Custom Search

การเนียตถือศีลอด

ถ้าหากเราตื่นมากินซาฮูรแล้ว ลืมเหนียต จนเข้าเวลาซุบอินั้น สามารถถือศิลอดได้หรือไม่ครับ เพราะเราไม่ได้เหนียต แต่เคยมีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า คนที่ตื่อนมากินซาฮูร ก็คือผูที่ตั้งใจจะถือศิลอดแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะลืมเหนียตก็ตาม ถ้างั้นแสดงว่าการเหนียตนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องนึกว่า จะบวดอะไร ฟัรดู หรือสุนัต หรอครับ แล้วการเหนียตที่ถูกต้อง และใช้ได้นั้น ไม่ว่าจะเป็นอิบาดะห์ใดก็ตามนั้น ตามทัศนะที่ถูกต้องแล้ว มีสเตปหรือวิธีการอย่างไรครับ ขอบคุณครับ

ถามโดย เด็กมีปัญหา

الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛

เกี่ยวกับเรื่องนี้ อัลมุตะวัลลีย์ (ร.ฮ.) กล่าวว่า : หากเขา (ผู้ถือศีลอด) ทานอาหารสุโฮร์ เพื่อให้มีกำลังวังชา ในการถือศีลอด หรือตั้งใจไว้ (อัซฺม์) ในตอนหัวค่ำ จะทานอาหารสุโฮร์ในตอนท้าย ของเวลากลางคืน เพื่อให้มีกำลังวังชา ในการถือศีลอด สิ่งนี้ไม่ถือเป็นเหนียต ทั้งนี้ เพราะไม่มีเจตนา ในการเริ่มในการทำอิบาดะฮฺ

และอัรรอฟีอีย์ (ร.ฮ.) กล่าวว่า : อัลกอฎีย์ อบุลมะการิม ได้กล่าวไว้ในตำรา อัลอุดดะฮฺว่า : หากเขากล่าว ในเวลากลางคืนว่า ฉันจะทานอาหารสุโฮร์ เพื่อที่ฉันจะได้มีกำลังวังชา ในการถือศีลอด แค่นี้ไม่เพียงพอ ในการเหนียต และนักวิชาการบางคน ได้ถ่ายทอดจากตำรา “นะวาดิร อัลอะฮฺกาม” ของอบุลอับบาส อัรรูยานีย์ (ร.ฮ.) ว่า : หากเขากล่าวว่า ฉันจะทานอาหาร เพื่อถือศีลอด หรือฉันจะดื่มน้ำ เพื่อดับกระหาย ในเวลากลางวัน หรือฉันจะงดจากการกิน การดื่ม และการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากเกรงว่า แสงอรุณจะปรากฏขึ้น สิ่งดังกล่าว ถือเป็นการเหนียต สำหรับการถือศีลอด

อัรรอฟีอีย์กล่าวว่า : และสิ่งนี้ คือสิ่งที่ถูกต้อง หากการถือศีลอด ผุดขึ้นในใจเขา ตามลักษณะต่างๆ ที่ถูกพิจารณา ทั้งนี้ เป็นเพราะว่า เมื่อเขาทานอาหารสุโฮร์ เพื่อที่จะทำการถือศีลอด อย่างนั้นอย่างนี้ แน่แท้เขามีเจตนามุ่งหมายแล้ว (กิตาบ อัลมัจญ์มูอฺ เล่มที่ 6/314)

ดังนั้น ถ้าผู้ทานอาหารสุโฮร์รู้ตัว และมีสติว่าตนทานอาหารสุโฮร์ เพื่อจะถือ ศีลอดฟัรฎู ในเดือนรอมาฎอน โดยคอยระวังแสงอรุณจะปรากฏ ก็ย่อมถือว่า เขามีเจตนา (เหนียต) ครบถ้วนแล้ว ตามเงื่อนไขนักวิชาการระบุเอาไว้ คือ มีเจตนาที่หัวใจ และมีการระบุเจาะจง คือ การถือศีลอดนั้น เป็นฟัรฎูในเดือนรอมาฎอน และการตั้งเจตนา (เหนียต) นั้น เกิดขึ้นในเวลากลางคืน แต่ถ้าทานอาหารสุโฮร์ โดยไม่ได้มีเงื่อนไขดังกล่าว ที่ว่ามา ประกอบ ก็ถือว่ายังไม่ใช่การเหนียต ดังนั้น จึงต้องพิจารณาว่า ที่ทานอาหารสุโฮร์นั้น มีเจตนาหรือเป้าหมายอย่างไร เป็นสำคัญ มิใช่แค่ถือเอาการทานอาหารสุโฮร์ เป็นหลักเท่านั้น

والله أعلم بالصواب

เสียศิลอด (เอามือแย่ทวารเปิด, ผายลมในน้ำ)

กรณีต่อไปนี้ เสียศิลอดหรือไม่ครับ
1.เอามือแหย่จมูก หู หรืออะไรที่เป็นทวารเปิด
2.การผายลมในน้ำ
ผมสงสัย แล้วก็อยากทราบเหตุผล แล้วมีหลักการ และหลักฐานอย่างไรครับ ว่ามันทำให้เสีย ผมไม่ได้จะมาลองภูมิอาจารย์นะครับ แต่ผมสงสัยจริงๆ ว่า มันทำให้เสียอย่างไร ขอบเขตการเอาสิ่งใด เข้าไปในทวารเปิดนั้น ลึกเท่าใดถึงจะเสีย

ถามโดย - ขี้สงสัย

الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛

1) เอามือแหย่จมูก หู หรืออะไรที่เป็นทวารเปิด เช่นปาก เป็นต้น ถือว่าไม่เสียศีลอด เนื่องจากมือ (น่าจะเป็นนิ้ว เสียมากกว่านะ) ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าขอบเขตภายใน ของอวัยวะดังกล่าว กล่าวคือ หู ก็คือสมอง ปากก็คือเลยลำคอไป จมูกก็คือ ส่วนในของโพรงจมูก สังเกตได้ว่า ไม่ห้ามผู้ถือศีลอดสีฟัน (แปรงฟัน) ซึ่งต้องนำเอาแปรงสีฟัน เข้าไปในปาก และไม่ห้ามสูดน้ำเข้าจมูก สำหรับผู้อาบน้ำละหมาด ในขณะที่ถือศีลอด ทั้งนี้ เนื่องจากแปรงสีฟัน และน้ำที่สูดเข้าจมูก ไม่ได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะ ส่วนภายในนั่นเอง

2) การผายลม (ตด) ในน้ำนั้น ถ้าหากมั่นใจว่า ผายลมแล้ว น้ำเข้าสู่ภายในทวารหนัก ก็ถือว่าเสีย แต่ถ้าไม่มั่นใจ หรือสงสัย ก็ไม่เสียศีลอด ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า เวลาเราผายลมในน้ำนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่า จะมีน้ำเข้าสู่ทวารหนัก เท่าที่รู้ ยังไม่เคยมีการพิสูจน์กันจริงๆ ได้แต่ว่ากันเท่านั้น และเรื่องนี้ ก็จะเกิดขึ้น กับคนที่อาบน้ำในคลอง หรือในบ่อเสียมากกว่า (หรือไม่ก็ลงอ่าง) ซึ่งในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ เลิกอาบน้ำคลอง หรือน้ำบ่อกันไปมากแล้ว นิยมอาบน้ำในห้องน้ำกันมากกว่า ซึ่งกรณีการอาบน้ำ ในห้องน้ำนี้ ก็คงเป็นเรื่องยาก ที่จะมีน้ำเข้าสู่ทวารหนัก ในขณะมีการผายลม เพราะไม่มีแรงอัด เหมือนกับกรณีแช่ตัวอยู่ในคลอง หรือบ่อ แล้วผายลม

เอาเป็นว่า คุณลองพิสูจน์เรื่องตดในน้ำดูก่อน ว่า มันมีผลอย่างไรทางวิทยาศาสตร์ แล้วค่อยว่ากันอีกที่ จะดีมั๊ย เพราะคำถามนี้ได้ยินมา ตั้งแต่ผมยังแก้ผ้า โดดน้ำในบ่อที่บ้าน แต่ก็ยังไม่เคยพิสูจน์ อย่างจริงจังเสียที!

والله أعلم بالصواب

 

ลืมเนียตบวชตอนกลางคืน

- ลืมเนียตถือศีลอดตอนกลางคืน มานึกได้ตอนกำลังอาซานซุบฮฺ เลยเนียตตอนนั้น การถือศีลอดวันนั้น จะใช้ได้หรือเปล่า? และถ้าหากลืม จนกระทั่งละศิลอดของวันนั้น แล้วพึ่งจะมากนึกได้ จะใช้ได้หรือไม่ ? ซึ่งในวันที่ลืมดังกล่าวนั้น ก็ขึ้นมากินอาหารซะโฮรฺเหมือนวันอื่นๆ

- อีกข้อนะครับ ทานอาหารซะโฮรฺจนกระทั่งเสร็จ แล้วเราก็เปิดวิทยุ ปรากฎว่าทางสถานีเปิดเสียงอาซาน ถึง อัซฮาดุอัลลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ..... นึกย้อนกับไปแสดงว่า เราน่าจะกินน้ำอยู่ในช่วงที่เริ่มต้นอาซานแล้ว อย่างนี้การถือศีลอดของเรา จะใช้ได้หรือปล่าว?

ทั้ง 2 ข้อ เป็นการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน

ญ่าซากุมุลลอฮุค็อยรอน

ถามโดย - ไม่สบายใจ

وعليكم السلام ورحمة الله و بركاته
الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛

ข้อแรกที่ถามมาข้อความ ระบุว่า “ในวันที่ลืมเหนียตนั้น ได้ขึ้นมาทานอาหารสุโฮรฺ เหมือนวันอื่นๆ” ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า การทานอาหารสุโฮรฺ เข้าข่ายว่าเป็นการมีเหนียต ในการถือศีลอดหรือไม่ ? อิหม่าม อัลมุตะวัลลีย์ (ร.ฮ) ถือว่า ไม่ใช่การเหนียต แต่อิหม่ามอัรฺรอฟิอีย์ (ร.ฮ) ระบุว่า ถือเป็นเหนียต ซึ่งท่านบอกว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง (กิตาบอัลมัจญ์มุอฺ ชัรฮุลมุฮัซซับ เล่มที่ 6 หน้า 314)

ดังนั้น ถ้าถือตามความเห็นของอิหม่าม อัรรอฟิอีย์ (ร.ฮ) ก็ถือว่า คุณมีเหนียตในการถือศีลอดแล้ว ตั้งแต่ตอนทานอาหารสุโฮรฺ

ส่วนข้อที่ 2 นั้น เข้าข่ายว่าสงสัย (ชักกฺ) ในการเข้าเวลาการถือศีลอด ในกรณีนี้ ถือว่าไม่เสียศีลอด เพราะถือตามหลักเดิมที่ว่า กลางคืนยังคงอยู่ การถือศีลอดของคุณจึงใช้ได้ เพราะการคาดคะเนของคุณ ในเรื่องเสียงอะซานนั้น เป็นการสงสัย ไม่ใช่เป็นการเข้าใจผิด กับข้อเท็จจริงแต่อย่างใด!

والله أعلم بالصواب

 

เหนียตบวช (การเนียตว่า "พรุ่งนี้" "รุ่งขึ้น")

ผู้รู้ครับขอถามปัญหาหน่อยครับ เกี่ยวกับการเหนียตบวช คือว่าอย่างนี้ครับ เราจะเนียตอย่างไร หากเราจะเนียตตอน ตี 4 เนียตว่าข้าพเจ้าถือศีลอดในวันพรุงนี้ ใช้ได้หรือเปล่าครับ เพราะว่าตี4 เป็นเวลาของวันนั้นแล้ว เหมือนกันไหมกับการเนียตในเวลา ละหมาดอีซาเสร็จ อาจารย์ช่วยบอกคำเหนียตด้วยนะครับ พร้อมกับบอกด้วยว่าเวลานี้ควรเนียตอย่างไร เช่น ตืนขึ้นมาตอนตี4 แล้วเนียตแบบไหน หากจะเนียตก่อนนอนต้องเนียตอย่างไร

ถามโดย - ผู้สงสัย ที่ตองการรู้

وعليكم السلام ورحمة الله و بركاته
والحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛

การบวชมี 2 ชนิดคือ บวชสุนัตกับบวชฟัรฎู ถ้าเป็นบวชสุนัต ก็อนุโลมให้เหนียตได้ จนถึงเวลาก่อนตะวันคล้อย ไม่จำเป็นต้องบวช ในช่วงเวลากลางคืน แต่มีเงื่อนไขว่า นับแต่แสงอรุณจริงขึ้นนั้น จะต้องไม่กระทำสิ่งที่ทำให้เสียบวช เช่น กินหรือดื่ม เป็นต้น เช่น ตื่นมาละหมาดซุบฮิ แต่ยังไม่ได้เหนียต ก็ให้เหนียตได้ ถึงแม้ว่าจะเข้าเวลากลางวัน (แสงอรุณจริงขึ้นไปแล้ว) ก็ตาม แต่จะต้องไม่เลย ไปถึงช่วงตะวันคล้อย ตามทัศนะที่ถูกต้อง นี่เป็นการเหนียตบวชสุนัต ส่วนการบวชฟัรฎูเช่น บวชนะซัร บวชกอฎอร่อม่าฎอน หรือบวช ในเดือนร่อมาฎอน กรณีนี้ จำเป็นต้องเหนียต ในเวลากลางคืนเท่านั้น ซึ่งเวลากลางคืนที่ว่านี้ ก็คือ นับตั้งแต่หลังดวงอาทิตย์ ลับขอบฟ้า เรื่อยไปจนถึงก่อนแสงอรุณจริงขึ้น ดังนั้น ถ้าผู้ที่จะบวชเหนียตถือบวช นับตั้งแต่เวลาหลังมัฆริบ ก็ถือว่า มีเหนียตในเวลากลางคืนแล้ว ถ้าเหนียตตอนตี 4 ซึ่งเป็นเวลาก่อนแสงอรุณขึ้น ยังเป็นเวลากลางคืนอยู่ ก็ถือว่ามีเหนียต ในเวลากลางคืนเช่นกัน

ประเด็นที่ถามถึง จึงน่าจะเป็นศัพท์แสง ที่ใช้คือคำว่า “พรุ่งนี้” ถ้าเหนียตตอนหลังอิชาอฺ ก็น่าจะใช่ เพราะว่ายังไม่เข้าวันใหม่ คือยังคงเป็นวันนี้อยู่ แต่ถ้าเหนียตตอนตี 4 ซึ่งเป็นเวลาหลังเที่ยงคืนไปแล้ว จะเหนียตว่า พรุ่งนี้ได้อย่างไร เพราะจริงๆ มันเป็นวันนี้แล้ว นี่เป็นสิ่งที่ชวนให้น่าคิด แต่ถ้าคิดดีๆ การเหนียตในเวลาหลังอิชาอฺ ก็ต้องถือว่า เป็นการเหนียตถือบวชในวันนี้เช่นกัน เพราะตามคติการนับวัน ตามแบบอิสลาม ถือว่าเมื่อดวงตะวันลับขอบฟ้าแล้ว ก็เข้าวันใหม่แล้ว เพราะกลางคืนมาก่อนกลางวัน เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนช่างคิด ชอบตั้งแง่ เพราะถ้าเถรตรง ช่วงที่ว่า ก็คงต้องเหนียต ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ตกดิน เพราะเมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน วันพรุ่งนี้ หรือวันใหม่ ก็มาถึงแล้ว ตกลงจะเอาอย่างไรดี ทั้ง ๆ ที่หลักการบอกว่า ต้องเหนียตในเวลากลางคืน มิใช่เหนียตในเวลากลางวัน

จึงได้ข้อสรุปว่า คำว่าพรุ่งนี้ ก็หมายถึง วันรุ่งขึ้น คือวันที่มีรุ่งอรุณปรากฏขึ้นนั่นแหล่ะ คือวันพรุ่งนี้ ตามจารีตทางภาษาที่ใช้กัน ฉะนั้น จะเหนียตในเวลาหลังอิชาอฺ หรือตอนตี 4 ก็มีค่าเท่ากัน เพราะรุ่งอรุณยังไม่ปรากฏ วันพรุ่งนี้ ก็ยังไม่มาถึง จึงให้เหนียตว่า ข้าพเจ้าถือศีลอดฟัรฎูร่อมาฎอน ของปีนี้ ในวันรุ่งขึ้นเป็นฟัรฎูเหนือข้าพเจ้า ลิลลาฮิตะอาลา นี่เป็นคำเหนียต แต่มิใช่การเหนียต การเหนียตอยู่ที่ใจ คือ รู้ตัว มีสติว่า จะทำอะไร คือจะบวช บวชอะไร บวชฟัรฎู ฟัรฎูอะไร ฟัรฎูในเดือนร่อมาฎอน คือ มีองค์ประกอบในการเหนียต (ตั้งใจ) ครบก็ถือว่าเหนียตใช้ได้แล้ว เรื่องก็มีอยู่แค่นี้แหล่ะ อย่าได้ไปเก็บประเด็น ของคนคิดมาก แต่คิดไม่ถี่ถ้วนมาเป็นสาระเลย เคยได้ยินผู้รู้ประเภทนี้ วิพากษ์วิจารณ์คำว่า พรุ่งนี้ มาเหมือนกัน วิจารณ์ไปวิจารณ์มา ก็ตกม้าตายอยู่ดี!

والله أعلم بالصواب

www.alisuasaming.com

หน้าหลัก

พฤษภาคม 20, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงาน   www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม