Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

หลังจากรอมฎอนแล้วเราจะปฏิบัติตัวอย่างไร?

อะหมัด ยูนุส สมะดี

รอมฎอนเป็นเดือนแห่งการทำอิบาดะฮฺ เป็นเดือนแห่งการทำความจงรักภักดี คือมีการถือศีลอด การละหมาด การอ่านอัลกุรอาน การทำศ่อดะเกาะฮฺ การรำลึกถึงอัลลอฮฺ การทำอุมเราะฮฺ และการทำฮัจย์ จิตใจของมุอฺมินผู้ศรัทธา จึงมีความสัมพันธ์กับอัลลอฮฺตะอาลา อย่างต่อเนื่อง โดยมีความมุ่งหวัง ที่จะได้รับความเมตตา ความโปรดปราน และความพอพระทัย จากพระองค์ 

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดี ในระยะเวลา 1 เดือน ที่เราจะต้องขวนขวาย เพื่อกระทำการจงรักภักดี ในทุกรูปแบบ ตลอดระยะเวลาของเดือนรอมฎอน ด้วยความอดทน บรรดาบรรพชนของเรา (สะละฟุศศอและฮฺ) พวกเขาได้วิงวอนขอดุอาอฺ ต่ออัลลอฮฺตะอาลา เป็นเดือนๆ เพื่อให้ได้พบ กับเดือนรอมฎอน ครั้นเมื่อพวกเขาถือศีลอด ในเดือนรอมฎอนแล้ว พวกเขาก็ขอวิงวอนขอดุอาอ ฺต่ออัลลอฮฺตะอาลา เป็นแรมเดือน เพื่อให้พระองค์ทรงรับ การถือศีลอดของพวกเขา

ท่านค่อลีฟะฮฺอะลี อิบนฺ อะบีฏอลิบ และศ่อฮาบะฮฺคนอื่น เมื่อวันอีดิลฟิฏรฺมาถึง จะกล่าวว่าผู้ใด ที่การถือศีลอดของเขา เป็นของเขา ไม่เป็นที่ตอบรับ เราก็ขอแสดงความเสียใจต่อเขา ความหายนะอันยิ่งใหญ่ และการขาดทุน อย่างย่อยยับ คือ การที่คนหนึ่งคนใด ในหมู่พวกเรา ปล่อยให้เดือนรอมฎอน ผ่านพ้นไป โดยที่พฤติกรรม และการปฏิบัติของเขา ยังมิได้มีการปรับเปลี่ยน แต่ประการใด คือ พฤติกรรมของเขา ก่อนเดือนรอมฎอน ที่อยู่ในสภาพลบ ในสายตาของสังคม หลังจากเดือนศิริมงคล ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เขาก็ยังคงอยู่สภาพเดิม นั่นคือเขาได้ปล่อยให้เดือนรอมฎอน ผ่านพ้นไป โดยที่เขามิได้รับการอภัยโทษ จากอัลลอฮฺตะอาลา ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า

عن أبي هريرة رضي الله عنه قال : قال رسول الله صلى الله عليه وسلم «رَغِمَ أَنْفُ رَجُلٍ دَخَلَ عَلَيْهِ شَهْرُ رَمَضَانُ ثُمَّ انْسَلَخَ قَبْلَ أَنْ يُغْفَرَ لَهُ» [أخرجه أحمد، والترمذي، وابن حبان في صحيحه]

ความว่า มีรายงานจากอบี ฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า "ความพินาศจงประสบ แก่ชายคนหนึ่ง เมื่อเดือนรอมฎอน ได้มาหาเขา แล้วมันได้ผ่านพ้นไป ก่อนที่เขาจะได้รับการอภัยโทษ (คืออยู่ในสภาพที่ขาดทุน)"  (บันทึกโดย : อะหมัด, อัตติรมิซีย์ และอิบนฺ ฮิบบาน ในหนังสือศ่อเฮี้ยะฮฺของเขา)

ดังนั้น ขอให้เราทุกคน หยุดชั่วขณะหนึ่ง เพื่อพิจารณา และสอบสวนตัวเอง หลังจากได้ปฏิบัติศาสนกิจ หลากหลายมาแล้ว ในเดือนรอมฎอน และขอให้เราทบทวน ตั้งคำถามบางข้อ และตอบด้วยความระมัดระวัง และด้วยความเป็นธรรม ว่า อัลลอฮฺตะอาลา จะทรงรับการถือศีลอด การยืนละหมาด และการงานอื่นๆ ของเรา หรือไม่? ถ้าหากพระองค์ทรงรับ เราจะขอบคุณพระองค์อย่างไร?

เมื่อเดือนรอมฎอน ได้จากเราไปแลัว การถือศีลอด การยืนละหมาด เป็นญะมาอะฮฺ การละหมาดตะรอเวี้ยะฮฺ และการอ่านอัลกุรอานของเรา จะยุติลงด้วยหรือไม่?

คำตอบที่พอจะยึดถือ เป็นบรรทัดฐาน เพื่อที่เราจะได้ปฏิบัติตัว ให้อยู่ในสถานะของการเป็นบ่าว ของอัลลอฮฺตะอาลา อย่างคงเส้นคงวา ก็คือ เป็นสิ่งจำเป็น แก่มุสลิมทุกคน ที่จะต้องทำตัว เป็นบ่าวของอัลลอฮฺตะอาลา ทั้งในทางคำพูด การปฏิบัติ การเคลื่อนไหว ในทุกอิริยาบท และทุกกิจกรรม ในการดำรงชีวิตของเขา และจะต้องติดตาม สำรวจความถูกต้อง ของการกระทำ ตลอดจนความบริสุทธิ์ใจ ในการทำอิบาดะฮฺ เพื่ออัลลอฮฺตะอาลา อย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้อง กับการตั้งความหวังของเขา ที่จะพบกับอัลลอฮฺตะอาลา การจงรักภักดีของมุอฺมิน เสมือนกับน้ำ ที่มีความสำคัญกับปลา และอากาศกับมนุษย์ ดังนั้น การดำรงชีวิตอย่างแท้จริง จะขาดเสียซึ่งความหมายแห่งการศรัทธา ย่อมไม่ได้ ทำไมจึงไม่ได้? ทั้งนี้ ก็เพราะว่าการศรัทธานั้น คือชีวิตของมุสลิม อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสไว ้ในซูเราะฮฺอัลอันอาม อายะฮฺที่ 122 ว่า

﴿ أَوَ مَن كَانَ مَيۡتٗا فَأَحۡيَيۡنَٰهُ وَجَعَلۡنَا لَهُۥ نُورٗا يَمۡشِي بِهِۦ فِي ٱلنَّاسِ كَمَن مَّثَلُهُۥ فِي ٱلظُّلُمَٰتِ لَيۡسَ بِخَارِجٖ مِّنۡهَاۚ ﴾ [الأنعام: ١٢٢] 

ความว่า "และผู้ที่ตายไปแล้ว ต่อมาเราได้ให้เขามีชีวิตฟื้นขึ้นมา และเราได้ให้แสงสว่างแก่เขา เพื่อใช้เดินไปท่ามกลาง ในหมู่มนุษย์ จะมีสภาพเหมือนกันหรือ กับผู้ที่อยู่ในความมืด โดยที่เขาไม่สามารถ จะออกมาจากมันได้?” (อัล-อันอาม 122)

แต่ถ้ามีสิ่งใด มาขัดขวาง หรือปิดกั้น ระหว่างเขา กับการจงรักภักดีพระเจ้าของเขา เขาก็จะเสียใจ และสงสารตัวของเขา แม้กระทั่งจะเป็นการให้อภัยกันได้ หรือเป็นข้อแก้ตัว ที่พอจะรับฟังกันได้ ก็ตาม เมื่อท่านประสงค์ ที่จะรู้จักสถานะของตัวท่าน ก็จงมองดูว่าอัลลอฮฺตะอาลา ได้จัดให้ท่านอยู่ในตำแหน่งใด หมายถึงอยู่ในบุคคลประเภทใด

ชัดด๊าด อิบนฺ เอาสฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวเป็นข้อคิดไว้ว่า  "เมื่อท่านเห็นชายคนนี้ ปฏิบัติกิจกรรมหนึ่ง ที่เป็นการจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺตะอาลา พึงทราบเถิด ว่ายังมีกิจกรรมอื่นๆ ของเขา ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันอีกด้วย และเมื่อท่านเห็นชายคนนี้ ปฏิบัติกิจกรรมหนึ่ง ที่เป็นการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺตะอาลา พึงทราบเถิดว่า ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ของเขา ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันอีกด้วย ทั้งนี้ เพราะการจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺตะอาลา เป็นการบ่งชี้ถึงกิจกรรมอื่น ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันของเขา และการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺตะอาลา ก็เป็นการบ่งชี้ถึงกิจกรรมอื่น ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันของเขาเช่นกัน     

เมื่อเดือนรอมฎอน ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทว่าบทเรียน และคุณประโยชน์ต่างๆ ของมัน ก็ยังคงเหลืออยู่ ให้เรายึดมั่นเป็นแนวทาง ในการดำเนินชีวิตของเรา ต่อไปอีกได้ เพราะเราหารู้ไม่ว่า กิจกรรมต่างๆ ที่เรามุ่งมั่นปฏิบัติตลอดเดือนรอมฎอนนั้น จะเป็นที่โปรดปราน หรือได้การตอบรับ จากอัลลอฮฺตะอาลา หรือไม่?

ขอให้เรามาพิจารณา คำกล่าวของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังต่อไปนี้

«وَاعْلَمُوا أَنَّهُ لَنْ يَدْخَلُ أَحَدُكُمُ الجَنَّةَ بِعَمَلِهِ» ، قَالُوا : وَلا أَنْتَ يَارَسُولَ اللهِ – صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلِّمَ – قَالَ : «وَلا أَنَا ، إِلّا أَنْ يَتَغَمَّدَنِي اللهُ بِرَحْمَتِهِ» [  رواه البخاري ومسلم]

ความว่า "พึงทราบเถิดว่า แท้จริง คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่าน จะไม่ได้เข้าสวรรค์ เพราะการงานของเขา! บรรดาศ่อฮาบะฮฺ ได้กล่าวถาม ขึ้นว่า แม้แต่ท่านกระนั้นหรือ? โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ท่านได้ตอบว่า แม้แต่ตัวฉันเอง!! เว้นแต่อัลลอฮฺจะทรงพิทักษ์รักษาฉัน ด้วยพระเมตตาของพระองค์" (บันทึกโดย : อัลบุคอรีย์และมุสลิม)

ถ้าหากว่า นี่คือสภาพของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วสภาพของเราท่าน จะเป็นอย่างไร? ถ้าเราจะมองดูอย่างผิวเผิน ถึงสภาพของบรรพชน (สะละฟุศศอและฮฺ) จะเป็นที่ประจักษ์ ถึงความหมายดังกล่าว เพราะพวกเขาได้ขยันหมั่นเพียร ในการกระทำอิบาดะฮฺ อย่างสมบูรณ์ครบครัน และด้วยความประณีต หลังจากนั้น พวกเขาก็มีความห่วงใย ต่อการตอบรับ และมีความกลัว ว่าจะไม่ถูกตอบรับ พวกเขาเหล่านั้น คือ

﴿ وَٱلَّذِينَ يُؤۡتُونَ مَآ ءَاتَواْ وَّقُلُوبُهُمۡ وَجِلَةٌ أَنَّهُمۡ إِلَىٰ رَبِّهِمۡ رَٰجِعُونَ ٦٠ ﴾ [المؤمنون: ٦٠] 

ความว่า "บรรดาผู้ปฏิบัติกิจกรรมดีงาม ตามที่พวกเขาให้มา โดยที่จิตใจของพวกเขา เปี่ยมไปด้วยความหวั่นเกรง ว่า พวกเขาจะต้องกลับไป ยังพระผู้อภิบาลของพวกเขา" (อัล-มุอ์มินูน 60)

มีรายงานจากท่านอะลี อิบนฺอะฏอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า "จงเป็นผู้ที่มีความห่วงใย ต่อการตอบรับผลงาน มากยิ่งกว่าการกระทำ ท่านมิได้ยินคำตรัสของอัลลอฮฺตะอาลา ดอกหรือ ที่ว่า

﴿إِنَّمَا يَتَقَبَّلُ ٱللَّهُ مِنَ ٱلۡمُتَّقِينَ ٢٧﴾ [المائ‍دة: ٢٧] 

ความว่า แท้จริงอัลลอฮฺ จะทรงรับผลงาน จากบรรดาผู้ที่มีความยำเกรง เท่านั้น" (5/27)

อุมัร อิบนฺ อับอุลอะซีซ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวในคุฏบะฮฺอีดิ้ลฟิฏร์ ตอนหนึ่งว่า "โอ้มหาชนทั้งหลาย! แท้จริงพวกท่าน ได้ถือศีลอด เพื่ออัลลอฮฺตาอาลา 30 วัน และพวกท่านได้ยืนละหมาด 30 คืน และพวกท่านได้ออกมาพร้อมหน้ากัน เพื่อวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ เพื่อให้พระองค์ทรงตอบรับ การงานของพวกท่าน"

ดังนั้น บางคนในหมู่บรรดาสะลัฟ จะมีใบหน้าที่เศร้าโศก ในวันดีดิ้ลฟิฏรี่ จะมีบางคนถามเขาว่า แท้จริงวันนี้ เป็นวันแห่งความปิติยินดี เป็นวันแห่งความเบิกบานใจ เขาจะกล่าวตอบว่า ถูกต้อง แต่ทว่าฉันเป็นบ่าว นายของฉันใช้ฉันให้ทำงานชนิดหนึ่ง ให้แก่เขา ฉันได้ทำงานนั้น ให้แก่เขา ฉันไม่รู้ว่าเขาจะรับงาน จากฉันหรือไม่?
    
อัลหะซันได้กล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย จงยืดเวลาการละหมาดตะฮัจญุด ให้ล่าออกไป จนกระทั่งก่อนเวลาสะฮูร หลังจากนั้น ก็จงนั่งวิงวอนขอดุอาอฺ ขออภัยโทษ ต่ออัลลอฮฺตะอาลา"

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำให้เป็นซุนนะฮฺ หลังจากการละหมาดทุกๆ เวลา โดยให้กล่าวว่า อัซตัฆฟิรุลลอฮฺ สามครั้ง และอื่นจากนี้ ในการทำอิบาดะฮฺต่างๆ การกระทำเช่นนี้ หากเป็นข้อบ่งชี้ถึงสิ่งใด แท้จริงมันเป็นการบ่งชี้ ว่า จำเป็นแก่ท่านที่จะต้องมีความต่อเนื่อง ในการทำอิบาดะฮฺ กับอัลลอฮฺอยู่เสมอ ในเวลาเดียวกัน ท่านก็ยังมีความกังวลใจ มีความกลัว และกล่าวหาตัวของท่านเอง ว่า ยังมีความบกพร่อง และหย่อนยานในการทำอิบาดะฮฺของท่าน ความรู้สึกเช่นนี้ จะช่วยผลักดันให้ท่านขยันหมั่นเพียร ในการทำอิบาดะฮฺ ให้เรียบร้อย และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สมดังคำกล่าวของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า

  «لَا يَشْبَعُ الْمُؤْمِنُ مِنْ خَيْرٍ يَفْعَلُهُ حَتَّى يَدْخُلَ الْجَنَّةَ» [حَسَنَه الألباني]

ความว่า "คนมุอ์มินนั้นจะไม่อิ่มเอิบ จากการทำความดีของเขา จนกว่าจะได้เข้าสวนสวรรค์" (อัลบานีย์กล่าวว่า เป็นสายสืบที่หะซัน)

ความรู้สึกดังกล่าวนี้ ได้เรียกร้องเชิญชวน ให้เรามาทบทวนการทำอิบาดะฮฺ บางชนิดร่วมกัน และแนะนำซึ่งกันและกัน เพื่อที่เราจะได้มีความใกล้ชิด กับอัลลอฮฺตะอาลา มากยิ่งขึ้น และเพื่อจะเป็นหลักฐาน ให้เกิดร่องรอยแก่เรา ในเดือนมหามงคลนี้ ว่า "พระเจ้าแห่งเดือนรอมฎอน คือพระเจ้าแห่งเดือนอื่นๆ ทั้งปี"

ฉะนั้น หากว่านี่คือสภาพของท่าน ในความบกพร่อง และการทำความผิดต่างๆ ดังนั้น อย่าไปคิดเลย ว่า ท่านจะไม่บกพร่องในการทำอิบาดะฮฺ และแสวงหาความใกล้ชิด กับอัลลอฮฺตะอาลา ในเดือนรอมฎอน หลังจากนั้น ท่านก็หยุดชะงัก หรือล้มเลิกการทำอิบาดะฮฺ ในส่วนที่เหลือของปีนั้น และนั่นคือกิจวัตร หรือประเพณี ของผู้ที่ไม่ชอบจะกระทำความดี

โดยทั่วไปแล้ว ท่านจะเห็นพี่น้องมุสลิม จำนวนมิใช่น้อย ที่พยายามปฏิบัติอิบาดะฮฺ และทำความจงรักภักดี ต่อพระเจ้าของเขา ในเดือนรอมฎอน เช่น การทำละหมาด การถือศีลอด และการละหมาดตะรอเวี๊ยะฮฺ การละหมาดตะฮัจญุด การอ่านอัลกุรอาน และการซิกรุลลอฮฺ จนกระทั่งมัสยิดต่างๆ โดยเฉพาะในเดือนรอมฎอน จะเต็มและแออัด ไปด้วยผู้คนอย่างเนืองแน่น หลังจากนั้น คือ หลังจากเดือนรอมฎอน สิ้นสุดลง พวกเขาก็กลับไปสู่สภาพเดิม คือ ไม่ชอบไปร่วมละหมาดญะมาอะฮฺ ที่มัสยิด และประพฤติปฏิบัติ ในสิ่งที่บัญญัติศาสนาไม่อนุญาตให้กระทำ โดยหารู้ไม่ว่า คนมุอ์มินผู้ศรัทธานั้น จะต้องเปลี่ยนสภาพ จากจงรักภักดีชนิดหนึ่ง ไปสู่การจงรักภักดีอีกชนิดหนึ่ง อยู่เสมอ และจากการอิบาดะฮฺชนิดหนึ่ง ไปสู่การอิบาดะฮฺอีกชนิดหนึ่ง โดยมีเป้าหมายในการนั้น คือคำกล่าวของอัลลอฮฺตะอาลา ที่กล่าวกับบ่าวที่ประเสริฐยิ่งของพระองค์ ที่ว่า

﴿ وَٱعۡبُدۡ رَبَّكَ حَتَّىٰ يَأۡتِيَكَ ٱلۡيَقِينُ ٩٩ ﴾ [الحجر: ٩٩] 

ความว่า "และจงเคารพภักดีพระเจ้าของเจ้า จนกว่าความตายจะมาหาเจ้า" (อัล-หิจญ์รฺ  99)

ถัดไป

หน้าหลัก

มิถุนายน 04, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม