Custom Search

ซากาตขาดบวช

อัสสลามมุอลัยกุมค่ะ

มีมุสลิมคนหนึ่ง เขาไม่สามารถที่จะบวชได้ ในเดือนรอมฎอน ทั้งเดือนเลย เพราะเขาต้องกินยา ตามหมอสั่งสามเวลา เพื่อคุมโรคของเขา เขาจะต้องจ่ายข้าวสารฟิตเราะฮ์ ขาดบวชทั้งเดือน แล้วเขาจะต้องจ่ายซากาต ที่จำเป็นสำหรับตัวเขา ในเดือนบวช (ซึ่งจำเป็นเหนือมุสลิมทุกคน) อีกหรือเปล่าค่ะ ซึ่งเท่ากับเขาจะต้องจ่าย สองอย่างเลย ใช่ใหม แล้วที่ต่างประเทศ ประชาชนมีพอกินกันอยู่แล้ว เราอยากจะส่งเป็นเงิน (ไม่ใข่ข้าว) ไปจ่ายเป็นซากาต ที่ประเทศไทยจะได้ใหม

วัสสลาม

ถามโดย - มุสลิมะฮ์ทางไกล

الحمدلله الذىهدانالهذاوماكنالنهتدى
لولاأن هداناالله ، وأفضل الصلاة وأتم التسليم على رسول الله وبعد ؛

กรณีของผู้ป่วย ที่ไม่สามารถถือศีลอดได้ในเดือนรอมาฎอน เพราะต้องกินยาตามหมอสั่ง สามเวลา เพื่อคุมโรคนั้น ศาสนาอนุโลมให้ ไม่ต้องถือศีลอด ทั้งนี้ หมอที่เป็นเจ้าของไข้ดังกล่าว ต้องเป็นหมอที่มีความชำนาญเฉพาะทาง และยืนยันว่า ผู้ป่วยต้องรับประทานยาตามเวลา ที่กำหนด ถ้าหากไม่กินยาตามเวลา อาจจะทำให้อาการของโรค กำเริบรุนแรง หรือหายป่วยช้าออกไป ก็ถือว่า อยู่ในข่ายของผู้ที่ศาสนาอนุโลมให้ ไม่ต้องถือศีลอด ถือตามพระดำรัสที่ว่า

وَمَنْ كَانَ مَرِيْضًااَوْعَلی سَفَرٍفَعِدَّةٌ مِنْ أَيَّامٍ أُخَرَ الآية

"และผู้ใดเจ็บป่วยหรืออยู่บนการเดินทาง ก็ (ให้ถือศีลอดชดใช้) ตามจำนวน (ที่ขาดไป) จากวันเวลาอื่น (นอกรอมาฎอน)"

ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยหายจากอาการป่วย หรือมีอาการดีขึ้นแล้ว ก็จำเป็นที่ผู้ป่วยต้องถือศีลอดชดใช้ (قَضَاءٌ) ตามจำนวนวันที่ขาดไป ในช่วงเวลาอื่นที่พ้นรอมาฎอนแล้ว (ดูฟิกฮุซซิยาม ; ดร.ยูซุฟ อัลก็อรฺฎอวีย์ หน้า 56,57 เพิ่มเติม) ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่า การถือศีลอดชดใช้นั้น จะต้องเกิดขึ้นก่อนเข้าสู่รอมาฎอน ในปีถัดไป ถ้าหากสามารถถือศีลอดได้แล้ว กลับไม่ถือ เพราะเพิกเฉยจนเข้าสู่รอมฎอนถัดไป ถือว่าผู้นั้นมีบาป และจำเป็นต้องเสียฟิดยะฮฺ (ค่าปรับ) ควบคู่กับการถือศีลอดชดใช้นั้นด้วย

ฟิดยะฮฺคือการออกอาหารหลัก ในแต่ละวัน ตามจำนวนที่ขาดไป เป็นจำนวน 1 มุดฺ (ประมาณ 600 กรัม) ส่วนถ้าหากยังมีอุปสรรค อย่างต่อเนื่อง เช่น ยังคงป่วย และมีความจำเป็นต้องกินยา ตามคำสั่งของหมอ โดยตลอด จนกระทั่งเข้าสู่รอมาฎอนถัดไป ก็จำเป็นต้องชดใช้ (قَضَاءٌ) เพียงอย่างเดียว และไม่จำเป็นต้องออกฟิดยะฮฺ แต่อย่างใด (อัลฟิกฮุลมันฮะญีย์ เล่มที่ 2 หน้า 92) ส่วนกรณีของผู้ป่วยเรื้อรัง ไม่หวังหาย และไม่สามารถถือศีลอดได้ ก็ให้ออกฟิดยะฮฺ ตามจำนวนวันที่ขาดไป และไม่จำเป็นต้องถือศีลอดชดใช้ เพราะไม่สามารถถือศีลอดได้ แต่เดิมอยู่แล้ว (อ้างแล้ว 2/94)

ส่วนกรณีการจ่ายซะกาตนั้นจริง ๆ แล้ว ไม่ได้จำเป็นจะต้องจ่าย ในเดือนรอมาฎอน เป็นการเฉพาะ ขึ้นอยู่กับว่า ระยะเวลาในการครอบครองกรรมสิทธิ ในทรัพย์สินนั้น ครบรอบหนึ่งปี เมื่อใด แต่ถ้าหากครบรอบปีพอดี ในเดือนรอมาฎอน ก็จำเป็นต้องจ่ายซะกาตทรัพย์สินนั้น เมื่อจำนวนทรัพย์สิน ถึงเพดานพิกัด ที่ศาสนากำหนดเอาไว้ (คือตีค่าสกุลเงิน จากทองคำ จำนวนประมาณ 6 บาท) ในกรณีเช่นนี้ ก็เป็นไปได้ว่า ต้องจ่ายฟิดยะฮฺ (ค่าปรับ) และซะกาตทรัพย์สิน ทั้งสองอย่าง และถ้าหากผู้นั้น มีชีวิตอยู่จนถึงตะวันตกดิน ของวันสุดท้ายจากเดือนรอมาฎอน ก็จำเป็นต้องจ่ายซะกาตฟิตร์ อีกกรณีหนึ่งด้วย โดยจ่ายเป็นอาหารหลักของเมือง ๆ นั้น เป็นจำนวน 1 ซออฺ ราว ๆ 2,751 กรัม (เกือบ ๆ 3 กิโลกรัม) หรือจะตีค่าเป็นเงินก็ได้ ตามทัศนะของฝ่ายฮะนะฟียะฮฺ (อัลฟิกฮุ้ล – มันฮะญี่ย์ เล่มที่ 1/229,230)


ส่วนกรณีการเคลื่อนย้ายซะกาต ไปยังเมืองอื่นนั้น เช่น ส่งเงินซะกาตจากเนเธอร์แลนด์ หรือเยอรมัน มายังประเทศไทยนั้น นักวิชาการฟิกฮฺ (นักนิติศาสตร์) เห็นพ้องว่า อนุญาตให้ย้ายซะกาต ไปยังผู้มีสิทธิรับซะกาต จากเมืองหนึ่ง ไปยังอีกเมืองหนึ่งได้ แต่มีข้อแม้ว่า ผู้คนในเมืองที่วาญิบ ต้องออกซะกาตนั้น มีความพอเพียง หรือพ้นสภาพจากผู้มีสิทธิรับซะกาตแล้ว แต่ถ้าพลเมืองในเมืองนั้น ยังมีผู้มีสิทธิรับซะกาตอยู่ ก็มีหะดีษระบุชัดเจน ว่า ซะกาตของแต่ละเมืองนั้น จะถูกแจกจ่าย แก่บรรดาผู้ยากจน ที่เป็นพลเมืองนั้น และซะกาตนั้น จะไม่ถูกย้ายไปยังเมืองอื่น


นักวิชาการฝ่ายฮะนะฟีย์ ระบุว่า การเคลื่อนย้ายซะกาต เป็นสิ่งที่ไม่บังควรกระทำ (มักรูฮฺ) ยกเว้นเคลื่อนย้ายซะกาต ไปยังบรรดาญาติ ที่มีความต้องการ เพราะมีการเชื่อมสัมพันธ์ ทางเครือญาติ ในกรณีดังกล่าว หรือยังกลุ่มชน ที่มีความต้องการ มากกว่าผู้คน ในบ้านเมืองของตน หรือการเคลื่อนย้ายนั้น เป็นประโยชน์สูงสุด สำหรับชาวมุสลิม หรือเป็นการเคลื่อนย้าย จากดินแดนที่ก่อสงครามกับรัฐอิสลาม ไปยังดินแดนอิสลาม หรือยังผู้แสวงหาความรู้ หรือซะกาตนั้น เป็นการรีบจ่ายก่อนครบรอบปี ทุกกรณีที่กล่าวมานี้ ถือว่าไม่มักรูฮฺแต่อย่างใด ในการเคลื่อนย้ายซะกาต

ท่านอิบนุกุดามะฮฺ (ร.ฮ.)ระบุว่า : ถ้าหากผู้จ่ายซะกาต กระทำค้านกับเงื่อนไขที่ว่ามา และเคลื่อนย้ายซะกาตของตน ก็ถือว่าใช้ได้ ตามคำกล่าวของนักวิชาการส่วนมาก (ฟิกฮุซซุนนะฮฺ ; ซัยยิดซาบิก 1/476-478) อนึ่งซะกาตที่ว่านี้ คือ ซะกาตทรัพย์สิน ส่วนซะกาตฟิตร์นั้น ต้องจ่าย ในถิ่นที่ผู้นั้นอาศัยอยู่ เท่านั้น และคำว่า "ซะกาตขาดบวช" นั้น ไม่ปรากฏในคำศัพท์เทคนิคทางนิติศาสตร์ (اَلإِصْطِِلاَحُ) แต่อย่างใด เข้าใจว่าผู้ถามคงหมายถึง ฟิดยะฮฺ (ค่าปรับ,ค่าชดใช้,ค่าไถ่) อันเนื่องมาจากขาดการถือศีลอด ในช่วงเดือนร่อมาฎอน ด้วยเหตุของอุปสรรคดังรายละเอียด ที่กล่าวมาแล้ว

(วัลลอฮุอะอฺลัม)

หน้าหลัก

พฤษภาคม 19, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่าน   www.facebook.com/hasem.piwdee

 

จำนวนผู้เข้าชม