ” นบีมูซา ก็ได้ถือศีลอดในวันพาสโวเวอร์นี้

การถือศีลอดนี้ มีความแตกต่างกันตามแต่ละนิกาย บางนิกายจะถือศีลอดโดยไม่รับประทานเนื้อ บางนิกายไม่รับประทานปลา บางนิกายไม่รับประทานไข่และนม

การถือศีลอดตามบัญญัติของชนรุ่นก่อน อาทิเช่น การถือศีลอดของชาวยิว พวกเขาจะรับประทานอาหารในวันหนึ่งกับคืนหนึ่งเพียงครั้งเดียว ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงโดยการถือศีลอดตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงเที่ยงวัน”

บางชนชาติถือศีลอดเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง การอักเสบของผิวหนัง ท้องผูก อาหารไม่ย่อย ลดน้ำหนัก ขับสารพิษออกจากร่างกาย ผ่อนคลายความเครียด เป็นต้น

เป้าหมายของการถือศีลอดในอิสลาม

การถือศีลอดเป็นหลักประการหนึ่งของหลักอิสลาม 5 ประการ บุคคลจะไม่เป็นมุสลิมอย่างสมบูรณ์จนกว่าเข่าจะยอมรับและปฏิบัติตามบัญญัติ ประการนี้ ผู้ใดที่ปฏิเสธและไม่ยอมรับว่า การถือศีลอดเป็นหลักของศาสนาอิสลามแล้ว เขาก็สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม (มุรตัด) แต่ถ้าผู้ใดละเลยต่การถือศีลอดเนื่องจากเกียจคร้าน เขาต้องถูกลงโทษสถานหนัก ไม่มีผู้ใดที่อาจหาญฝืนบัญญัติของอัลลอฮ์ พระองค์จะทรงถอดการอีหม่านออกจากหัวใจของเขา และจะทรงให้เขาพลัดหลงจากหนทางที่ถูกต้อง

อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงแจ้งแก่บรรดามุสลิมทั้งหลายได้ทราบว่า เป้าหมายของการถือศีลอดในอิสลาม คือ ทำให้ผู้ถือศีลอดมีความตั๊กวา (ยำเกรง) อัลลอฮ์ มุสลิมจะได้รับบทเรียนจากการถือศีลอดเพียง 1 เดือน ซึ่งอาจจะ 29 วัน หรือ 30 วันในช่างเวลานี้ จิตใจของมุสลิมได้รับการฝึกหัดในหลายด้าน ฝึกหัดให้รู้จักความอดทน ระงับโทสะ ระงับตัณหาอารมณ์ การมีจิตใจฟุ้งซ่าน ความทะเยอทะยาน มีความละโมบโลภมาก มีความเห็นแก่ตัว ทำให้ผู้ถือศีลอดมีจิตเมตตา โอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ยากจน ขัดสน ผู้ตกทุกข์ได้ยากและผู้ด้อยโอกาส และทำให้บุคคลมีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่น แน่วแน่ มีสมาธิ และมีความมั่นคง

มุสลิม สามารถยับยั้งชั่งใจไม่รับประทานอาหารและเครื่องดื่ม ทั้ง ๆ ที่อาหารนั้นเป็นที่หะล้าลสำหรับเขาที่จะรับประทาน แต่เขาก็ไม่รับประทานเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ เขาได้ละเว้นการกิน การดื่ม โดยหวังในความเมตตาและความพึงพอใจจากพระองค์ มีความเกรงกลัวการลงโทษเนื่องจากการฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์และมีความปารถนา ที่จะได้รับกรุณาปราณีจากพระองค์

ผู้ที่ถือศีลอดและมีความเข้าใจในเจตนารมณ์ในการถือศีลอด เขาจะไม่พูดปด จะไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่บิดพลิ้ว ไม่ผิดสัญญา ไม่โอ้อวด ไม่หลอกลวง ไม่กลับกลอก ไม่ใส่ร้ายป้ายสี ไม่พูดจาหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี ไม่สอดรู้ และจะไม่พูดสิ่งใดนอกจากความจริง หลีกเลี่ยงการนินทา เขาจะสำรวม มือ ลิ้น เท้า ตา หู จะไม่หยิบฉวยสิ่งที่ไม่ใช่สิทธิ จะไม่พูดจา และลิ้มรสสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้าม จะไม่เดินสู่หนทางแห่งอบายมุข และความชั่วช้า จะไม่มองดูสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้าม และไม่รับฟังสิ่งอัปยศ เขาดำรงตนอยู่กับการทำความดี มีความสัจจริง ซื่อสัตย์ต่อสัญญา มีความสุจริตใจ มีความอดทน ต่ออุปสรรคและความทุกข์ยาก และไม่ตกเป็นทาสแห่งตัณหา
________________________________________
บทความจาก : วารสารที่นี่สำนักจุฬาราชมนตรี ปีที่ 2 ฉบับที่ 16 ตุลามคม 2547

www.skthai.org/

ออฟไลน์ govee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
Re: รอมฎอนกะรีม رمَضَان كريم
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2013, 09:25:52 AM »
เตรียมรับรอมฎอนอย่างไร ?

โดย : นายอาศิส พิทักษ์คุมพล  จุฬาราชมนตรี

พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย ขณะที่เรากำลังอยู่ในช่วงเวลา ที่สำคัญอีกช่วงหนึ่ง ในชีวิตของเรา คือช่วงเดือนชะอฺบานอันบารอกัต ซึ่งท่านรอซูลได้ให้ความสำคัญกับเดือนนี้มาก ๆ โดยท่านได้ถือศีลอดเป็นส่วนมาก ในเดือนนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม สำหรับการต้อนรับรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น ขอให้พวกเราจงเตรียมพร้อม สำหรับที่จะต้อนรับรอมฎอน ด้วยใจอันเบิกบาน
 
การเตรียมตัวเพื่อต้อนรับรอมฎอน มิใช่การเตรียมเฉพาะทางด้านกายภาพ แต่เพียงอย่างเดียว คือการเตรียมเรื่องการจัดซื้ออาหาร เตรียมไว้สำหรับรับประทาน ในช่วงรอมฎอน ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่ มักจะคิดเตรียมแต่เฉพาะเรื่องเหล่านี้ จนต้องจัดเตรียมงบประมาณไว้ อย่างมากมายกว่าปกติ ที่จะต้องใช้จ่ายในเดือนอื่น ๆ จนกลายเป็นว่า รอมฎอนคือเทศกาลแห่งการกิน แทนที่จะเป็นเทศกาลแห่งการงดอาหาร อันเป็นสาระสำคัญของการถือศีลอด
 
ดังนั้น การเตรียมรับรอมฎอนที่แท้จริง คือการเตรียมใจให้พร้อม ที่จะอุทิศเวลาช่วงรอมฎอน เพื่อการอิบาดะฮ์  การจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺ และหลีกห่างจากการทำบาป และความชั่วร้าย โดยประการทั้งปวง  ทุกคนจึงควรกำหนดตารางเวลาของตนเอง ให้ชัดเจน เช่น กำหนดว่าจะอ่านอัลกุรอาน วันละกี่ยุซ ซึ่งไม่ควรต่ำกว่าวันละ 1 ยุซ เพราะถ้าอ่านวันละ 1ยุซ ก็จะจบ 30 ยุซ ภายในหนึ่งเดือนพอดี จะอ่านซิเกรในช่วงวันหนึ่ง อย่างไร? เท่าไร? จะละหมาดตะรอเวียะฮฺที่ไหน? จะลุกขึ้นละหมาดช่วงดึกดื่นอย่างไร? หรือไม่? จะเคร่งครัดในเรื่องละหมาดญมาอะฮ์ทุกเวลา ที่มัสยิดตลอดเดือน? จะเตรียมงบประมาณไว้ สำหรับจัดเลี้ยงละศีลอด และบริจาคทานสักเท่าไร?

เหล่านี้ คือสาระสำคัญของการเตรียมรับรอมฎอน ซึ่งปรากฏในบางหะดีษ ของท่านรอซูลุลลอฮฺว่า พอถึงช่วงปลายเดือนชะอฺบาน ท่านจะคุตบะฮ์เพื่อสร้างความตระหนัก แก่ศอฮาบะฮ์ถึงความยิ่งใหญ่ และความสำคัญของเดือนรอมฎอน โดยท่านได้กล่าวในช่วงหนึ่งว่า พี่น้องทั้งหลาย เดือนอันยิ่งใหญ่และจำเริญยิ่ง กำลังจะเข้ามาปกคลุมท่านทั้งหลาย การทำสิ่งที่เป็นสุนัตในเดือนนี้ จะได้รับผลบุญเท่ากับทำสิ่งที่เป็นฟัรฎูในเดือนอื่น ๆ  การทำสิ่งที่เป็นฟัรฎูในเดือนนี้หนึ่งครั้ง เท่ากับทำในเดือนอื่น ๆ ถึงเจ็ดสิบครั้ง เป็นเดือนแห่งความเสมอภาค และความอดทน ความเสมอภาคคือ การที่ทุกคนต้องอดอาหารเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าคนรวยหรือคนจน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีหรือขอทาน เป็นเดือนแห่งการอดทนอดกลั้น
 
ดังนั้น การเตรียมรับรอมฎอน ก็ควรเตรียมที่จะทำ และรับความดี ดังที่ท่านรอซูลกล่าวไว้ ซึ่งเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่ประเมินค่าไม่ได้ รอมฎอนจึงเป็นโอกาสทองของมุสลิมทุกคน อย่างแท้จริง เราจึงต้องชุโกรฺให้มากๆ ที่พระองค์ทรงยืดอายุเรา ให้ได้มาพบกับรอมฎอน อีกวาระหนึ่ง ในปีนี้ และขอพระองค์จงให้เราได้พบกับรอมฎอนอีก ในปีต่อ ๆ ไป  อามีน

www.skthai.org

ออฟไลน์ govee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
Re: รอมฎอนกะรีม رمَضَان كريم
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2013, 09:34:04 AM »
บทเรียนและจริยธรรมจากการถือศีลอด

ตอบคำถามโดย ชัยคฺ ดร. มุซัมมิล ซิดดีกียฺ
อบุล อิซซฺ แปลและเรียบเรียง


คำถาม อัสสะลามุอะลัยกุม การถือศีลอดเป็นอิบาดะฮฺที่มีความสวยงาม พวกเราถูกหักห้ามจากการกิน การดื่มและตัณหา ฯลฯ นับตั้งแต่เช้ามืด จนถึงดวงอาทิตย์ตก ข้าพเจ้าคิดว่า รอมฏอนเป็นเดือนแห่งการเรียนรู้ และเดือนแห่งระเบียบวินัย ข้าพเจ้าหวังว่า ท่านคงจะสามารถอธิบาย ให้เห็นรายละเอียดบางอย่าง เกี่ยวกับบทเรียน และจริยธรรมของการถือศีลอด ญะซากัลลอฮุค็อยร็อน

คำตอบ อัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง ตรัสไว้ความว่า “ความเจริญสุข จงมีแด่พระผู้ซึ่งอำนาจ อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงอานุภาพ เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง พระผู้ทรงให้มีความตาย และให้มีความเป็น เพื่อจะทดสอบพวกเจ้าว่า ผู้ใดบ้างในหมู่พวกเจ้า ที่มีผลงานดียิ่ง และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงให้อภัยเสมอ” (อัลมุลก์ 67: 1-2)

พระองค์ยังตรัสอีก ความว่า “และพระองค์คือผู้ทรงบันดาล ให้มีกลางคืนและกลางวัน หมุนเวียนแทนที่กัน สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะใคร่ครวญ หรือปรารถนาจะขอบคุณ” (อัลฟุรกอน 25: 62)

ชีวิต และความตาย การสับเปลี่ยนของกลางวัน และกลางคืน ล้วนดำเนินไป อย่างมีเป้าหมาย และเพี่อ ทดสอบตัวเรา ตลอดจนเป็นการเปิดโอกาส สำหรับการแสดงความขอบคุณ และความกตัญญูต่อผู้ทรงสร้าง และผู้ทรงค้ำจุน เดือนรอมฎอน ย่อมมาเยือน แล้วจากไป เราจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบตนเองในทันที และพิจารณาดูว่า เราได้เรียนรู้ และบรรลุถึงสิ่งใดบ้าง ในช่วงเดือนนี้ ผลของความสำเร็จในเดือนนี้ วางอยู่บนผลสะท้อนที่เกิดกับตัวเรา อันได้แก่

1. การมีวินัย

ในเดือนนี้ เราได้เรียนรู้การสร้างวินัยให้กับตนเอง ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต่ออัลลอฮฺ เมื่อเราปฏิบัติตามตารางเวลาของการกิน และดื่มทั้งยามเช้า และในเวลาเย็น เรามีความตระหนักอยู่เสมอ แม้ในกิจกรรมทางโลก เช่นการการกินหรือการดื่ม โดยการที่เรายืนหยัด อยู่กับบัญชาที่มาจากฟากฟ้า เราเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันของเรา เพราะเราเรียนรู้ว่า เรามิได้เป็นทาสของพฤติกรรม แต่เราคือทาสของอัลลอฮฺ ภายหลังจากเดือนรอมฎอน เราจะต้องรักษาจิตวิญญาณ แห่งระเบียบวินัยนี้ ให้เกิดขึ้นในกิจการอื่นๆ ของชีวิต และยังคงเชื่อฟังคำบัญของอัลลออฺอย่างต่อเนื่อง

2. ฟื้นฟูชีวิตแห่งการอุทิศตน

รอมฎอนได้ฟื้นฟูความศรัทธา ที่แรงกล้า ในการเคารพภักดี และอุทิศตัวต่ออัลลอฮฺ ในเดือนนี้ เราได้เพิ่มความเอาใจใส่ ในการละหมาดประจำวัน และละหมาดพิเศษ ในยามค่ำคืน ไม่มีศาสนา หากไม่มีการละหมาด และเรามุสลิมเรียนรู้ในเดือนนี้ว่า จะสร้างความเข้มแข็ง และความลึกซึ้งของชีวิตในทางศาสนา ได้อย่างไร

3. ฟืนฟูการปฏิสัมพันธ์กับอัลกุรอาน

รอมฎอนและอัลกุรอาน ต่างเชื่อมโยงด้วยกัน นับตั้งแต่เริ่มแรก ในเดือนนี้เอง ที่วะฮฺยูได้รับการเปิดเผย ให้แก่นบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เราได้รับการบอกกล่าวว่า นบีถือศีลอด ขณะที่รับวะฮฺยูแรก การถือศีลอดเป็นการตระเตรียมหัวใจ ของผู้ศรัทธา ให้พร้อมที่จะรับดำรัสของอัลลอฮฺ การถือศีลอด จึงเป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับการสื่อสารในแง่จิตวิญญาณ และความคิดของเรา กับอัลกุรอาน ประชาชาติมุสลิมต่างเพ่งความสนใจ ต่ออัลกุรอานมากยิ่งขึ้น ในเดือนนี้ การฟื้นฟูปฏิสัมพันธ์กับอัลกุรอานขึ้นมาใหม่ จะช่วยเราในการปฏิบัติตามสาสน์ ที่มีอยู่ในอัลกุรอาน

4. ฟื้นฟูการเป็นส่วนหนึ่งของอุมมะฮฺ

รอมฎอนมิได้เป็นเพียงแค่ประสบการณ์ส่วนตัว แต่ยังเป็นประสบการณ์ร่วมกันของชุมชน และอุมมะฮฺมุสลิมทั้งหมด ต่างถือศีลอดในเดือนเดียวกัน เราได้แสดงตัวตน พร้อมกับผู้อื่น ในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ เป็นการสร้างความรู้สึก ของการอยู่ร่วมเคียงกัน และเป็นการโยงสายสัมพันธ์ระหว่างกัน รอมฎอนสอนเราว่า อุมมะฮฺ (ประชาชาติ) มุสลิม เป็นประชาชาติแห่งความยำเกรง และ อุทิศตน ต่ออัลลอฮฺ และสมาชิกของประชาชาตินี้ ได้รับความเข้มแข็งจากกันและกัน ในด้านความยำเกรง และคุณธรรม สายสัมพันธฺที่วางอยู่บนความยำเกรง และคุณธรรม เป็นเป็นสายสัมพันธ์ ที่แข็งแกร่งที่สุด และสายสัมพันธ์นี้เอง ที่พิสูจน์ความดีในตัวมนุษย์ ความเข้มแข็งของประชาชาติมุสลิม วางอยู่บนการปฏิบัติความดี การมีจริยธรรม และความยำเกรง รอมฎอนได้ทิ้งรอย ประทับคุณค่าความดีทั้งหมดเหล่านี้ ในประชาชาติมุสลิม

5. ความกระตือรือร้น ในความเป็นห่วงเป็นใย และเห็นใจผู้อื่น

การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน จะช่วยเราให้เข้าใจความทุกข์ยาก และความเจ็บปวดของคนยากจน และคนขัดสน จากความหิว และความกระหาย จะทำให้เราตระหนัก ถึงความรู้สึกของการขาดหาย สิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิต รอมฎอนจึงถูกเรียกว่า เดือนแห่งการบริจาค และความเห็นอกเห็นใจ เราเรียนรู้ที่จะเพิ่มความเมตตา และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในเดือนนี้ มุสลิมจำนวนมาก จึงมักจะจ่ายซะกาตของพวกเขา ในเดือนนี้

6. ญิฮาดหรือการต่อสู้ดิ้นรน

การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และการญิฮาด ถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน ในปีเดียวกัน นั่นคือปีที่สองของการฮิจญเราะฮฺ (อพยพ) ไปยังมะดีนะฮฺ การถือศีลอด เป็นการเตรียมพร้อม สำหรับความยากลำบาก และการเสียสละ นี่คือสองสิ่งที่สำคัญ ซึ่งหากปราศจากทั้งสองแล้ว การญิฮาด ย่อมเป็นไปได้ยาก มุสลิมเรียนรู้ในเดือนรอมฎอน ถึงวิธีการต่อสู้กับพลังอันชั่วร้าย ในตัวตนของ เขา, ในสังคมโดยรอบ และพลังความชั่วร้ายที่มีในโลกนี้

7. ตักวา (ความยำเกรง)

เพื่อเป็นการสรุปรวบยอดถึงจริยธรรม และของขวัญทางจิตวิญญาณ ของรอมฎอน เราสามารถกล่าวว่า รอมฎอนได้มอบของขวัญอันยิ่งใหญ่ นั่นคือตักวา ตักวานับเป็นบทสรุป ของชีวิตแบบอิสลาม เป็นคุณธรรมสูงสุดที่ประสานสิ่งต่างๆ ในแบบอิสลามเข้าด้วยกัน อันหมายถึง การตระหนักนึกในอัลลอฮฺ ความถ่อมตน ความยำเกรง และความหวั่นกลัวต่ออัลลอฮฺ และยังหมายถึงการเชื่อฟัง อย่างสุดจิตสุดใจ ต่อพระองค์ เป็นการปวารณาว่า จะทำทุกอย่าง ที่เป็นความดี และปฏิเสธทุกอย่าง ที่เป็นความชั่วร้าย และเป็นบาป

www.fityah.com

ออฟไลน์ govee

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1117
    • ดูรายละเอียด
Re: รอมฎอนกะรีม رمَضَان كريم
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2013, 10:58:09 AM »
อัศศิยาม กับความลับที่ซ่อนอยู่

ชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล เกาะเราะฏอวีย
อาอิช แปลและเรียบเรียง


คำถาม อะไรคือความลับที่ยิ่งใหญ่ของการถือศีลอด และเราจะทำความเข้าใจต่อความลับนี้ ได้อย่างไร?

คำตอบ ส่วนหนึ่งจากความลับของการถือศีลอด คือ การปลดปล่อยมนุษย์จากอารมณ์ใฝ่ต่ำ การมีชัยเหนืออารมณ์ปรารถนา การยกระดับจิตใจ ให้เหนือกว่าความอยากทางร่างกาย ซึ่งถ้าผู้ใดไม่สามารถเอาชนะตัวเอง เขาก็มิอาจมีชัยเหนือเหนือศัตรูได้

เราไม่สามารถที่จะบรรลุ ถึงความลับของการถือศีลอดได้ เว้นแต่ว่าเราจะบรรลุ ถึงความลับของมนุษย์เสียก่อน มนุษย์คืออะไร และแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ คืออะไร? เป็นแค่ร่างกายที่มีชีวิตกระนั้นหรือ? เป็นโครงกระดูกที่ตั้งตรงแค่นั้นหรือ? เป็นที่รวมของอวัยวะต่างๆ เซลล์ เลือดเนื้อ กระดูกและเส้นประสาทต่างๆ แค่นั้นหรือ? ถ้ามนุษย์เป็นดังที่ว่านี้ มันก็ช่างต่ำต้อยและด้อยค่าเสียเหลือเกิน !! ใช่......มนุษย์ไม่ได้มีเพียงแค่โครงกระดูกที่สัมผัสได้ แต่คือวิญญาณที่มาจากฟากฟ้า ซึ่งอาศัยอยู่ในเรือนร่างที่มาจากดิน และคือความลับที่มาจากผู้ทรงสูงส่ง ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยดิน !!

เพราะฉะนั้น แก่นแท้ของความเป็นมนุษย์คือ ความโปรดปรานที่มาจากพระเจ้า และวิญญาณอันสูงส่งที่อัลลอฮฺได้ให้กับมนุษย์ และด้วยสิ่งที่พระองค์ประทานให้ มนุษย์จึงรู้จักคิดใคร่ครวญ มีความรู้สึกและการรับรู้รส และด้วยสิ่งนี้ พวกเขาบริหารอำนาจบนแผ่นดิน และเข้าถึงอาณาจักรบนท้องฟ้า และด้วยสิ่งนี้ อัลลอฮฺทรงมีบัญชาให้มวลมลาอิกะฮฺ ก้มคารวะต่ออาดัม มิใช่ให้ก้มต่อดินดำ และดินเหนียวแต่อย่างใด

จงรำลึกเมื่อพระผู้อภิบาลของเจ้า ตรัสแก่มะลาอิกะฮฺว่า แท้จริง ข้าจะสร้างมนุษย์คนหนึ่งจากดิน (คืออะดัม อะลัยฮิสลาม) ดังนั้น เมื่อข้าได้ทำให้เขามีรูปร่างสมส่วน และได้เป่าวิญญาณจากข้า เข้าไปในตัวเขา ดังนั้น พวกเจ้าจงก้มคารวะต่อเขาเถิด  ศอด 71,72

นี่คือมนุษย์ ที่มีทั้งวิญญาณอันสูงส่ง และร่างกายที่ต่ำต้อย ร่างกายคือบ้าน และวิญญาณคือผู้อาศัย ร่างกายคือพาหนะ และวิญญาณคือผู้ขับขี่เดินทาง และบ้านจะไม่ถูกสร้าง เพื่อตัวมันเอง และพาหนะก็มิได้มีไว้ เพื่อตัวมันเอง แต่ทว่าบ้านนั้น ยังประโยชน์แก่ผู้อาศัย และพาหนะ ยังประโยชน์แก่ผู้ขับขี่

แต่ช่างน่าแปลกใจ สำหรับลูกหลานอาดัม ที่พวกเขากลับละทิ้งตนเอง และให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยของพวกเขา พวกเขากลับตกเป็นทาสพาหนะของพวกเขา พวกเขาละทิ้งจิตวิญญาณของพวกเขา และตกเป็นทาสให้กับร่างกายของพวกเขา

เพียงเพื่อร่างกายเท่านั้น ที่พวกเขายอมทำงาน

เพียงเพื่อความอิ่มเอมในดุนยา ที่พวกเขากระตือรือร้น

ชีวิตที่หมุนวนอยู่รอบเรื่องปากท้อง และเรื่องทางเพศเท่านั้น

บทเพลงประจำใจของพวกเขา เป็นเหมือนดังคำพูดของนักกวีที่ว่า

ดุนยานั้นเป็นอาหาร เครื่องดื่ม ที่พักผ่อน เมื่อสิ่งนี้ได้สูญสิ้นไปดุนยานี้ ก็ไม่มีค่าอีกแล้ว

ชนเหล่านี้ คือผู้ที่อัลลอฮฺได้บอกลักษณะของพวกเขา ดัวยกับพระดำรัสของพระองค์ ที่ความว่า “เจ้าไม่เห็นดอกหรือ ผู้ที่ยึดเอาอารมณ์ใฝ่ต่ำของเขา เป็นพระเจ้าของเขา แล้วเจ้าจะเป็นผู้คุ้มครองเขา กระนั้นหรือ,เจ้าจะคิดว่า พวกเขาส่วนใหญ่จะได้ยิน หรือใช้สติปัญญา พวกเขามิใช่อื่นใดดอก นอกจากเป็นสัตว์เดียรฉาน ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังจะหลงทางอีก” ฟุรกอน 43,44

นี่คือมนุษย์ ผู้ที่มีทั้งวิญญาณและร่างกาย ร่างกายนั้น ต้องการเสพวัตถุที่ด้อยค่าในโลกของมัน เช่นเดียวกัน วิญญาณก็ต้องการเสพสิ่งสูงค่าในโลกของมัน ดังนั้น หากมนุษย์ดึงวิญญาณให้ลงต่ำ ด้วยการนำมันไปเกลือกกลั้ว กับสันดานดิบของเขา วิญญาณอันบริสุทธิ์แต่เดิม จะเปลี่ยนไปเป็นเดียรฉาน และเป็นชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง

นี่คือสิ่งที่นักกวีมุสลิมท่านหนึ่ง ได้พรรณนาไว้ว่า

โอ้ทาสแห่งร่างกายเอ๋ย.......กี่มากแล้วที่ท่านคอยรับใช้ปรนนิบัติมัน
ท่านกำลังแสวงหาผลกำไร ในสิ่งที่ขาดทุนกระนั้นหรือ?
มาเถิดกลับมาหาจิตวิญญาณของท่าน และเติมความสมบูรณ์ ให้สมกับเกียรติของมันเถิด
เพราะตัวตนของท่าน คือจิตวิญญาณ หาใช่ร่างกาย แต่อย่างใดไม่


เมื่อมนุษย์รู้จักคุณค่าในตัวของเขา เข้าถึงความลับของอัลลอฮฺ ที่มีอยู่ในตัวเขา และนำกฎเกณฑ์แห่งฟากฟ้า มาอยู่บนหน้าแผ่นดิน และให้ความสำคัญ กับผู้ขับขี่ก่อนพาหนะ และให้ความสำคัญ กับผู้อาศัย มากกว่าเคหะวัตถุ และทำให้ความปรารถนาของวิญญาณ อยู่เหนือความปรารถนาของร่างกาย ดังนั้น เขาก็จะเป็นเช่นมะลัก หรืออาจสูงกว่ามะลักเสียอีก “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดีทั้งหลาย ชนเหล่านั้น เป็นมนุษย์ที่ดียิ่ง” อัล บัยยินะฮฺ 7

จากตรงนี้ อัลลอฮฺได้กำหนดให้การถือศีลอด เป็นข้อบังคับ (ฟัรดู) เพื่อที่จะปลดปล่อยมนุษย์ ออกจากการครอบงำ โดยสัญชาตญานของเขา เพื่อเดินออกจากคุก แห่งร่างกายของเขา มีชัยเหนืออารมณ์ใฝ่ต่ำของเขา และควบคุมสัญชาตญาณดิบของเขา และให้เขามีคุณสมบัติคล้ายเหล่ามะลาอีกะฮฺ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่วิญญาณของผู้ที่ถือศีลอด ได้ขึ้นสู่ที่สูงและใกล้ชิดกับผู้ทรงสูงส่ง และเคาะประตูแห่งฟากฟ้า ด้วยกับดุอาของเขา มันจึงถูกเปิดออก และ เขาวิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของเขา พระองค์ก็ทรงตอบรับเขา ด้วยการเรียกและกล่าวว่า ขอต้อนรับบ่าวของข้า ในความหมายตรงนี้ท่านบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวความว่า สามประการที่ดุอาจะถูกตอบรับ ผู้ถือศีลอด จนกระทั่งเขาละศีลอด ผู้นำที่มีความยุติธรรม ดุอาของผู้ที่ถูกอธรรม (รายงานโดย ติรมีซียฺ อิมามอะฮฺมัด อิบนุมาญะฮฺ และอิบนุ คุซัยมะฮฺ)

www.fityah.com

ออฟไลน์ nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1052
    • ดูรายละเอียด
Re: รอมฎอนกะรีม رمَضَان كريم
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 13, 2013, 09:06:16 AM »
รอมฎอนเป็นเดือนแห่งการอบรมจิตใจ

การถือศีลอด เป็นการอบรมมนุษย์ ให้มีการเตรียมพร้อม ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อเผชิญกับสถานการณ์ ที่เต็มไปด้วยความยุ่งยาก และสิ่งแวดล้อมของชีวิต ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ของทุกๆ ปี และเพื่ออบรมมนุษย์ ให้เรียนรู้ถึงการควบคุมความใคร่ และความต้องการของแต่ละคน ให้มีความเคยชินต่อการอดทนขันติ และมีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ (ศุบหฯ) อยู่เสมอ

อิสลามได้มีคำสั่งสอนให้มนุษย์ มีความสนใจในตัวเอง ซึ่งประกอบด้วยร่างกาย และวิญญาณหรือจิตใจ โดยมิให้สนใจแต่เพียงด้านหนึ่ง และไม่เอาใจใส่อีกด้านหนึ่ง ดังนั้น อิสลามจึงได้บัญญัติให้มีการฝึกอบรม และการปฏิบัติ และเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งแล้วว่า การฝึกอบรมและการปฏิบัติ ที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่นั้น ก็คือ "การถือศีลอด"

อัลลอฮฺ (ศุบหฯ) มิได้พึงประสงค์จากการถือศีลอด เพียงแต่การละเว้นจากการกินการดื่มเท่านั้น การถือศีลอดในสภาพดังกล่าว เป็นแต่เพียงรูปธรรมเท่านั้น แต่พระองค์ทรงประสงค์มากยิ่งกว่านั้น คือ การยำเกรงต่อพระองค์ ในทุกเวลา และทุกสถานภาพ ซึ่งเป็นนามธรรม และนี่คือจุดยอดของการถือศีลอด กล่าวคือการละเว้นจากทุกๆ สิ่ง ที่บัญญัติศาสนาได้ระบุไว้แล้ว ยังมีความหมายรวมถึงการละเว้น จากการพูดที่ไร้สาระ และการประพฤติปฏิบัติ ที่จะทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน หรือได้รับความเสียหายอีกด้วย ดังกล่าวนี้ จึงจะนับได้ว่าการถือศีลอด มีความหมายและความสมบูรณ์ อย่างแท้จริง

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า ความว่า "ผู้ใดไม่ละเว้นการกล่าว และการกระทำที่เป็นเท็จ สำหรับอัลลอฮฺนั้น จะไม่ทรงประสงค์จากการละเว้นอาหาร และเครื่องดื่ม ของเขา" บันทึกโดย : อัลบุคอรีย์ อะหมัด อัตติรมิซีย์ และอะบูดาวู๊ด

ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทุกคนจะต้องเผชิญกับอุปสรรค และความยุ่งยากนานาประการ จะต้องเผชิญกับความใคร่ และอารมณ์ใฝ่ต่ำ อยู่เสมอ อัลลอฮฺ (ศุบหฯ) ทรงบัญญัติให้มีการถือศีลอดขึ้น ก็เพื่อประสงค์จะให้มุสลิม ได้รับการอบรมที่จะทำให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มั่นคง สำหรับเผชิญกับอุปสรรค และความยุ่งยากดังกล่าว ในการอบรมดังกล่าว จะทำให้มุสลิมมีจิตใจที่รำลึกนึกถึงอัลลอฮฺ อยู่เสมอ และทำให้เกิดความยำเกรงต่อพระองค์ ไม่ประพฤติปฏิบัติใ นสิ่งที่จะทำให้เขาห่างไกลจากความโปรดปราน และความพอพระทัย ของพระองค์ ไม่ยอมตกเป็นสหายของชัยฏอนที่คอยเสี้ยมสอน ให้เขาประพฤติปฏิบัติ ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และผิดศีลธรรมอันดี การถือศีลอด จึงเป็นการฝึกอบรมให้มุสลิม มีความยำเกรงอัลลอฮฺ ทั้งในที่ลับและที่เปิดเผย มากยิ่งกว่าการทำอิบาดะฮฺชนิดอื่นๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เมื่อผู้ถือศีลอดรู้สึกหิว หรือกระหายน้ำ ทั้งๆ ที่เขาสามารถ ตอบรับความต้องการของเขาได้ ด้วยการปฏิบัติในสถานที่ ที่ห่างไกลจากสายตาของมนุษย์ แต่เขาไม่กระทำเช่นนั้น ทั้งนี้ เพราะเขามีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ อันนี้ นับได้ว่า ได้ก่อให้เกิดวิญญาณ แห่งการเป็นมุสลิม มุอฺมิน อย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพราะเขาตระหนักดีว่า พระองค์ทรงเห็นการกระทำของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เห็นพระองค์ก็ตาม อีกทั้งเขายังมีความหวัง ในผลแห่งการตอบแทน จากพระองค์อีกด้วย ดังนั้น มุสลิม มุอฺมิน ที่ประสงค์จะได้รับการตอบแทน จากการถือศีลอด เพื่ออัลลอฮฺ ด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้ว เขาก็จะได้รับการตอบแทน ตามความตั้งใจของเขา เพราะพระองค์ได้ทรงแจ้งข่าวดี สำหรับเขาไว้ในฮะดีสกุดซีย์ ดังต่อไปนี้ ความว่า "การงานทุกชนิดของมนุษย์นั้น ย่อมได้แก่เขา เว้นแต่การถือศีลอด แท้จริงมันเป็นของข้า (อัลลอฮฺ) และข้าจะเป็นผู้ตอบแทนด้วยมัน แก่เขา ทั้งนี้ เพราะเขาอดอาหารและเครื่องดื่มของเขา เพื่อข้า" บันทึกโดย : อัลบุคอรีย์ และมุสลิม

ดังนั้น การทำอิบาดะฮฺทุกชนิด เราจะต้องตั้งเจตนารมณ์ เพื่อหวังความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เช่น การปฏิบัติละหมาด เราต้องมีความเชื่อมั่นศรัทธา ว่า เป็นคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ เราต้องปฏิบัติตามด้วยความบริสุทธิ์ใจ หวังในความโปรดปรานของพระองค์ และอย่าได้นำเอาทัศนะ หรือความคิดเห็น ที่ว่าการละหมาดเป็นการออกกำลังกาย เข้ามาร่วม เป็นผลพลอยได้ เพราะจะทำให้ผลบุญ หรือการตอบแทน ต้องสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย เช่นเดียวกัน การถือศีลอดถ้าจะนำเอาความคิดเห็นที่ว่า การถือศีลอดเป็นการปฏิบัติ เพื่อทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อน ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หรือนายแพทย์สั่งให้กระทำ เพราะกระเพาะอาหาร จะได้รับการพักผ่อนจากทำงานชั่วคราว ให้คลายเหนื่อย หลังจากได้ตรากตรำทำงาน มาเป็นเวลา 11 เดือน หรือคำแนะนำอื่นจากนี้ แน่นอนผลบุญ หรือการตอบแทน ก็จะหมดสิ้นไป และอาจจะได้รับโทษในฐานที่เอาผลประโยชน์อื่น เข้ามาร่วมเป็นภาคีอับอัลลอฮฺ อีกด้วย ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้ ในซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟฺ อายะฮฺที่ 110 ความว่า "ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้เป็นเจ้าของเขา ก็จงปฏิบัติการงานที่ดี และอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดี ต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาเลย" (18/110)

และมีฮะดีสจากท่านนะบี ที่กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ความว่า "แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงรับการงาน เว้นแต่การงานนั้น มีความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์ และมุ่งหวังเพื่อพระพักตร์ของพระองค์ เท่านั้น" บันทึกโดย : อันนะซาอีย์
...........................................................................................
คัดลอกจาก : อัล-อิสลาหฺสมาคม

ขอขอบคุณ http://www.muslimthai.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 13, 2013, 09:21:45 AM โดย nong »

ออฟไลน์ nong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1052
    • ดูรายละเอียด
Re: รอมฎอนกะรีม رمَضَان كريم
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 14, 2013, 10:07:37 AM »
ฟัตวา (รวมฟัตวาเฉพาะรอมฎอน) ควรค่าแก่การศึกษายิ่ง

http://piwdee.net/ramadon6/ramadon03.htm

 
ดูรายละเอียดเกี่ยวกับรอมฎอน ได้ที่

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 09, 2013, 11:49:36 PM โดย nong »