ความอดทน

ความอดทนนั้น เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่ศาสนาถือเป็นความจำเป็น (วาญิบ) ที่ผู้ศรัทธาทุกคนต้องมี ไม่ว่าจะอดทน ต่อสภาพแห่งความทุกข์ หรือความสุข ก็ตาม กล่าวคือ ในตอนที่ประสบกับความทุกข์ ต้องอดทน จึงจะถือว่า เป็นผู้ที่ศรัทธาอันสมบูรณ์ในอัลลอฮฺ และในกฎสภาวะการณ์ของพระองค์ และจะต้องมีความอดทน ต่อการสนองตอบพระบัญชาแห่งพระองค์  อัลกุรอานได้ระบุไว้ ความว่า"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ท่านทั้งหลายจงมีความอดทน และจงมีความอดทนต่อกัน และจงสามัคคีกัน    และจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ เพื่อจะได้เป็นผู้มีชัย"

พระองค์อัลลอฮฺ ได้แจ้งให้รู้ว่า ความอดทนนั้น เป็นสื่อเพื่อการปลูกผังผู้ศรัทธา ใหมีชัยต่อความทุกข์ยากแห่งชีวิต ในทำนองเดียวกับการละหมาด ที่ทำให้ผู้ศรัทธาห่างไกลความตระหนัก ความทุกข์ร้อน ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับมนุษย์บางคน ที่ประสบกับสิ่งที่ตนชัง    อัลกุรอานได้ระบุไว้ ความว่า\ "และท่านทั้งหลาย จงขอความช่วยเหลือ ให้มีความอดทน ในกิจการต่างๆ และการละหมาด แท้จริงการละหมาดนั้น เป็นความหนักหน่วงยิ่ง นอกจากสำหรับผู้ที่มีสมาธิอันแน่วแน่"    ซูเราะห์ อัล-บะกอเราะห์   โองการ 45

"โอ้ผู้ศรัทธาเอ๋ย ท่านทั้งหลายจงขอความช่วยเหลือ ให้มีความอดทนในกิจการต่างๆ และการละหมาด แท้จริงอัลลอฮฺทรงให้ความช่วยเหลือ บรรดาผู้ที่อดทน" ซูเราะห์ อัล-บะกอเราะห์   โองการที่ 153

"แท้จริงมนุษย์นั้น ถูกสร้างขึ้นมา ในสภาพที่กระสับกระส่าย พะว้าพะวง ในเมื่อประสบกับความทุกข์ ไม่มีความอดทน และเมื่อประสบกับความสุข ก็หวงแหน นอกจากผู้ที่ทำการละหมาด เป็นประจำ" ซูเราะห์ อัล-มาอาริจ  โองการที่ 22-23

และพระองค์อัลลอฮฺยังได้แจ้งให้รู้ถึงผลบุญที่ทรงประทานให้แก่ผู้ที่มีความอดทน ความว่า "บรรดาผู้ที่อดทนนั้น พวกเขาจะได้รับผลบุญตอบแทน มากมาย โดยไม่อาจคำนวณได้"   ซูเราะห์ อัซซุมัร  โองการที่ 10

ท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) ได้แจ้งให้รู้ว่า ผู้ศรัทธานั้น คือ ผู้ที่มีความอดทน หรือ ผู้ที่รู้จักขอบคุณ ซึ่งทั้งสองลักษณะนี้ เป็นผลบุญที่พึงได้รับจากอัลลอฮฺ ท่านศาสดามุหัมมัดตรัสไว้ ความว่า  "กิจกรรมของผู้ศรัทธานั้น เป็นที่น่าประหลาดมาก กล่าวคือ กิจกรรมทั้งหมด ที่เขากระทำนั้น เป็นความดี สำหรับเขาทั้งหมด และจะไม่เป็นเช่นนี้แก่ผู้ใด นอกจากบรรดาผู้ที่เป็นผู้ศรัทธาเท่านั้น หากความสุขมาประสบกับเขา เขาจะขอบคุณ ซึ่งถือเป็นความดีสำหรับเขา และหากมีความทุกข์ มาประสบกับเขา เขามีความอดทน ซึ่งถือว่าเป็นความดีสำหรับเขา" รายงานโดย มุสลิม

จากหลักฐานทั้งหมดที่กล่าวนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีความอดทน


ความบริสุทธิ์ใจ

ความบริสุทธิ์ใจ ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง ที่ศาสนาให้ความสำคัญมาก กล่าวคือเป็นความจำเป็น (วาญิบ) ทั้งในเรื่อง การยึดมั่น และ การปฏิบัติ

ความหมายของความบริสุทธิ์ใจ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการยึดมั่น คือ ยืนยันในเอกภาพของอัลลอฮฺ โดยไม่ตั้งภาคีสิ่งใด เทียวเคียงพระองค์ และมีความนอบน้อม ถ่อมตน ด้วย

ความหมายของความบริสุทธิ์ใจ ในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติ คือ การถวายความจงรักภักดี ต่ออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว กล่าวคือ การบำเพ็ญภาวนา หรือ การสนองตอบพระบัญชาของพระองค์ นั้น กระทำด้วยบริสุทธิ์ใจ เพื่อพระองค์ มิได้กระทำเพื่อสิ่งอื่น โดยสิ้นเชิง

พระองค์อัลลอฮฺได้บัญชา ให้ให้บรรดาศาสนทูตทุกท่าน มีความบริสุทธิ์ต่อศาสนา ดังปรากฏในอัลกุรอาน ความว่า "บรรดาศาสนทูต มิได้ถูกบัญชาเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อจะได้สักการะ ต่อพระองค์อัลลอฮฺ ในสภาพที่บริสุทธิ์ใจ ต่อศาสนาของพระองค์ โดยดำรงอยู่ในศาสนาที่ถูกต้อง และดำรงละหมาด บริจาคซะกาต ดังกล่าวนั้น คือ ศาสนาที่เที่ยงตรง" ซูเราะห์ อัลบัยยินะห์   โองการที่ 4

จำเป็นบนผู้ศรัทธาทุกคน ต้องมีความบริสุทธิ์ใจ เพื่ออัลลอฮฺ ทั้งในด้านความสัมพันธ์ ในรูปแบบต่างๆ ที่มีต่อเพื่อนมนุษยด้วยกัน และที่มีต่ออัลลอฮฺ โดยความสัมพันธ์ที่ไม่มีเลศนัย หรืออำพรางใด และโดยต้องเจตนา เพื่ออัลลอฮฺ เพียงพระองค์เดียว

ท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) ได้แจ้งให้เรารู้ว่า "หัวใจ" คือที่มาแห่งความบริสุทธิ์ใจ และ "หัวใจ" คือ ที่มาแห่งลัษณะ ที่ตรงกันข้ามกับความบริสุทธิ์ใจ เช่น ทนงตน โอ้อวด ริษยา เป็นต้น และ "หัวใจ" นี้เอง คือ สถานที่ที่อัลลอฮฺท่าน จะทรงพิจารณาว่า ใครดี ใครชั่ว         ท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) ตรัวไว้ ความว่า "แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงมอง ไปยังร่างกาย และรูปพรรณของท่านทั้งหลาย แต่พระองค์จะทรงมอง ไปยังหัวใจของท่านทั้งหลาย" รายงานโดยมุสลิม

ปรองดอง (มีเมตตา) 

การปรองดองกัน หรือ การมีเมตตาต่อกันนั้น เป็นลักษณะที่สังคมจะขาดเสียมิได้ และเมื่อสังคมมีความปรองดอง และมีเมตตาต่อกัน สังคมนั้น จะยืนยงอยู่ได้อย่างผงาดโดยแท้จริง จะสังเกตได้จากสังคมแห่งอัลอิสลามในสมัยแรก เนื่องจากมีความปรองดอง และมีความเมตตาต่อกันนี้เอง พระองค์อัลลอฮฺได้สรรเสริญเหล่าอัครสาวก และท่านศาสดา ไว้ในอัลกุรอาน ความว่า "มุหัมมัดผู้เป็นศาสนาทูตแห่งอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับมุหัมมัดนั้น องอาจเหนือผู้ไร้ศรัทธา มีเมตตาในหมู่พวกเขา" ซูเราะห์ อัลฟัตฮฺ   โองการที่ 39

ท่านศาสดานั้น เป็นแบบอย่างที่ดี สำหรับชนทั่วไป โดยเฉพาะในด้านความมีเมตตา ซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ได้เจาะจงสรรเสริญไว้ ในอัลกุรอาน ความว่า "ท่านศาสดาฯ ซึ่งเป็นมนุษย์อย่างท่านทั้งหลาย ได้ปรากฏต่อท่านทั้งหลายแล้ว ท่านมีความทุกข์ ในความทุกข์ต่างๆ ที่ประสบกับท่านทั้งหลาย และท่านมุ่งมั่น หยิบยื่นแนวทางอันเที่ยงตรง แก่ท่านทั้งหลาย และสำหรับผู้มีศรัทธานั้น ท่านมีความเมตตาเป็นพิเศษ" ซูเราะห์ อัตเตาบะฮฺ  โองการที่ 128

การเป็นศาสดาแห่งมุหัมมัด (ช.ล.) นั้น แผ่ความเมตตาทั่วถึงทุกด้าน ดังอัลกุรอานยืนยันไว้ ความว่า " เรามิได้แต่งตั้งท่าน เพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อความมีเมตตา แก่โลกทั้งผอง"

ท่านศาสดามุหัมมัด (ช.ล.) ได้เน้นให้เห็นถึงความจำเป็น ที่สังคมแห่งอิสลามต้องมีความรัก ให้อภัย เสียสละ และ มีความเมตตาต่อกัน ประหนึ่งเรือนร่างเดียวกัน ดังท่านมุหัมมัด (ช.ล.) ได้กล่าวไว้ ความว่า " อุปมาผู้ศรัทธา ในความรัก ความมีเมตตา และความสงสารของพวกเขา อุปมัยเรือนร่าง เมื่ออวัยวะหนึ่งอวัยวะใด เจ็บปวด ก็ทำให้ร่างกายทุกส่วน พลอยอดตาหลับ ขับตานอน และทุกข์ทรมานด้วย "

ท่านศาสดานั้น ท่านเป็นผู้มีเมตตายิ่ง ต่อผู้อ่อนแอ ผู้ซึ่งต้องการความคุ้มครองดูแล ผู้ซึ่งต้องการความเอ็นดู เช่น ทารก ท่านศาสดามุหัมมัดตรัสไว้ ความว่า " แท้จริงผู้ที่ไม่มีความเมตตา ต่อผู้อื่น เขาจะไม่ได้รับความเมตตา

นอกเหนือไปจากการมีเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์แล้ว ท่านศาสดายังมีความเมตตา ต่อสัตว์ ดังที่ท่านได้ตรัสไว้ ความว่า " ผู้หญิงเข้านรก เพราะแมวที่ขังมันไว้ โดยไม่ให้อาหารมัน และไม่ปล่อยให้มันกินอาหาร "

และยังมีรายงานเกี่ยวกับเรื่องความมีเมตตา ของชายผู้หนึ่ง ที่มีต่อสุนัขที่กระหายน้ำ ความว่า " อัลลอฮฺทรงให้อภัย เนื่องจากเขาตักน้ำ ให้สุนัขกิน สุนัขมันเลียพื้นดิน เพราความกระหายของมัน "

ทั้งหมดที่กล่าวนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ "ความเมตตา" ที่พึงมีต่อมนุษย์ และสัตว์

ถัดไป

หน้าหลัก

มิถุนายน 27, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่าน www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม