Custom Search

มาแก้ศิยาม (ละศีลอด) ตามสุนนะฮฺกันเถอะ


Assalamu alaikum - Peace be upon you

1. ความหมายที่เกี่ยวข้อง

“อิฟฏอร” แปลว่าทานอาหารเช้า หรือแก้ศิยาม
“ฟิฏร่น” มีความหมายตรงข้ามกับศิยาม (อยู่ในสภาพที่ไม่ได้ถือศิยาม) และคนที่อยู่ในสภาพที่ไม่ได้ถือศิยามเรียกว่า “มุฟฏิร”
สิ่งที่ทำให้ศิยามเป็นโมฆะและใช้ไม่ได้ เรียกว่า “มุฟัตฏิรอต”
“ฟะฏูร” แปลสิ่งที่ใช้ทานเป็นอาหารเช้า หรือสิ่งที่ใช้ทานเพื่อแก้ศิยาม ส่วน “ฟุฏูร” แปลว่าพฤติกรรมการทานอาหารเช้าหรือแก้ศิยาม
“ตัฟฏีร” แปลว่าให้ทานอาหารเช้า หรือให้ทานแก้ศิยาม (ลิสาน อัลอะร็อบ, เล่ม 10 หน้า 288, อัสศิหาหฺ, เล่ม 2 หน้า 781)

2. จะแก้ศิยามเมื่อใด ถึงจะถูกสุนนะฮฺ?

อัลลอฮฺทรงตรัส ความว่า “เสร็จแล้วพวกเจ้า ก็จงถือศิยาม ให้ครบสมบูรณ์ จนถึงเวลาพลบค่ำ” (อัลบะเกาะเราะฮฺ, 187)

อัตเฏาะบะรีย์ กล่าวว่า อัลลอฮฺทรงกล่าวถึงขอบเขต ของเวลาศิยามว่า จะไปสิ้นสุดยามที่กลางคืนมาถึง ดังนั้น จึงแสดงว่า ไม่มีการศิยามในเวลากลางคืน” (ญามิอุลบะยานฟีตะวีลอายิลกุรอาน, เล่ม 3 หน้า 532)

อัลกุรฏุบีย์ กล่าวว่า “เป็นคำสั่งที่มีความหมายว่า วาญิบโดยปราศจากความขัดแย้ง และ (เป็นคำสั่งให้ถือศิยาม) จนถึงจุดสิ้นสุด ดังนั้น พระองค์จึงทรงตั้งเงื่อนไข ให้ถือศิยามจนครบสมบูรณ์ จนแน่ชัดว่า เวลากลางคืน ได้มาถึงแล้ว (จึงอนุญาตให้แก้ได้)”  (อัลญามิอฺลิอะหฺกามอัลกุรอาน, เล่ม 2 หน้า 327)

อิบนุกะษีร กล่าวว่า “จำเป็นต้องแก้ศิยาม เมื่อตะวันลับขอบฟ้า ทั้งด้านหุกม และด้านชะริอะฮฺ” (ตัฟสีรอัลกุรอานอัลอะซีม, เล่ม 1 หน้า 322)

อุมัร บิน อัลค็อตฏอบ เล่าว่า ฉันได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวความว่า “”  (หมายความว่า เวลาสำหรับการศิยาม ได้สิ้นสุดลงแล้ว) (เศาะหีหฺอัลบุคอรีย์, เลขที่ 1954, เศาะหีหฺมุสล เมื่อกลางคืน (เวลาพลบค่ำ) ได้ย่างกรายเข้ามาจาก ที่นี่ (ทิศตะวันออก) และเวลากลางวัน ก็ได้คล้อยหลัง ไปจากที่นี่ (ทิศตะวันตก) และดวงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไปแล้ว ดังนั้น แท้จริง (เท่ากับว่า) ผู้ถือศิยาม ได้แก้ศิยามแล้ว เลขที่ 1100)

อัลค็อตฏอบีย์ กล่าวว่า “คำว่า (ผู้ถือสิยามได้แก้ศิยามแล้ว) หมายถึง ผู้ถือศิยามกลายเป็นคนที่อยู่ในสภาพ (หุกม) ของผู้ที่แก้ศิยามแล้ว ถึงแม้ว่า เขาจะยังไม่ทานสิ่งใด เพื่อแก้ศิยามก็ตาม” และบางคนตีความว่า “หมายถึงเวลาสำหรับแก้ศิยาม ได้มาถึงแล้ว และได้เวลาที่เขาจะต้องแก้ศิยามแล้ว” (มะอาลิม อัสสุนัน, เล่ม 3 หน้า 234)

อิบนุ ลมุลักกิน กล่าวว่า “สิ่งที่ได้ประโยชน์จากหะดีษนี้ คือ การชี้แจงเกี่ยวกับเวลา สำหรับถือศิยาม และการกำหนดขอบเขตของมัน และเป็นการตอบโต้ ชาวคัมภีร์และกลุ่มชีอะฮฺ ที่กล่าวว่า “ไม่อนุญาตให้แก้ศิยาม จนกว่าดวงดาวจะปรากฏบนฟากฟ้า และแท้จริงคำสั่งของชะริอะฮฺนั้น เป็นสิ่งที่ล้ำลึก กว่าความรู้สึก หรือประสาทสัมผัสทั้งห้า และแท้จริงสติปัญญา ไม่สามารถมีบทบาท เหนือชะรีอะฮฺ แต่ทว่าชะริอะฮฺต่างหาก ที่ต้องมีบทบาทเหนือสติปัญญา โดยที่ชะริอะฮฺถือว่า การเข้าเวลากลางคืน เป็นเวลาแก้ศิยาม” (อัลอิอฺลามบิฟะวาอิดอุมดะตุลอะหฺกาม, เล่ม 3 หน้า 316)

อับดุลลอฮฺ บิน อบีเอาฟา เล่าว่า “พวกเราเคยเดินทาง กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในการเดินทางครั้งหนึ่ง ซึ่งท่านอยู่ในสภาพที่ศิยาม พอตะวันลับขอบฟ้าลง ท่านก็กล่าวแก่บางคนในกลุ่ม ว่า “โอ้ท่านจงลุกขึ้น แล้วจงนำแป้งไปผสมกับน้ำ หรือนม และคนให้เข้ากัน” ชายคนนั้นตอบว่า “กลางวันยังมีอยู่” ท่านตอบว่า “จงลงไป แล้วนำแป้งไปผสมกับน้ำ หรือนม และคนให้เข้ากัน” ชายคนนั้นกล่าวอีกว่า “โอ้ท่านรสุลุลลอฮฺ ถ้าท่านรอให้สาย อีกสักหน่อย” ท่าน (ยังคง) ตอบว่า “จงลงไป แล้วนำแป้งไปผสมกับน้ำ หรือนม และคนให้เข้ากัน” ชายคนนั้นตอบว่า “กลางวันยังมีอยู่” ท่านตอบว่า “จงลงไป แล้วนำแป้งไปผสมกับน้ำ หรือนม และคนให้เข้ากัน” ดังนั้น ชายคนนั้น จึงลงจากหลังม้า และทำการผสมแป้งกับน้ำ หรือนม และคนให้เข้ากัน สำหรับ (เป็นอาหารแก้ศิยามของ) พวกเขา ดังนั้น นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงดื่มมัน และกล่าวความว่า

“เมื่อ พวกเจ้าเห็นกลางคืน (เวลาพลบค่ำ) ได้ย่างกรายเข้ามาจากที่นี่ (ทิศตะวันออก) แท้จริง (เท่ากับว่า) ผู้ถือสิยามได้แก้ศิยามแล้ว” (เศาะหีหฺอัลบุคอรีย์, เลขที่ 1955, เศาะหีหฺมุสลิม, เลขที่ 1101)

อันนะวะวีย์ กล่าวว่า “ความหมายของหะดีษ คือ ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาเศาะ หาบะฮฺ กำลังอยู่ในระหว่างการศิยาม และเป็นการศิยามในเดือนรอมฎอน ดังนั้น พอดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าลง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้สั่งให้เขานำแป้ง ไปผสมกับน้ำ หรือนม และคนให้เข้ากัน เพื่อแก้ศิยาม แต่ผู้ถูกสั่งเห็นว่า ร่องรอยแห่งแสงสว่าง และแสงสีเหลือง หลังดวงอาทิตย์ ยังมีอยู่ จึงคิดว่า ยังไม่อนุญาตให้แก้ศิยาม จนกว่าแสงสว่างเหล่านั้น จะจางหายไปเสียก่อน และการทวนคำพูดของเขา เพื่อให้ท่านนบีทบทวนคำสั่ง เนื่องเพราะเขาเชื่อว่า มันยังเป็นเวลากลางวัน ที่ยังไม่อนุญาตให้กิน พร้อมกับมีความเป็นไปได้ว่า ท่านนบี ยังไม่ได้สังเกต ถึงแสงสว่างดังกล่าว อย่างรอบคอบ ดังนั้น เขาจึงอยากจะประกาศให้ทราบว่า แสงสว่างของกลางวันยังมีอยู่”  (ชัรหฺเศาะหีหฺมุสิลม, เล่ม 8 หน้า 218)

อิบนุหะญัร กล่าวว่า “ในหะดีษนี้ ส่งเสริมให้รีบแก้ศิยาม และเมื่อใดที่แน่ใจว่า ดวงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าลงแล้ว ก็อนุญาตให้แก้ศิยาม ทันที”  (ฟัตหุลบารีย์, เล่ม 4 หน้า 197)

อิบนุอับดิลบัรร กล่าวว่า “ส่วนหนึ่งของสุนนะฮฺ คือรีบเร่งแก้ศิยาม และทานสะหูรให้ล่าช้า และการรีบเร่งแก้ศิยาม จะทำได้ ก็ต่อเมื่อแน่ใจว่า ดวงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าลง แล้ว และไม่อนุญาตให้ผู้ใดแก็ศิยาม ในขณะที่ตัวเอง ไม่แน่ใจว่าดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ลงหรือยัง”  (อัตตัมฮีด, เล่ม 21 หน้า 98)

อิบุหะญัร กล่าวว่า “ส่วนหนึ่งของอุตริกรรม ที่น่ารังเกียจ คือสิ่งที่ได้สร้างขึ้นในสมัยนี้ ด้วยการอาซานครั้งที่สอง ในเดือนรอมฎอน ก่อนเข้าเวลาฟะญัร ประมาณ 20 นาที โดยผู้ที่กระทำการดังกล่าว อ้างว่าเป็นการเพื่อเป็นการระมัดระวังในการอิบาดะฮฺ และจนกลายเป็นว่า จะไม่ทำการอาซาน นอกจากหลังจากที่ดวงอาทิตย์ ลับขอบฟ้าลงแล้ว ในระดับที่พวกเขาอ้างว่า เพื่อความแน่นอนของเวลา พวกเขาได้ล่าช้า ในการแก้ศิยาม และรีบเร่งในการทานสะหูร และพวกเขาได้ปฏิบัติที่ค้านกับสุนนะฮฺ...” (ฟัตหุลบารีย์, เล่ม 4 หน้า 199)

3. ทำไมจึงส่งเสริมให้รีบแก้ศิยามทันทีที่พลบค่ำ

ก. การรีบเร่งแก้ศิยามทำให้เกิดความดี

สะฮฺล บินสะอีด เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวความว่า “มนุษย์ จะยังคงอยู่ในความดี (มีสุขภาพดี) ตราบใดที่พวกเขา รีบเร่งในการแก้ศียาม” (เศาะหีหฺอัลบุคอรีย์, เลขที่ 1957, เศาะหีหฺมุสลิม, เลขที่ 2513)

อัลมะฮฺลับ กล่าวว่า “เหตุที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวะสัลลัม กระตุ้นให้รีบเร่งแก้ศิยามนั้น เพื่อไม่ให้มีการเพิ่มเติมส่วนหนึ่ง ของเวลากลางคืน เข้าไปในเวลากลางวัน เพราะจะกลายเป็นการเพิ่มเติม ในส่วนที่อัลลอฮฺได้ทรงบังคับไว้ และเนื่องเพราะการรีบเร่งแก้ศิยามนั้น เป็นการกรุณาอย่างยิ่ง ต่อผู้ศิยาม และ ทำให้เขามีแรง สำหรับศิยามต่อไป” (ชัรหฺอิบนุบัตฏอลอะลาเศาะหีหฺอัลบุคอรีย์, เล่ม 4 หน้า 104)

ถัดไป

หน้าหลัก

พฤษภาคม 15, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่าน www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม