Custom Search

รายชื่อคณะกรรมการราษฎร
หรือ
รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดแรกของไทย 

  ๑    นายพลเรือตรีพระยาปรีชาชลยุทธ ( วัน จารุภา )
  ๒    มหาอำมาตย์ตรี พระยาศรีวิสารวาจา ( เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล )
  ๓    นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ( พจน์ พหลโยธิน )
  ๔    นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช ( เทพ พันธุมเสน )
  ๕    นายพันเอก พระยาฤทธิอัคเณย์ ( สละ เอมะสิริ )
  ๖    อำมาตย์เอก พระยาประมวญวิชาพูล ( วงศ์ บุญหลง )
  ๗    นายพันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ์ ( วัน ชูถิ่น )
  ๘    นายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม ( แปลก พิบูลสงคราม )
  ๙    นาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย ( สินธุ์ กมลนาวิน )
  ๑๐   อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ( ปรีดี พนมยงค์ )
  ๑๑   รองอำมาตย์เอก หลวงเดชสหกรณ์ ( หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ )
  ๑๒   รองอำมาตย์เอก ตั้ว พลานุกรม
  ๑๓   รองอำมาตย์เอก ประยูร ภมรมนตรี
๑๔ นายแนบ พหลโยธิน

  รายชื่อคณะรัฐมนตรี ของนายกรัฐมนตรี พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
  (ครั้งที่ ๒)

  ๑   พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
  ๒   นายพลเรือโท พระยาราชวังสัน ( ศรี กมลนาวิน ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  ๓   พระยาศรีวิสารวาจา ( เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  ๔   พระยาวงษานุประพัทธ ( หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์ ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรพาณิชยการ
  ๕   เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ( สนั่น เทพหัสดิน ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ
  ๖   พระยา จ่าแสนยาบดีศรีบริบาล ( ชิต สุนทรวร ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  ๗   พระยาเทพวิทุรพหุลศรุตาบดี ( บุญช่วย วณิกกุล ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

  นอกจากนี้ มีรัฐมนตรีที่ไม่ได้สังกัดกระทรวง ทบวง กรมใดอีกจำนวน ๑๓ คน คือ

  ๑   นายพลเรือตรี พระยาปรีชาชลยุทธ ( วัน จารุภา )
  ๒   นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ( พจน์ พหลโยธิน )
  ๓   นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช ( เทพ พันธุมเสน )
  ๔   นายพันเอก พระยาฤทธิอัคเณย์ ( สละ เอมะสิริ )
  ๕   อำมาตย์เอก พระยาประมวญวิชาพูล ( วงศ์ บุญหลง )
  ๖   นายพันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ์ ( วัน ชูถิ่น )
  ๗   อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ( ปรีดี พนมยงค์ )
  ๘   รองอำมาตย์เอก หลวงเดชสหกรณ์ ( หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ )
  ๙   รองอำมาตย์เอก ตั้ว พลานุกรม
  ๑๐ รองอำมาตย์เอก ประยูร ภมรมนตรี
  ๑๑ นายแนบ พหลโยธิน
  ๑๒ นายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม ( แปลก พิบูลสงคราม )
  ๑๓ นาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย ( สินธุ์ กมลนาวิน )

การเมืองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 
จนถึงเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ

 ทฟารเตรียมถวายรัฐธรรมนูญ   หลังจากคณะราษฎร์เข้ายึดอำนาจ มีการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม(ชั่วคราว) เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕  ผู้รักษาพระนครแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นชุดแรก ๗๐ นาย ประชุมครั้งแรกที่พระที่นั่งอนันตสมาคม วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพื่อสรรหานายกรัฐมนตรี ซึ่งในครั้งแรกนั้นเรียกว่า “ ประธานคณะกรรมการราษฎร ”  ต่อเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ปี๒๔๗๕ แล้ว จึงเปลี่ยนมาเรียกว่า “นายกรัฐมนตรี ” ที่ประชุมครั้งนั้นตกลงใจเลือกอำมาตย์เอก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) อดีตเสนาบดีกระทรวงการคลัง และอดีตอธิบดีศาลฎีกา เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก (ประธานคณะกรรมการราษฎร)  โดยก่อนหน้านั้นมีบันทึกไม่เป็นทางการว่า มีการเสนอให้พระองค์เจ้าบวรเดช เข้ารับตำแหน่งดังกล่าว แต่ที่ประชุมไม่เห็นด้วย
 พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
    พระยามโนฯมิได้เป็นสมาชิกของคณะราษฎร์ แต่ด้วยเหตุผลหลายประการทางการเมืองคือ นอกพระองค์เจ้าบวรเดช จากกลุ่มผู้นำในการก่อการจะปฏิเสธการเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดแล้ว ยังเห็นสมควรให้ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดินตามระบอบใหม่นั้น ควรมีบารมี มีอาวุโสทางการเมือง มีความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งยังต้องเป็นผู้ที่สามารถประสานระหว่างบุคคลสำคัญในระบอบเก่าและใหม่ด้วย
 
    ตามธรรมนูญฉบับดังกล่าว มาตรา ๓๓ บัญญัติไว้ว่า “ให้สภาเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้หนึ่งเป็นประธานกรรมการ (นายกรัฐมนตรี) และให้ผู้เป็นประธานนั้นเลือกสมาชิกในสภาอีก ๑๔ นาย เพื่อเป็นกรรมการ (คณะรัฐมนตรี) การเลือกนี้เมื่อได้รับความเห็นชอบของสภาแล้ว ให้ถือว่าผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการของสภา ”

 หลวงประดิษฐมนูธรรม    ในวันเดียวกัน พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้เสนอรายชื่อคณะกรรมการราษฎร หรือ รายชื่อ คณะรัฐมนตรีชุดแรกของไทยนั่นเอง  หลังจากนั้นก็มีเสียงวิจารณ์จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า พระยามโนปกรณ์นิติธาดาคงไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้  จึงเร่งรัดให้รัฐบาลทำแผนแม่บททางเศรษฐกิจ เพื่อจะได้มีแนวทางตามสัญญาที่คณะราษฎรว่าไว้ในหลักหกประการ ข้อหนึ่ง คือ จะร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก ซึ่งหน้าที่นี้ได้ตกไปที่นายปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐมนูธรรม เนื่องจากมีความเหมาะสมทั้งในความเป็นผู้สนใจและมีความรอบรู้ทางด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ตลอดจนเป็นที่เชื่อถือของสมาชิกคณะราษฎรด้วย
 
    ๕ เดือนเศษต่อมา กรรมการคณะราษฎรชุดแรก (คณะรัฐมนตรี) ก็สิ้นสุดอายุลงในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๗๕  ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญถาวรแห่งราชอาณาจักรสยามที่ประกาศใช้ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๕ วันเดียวกันนั้นได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง  นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช

    เกร็ดการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกนี้ จากหนังสือเรื่อง “บันทึกวิเคราะห์และวิจารณ์ ๑๖ นายกรัฐมนตรีไทย” ของนายบุญชนะ อัตถากร บันทึกไว้ว่า “การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรครั้งนั้น พันเอกเจ้าคุณทรงสุรเดชอยากให้หลวงประดิษฐมนูธรรมยกร่าง แต่เกรงว่าจะไม่เป็นที่พอใจของสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงไม่เป็นที่ตกลง ในที่สุดก็ให้เจ้าคุณมานวราชเสวีเป็นผู้ยกร่าง โดยได้ปรึกษากับเจ้าคุณทรงสุรเดชว่า ควรจะร่างรัฐธรรมนูญตามแนวของประเทศใด เจ้าคุณทรงสุรเดชเห็นว่าควรร่างตามแบบของเยอรมัน เจ้าคุณมานราชเสวีเห็นว่ารัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น ซึ่งพระเจ้าจักรพรรดิพระราชทานนั้นลอกแบบมาจากเยอรมัน จึงได้เลือกเอารัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นเป็นมาตรฐานในการยกร่าง..”
 
    ต่อมา วันที่ ๑ เมษายน ปี๒๔๗๖ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็สิ้นสุดลงเพราะพระยานโนปกรณ์นิติธาดา ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอให้ทรงประกาศพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร พร้อมงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา คำแถลงการณ์ปิดสภาของพระยามโนปกรณ์ฯบางส่วน ความว่า 
 
    “..ในคณะรัฐมนตรี ณ บัดนี้ เกิดการแตกแยกเป็น ๒ พวก มีความเห็นแตกต่างกัน ความเห็นข้างน้อยนั้นปรารถนาที่จะวางนโยบายเศรษฐกิจไปในทางอันมีลักษณะเป็นคอมมิวนิสต์ ความเห็นข้างมากนั้นเห็นว่า นโยบายเช่นนั้นเป็นการตรงกันข้ามแก่ขนบประเพณีชาวสยาม และ เป็นที่เห็นได้โดยแน่นอนทีเดียวว่านโยบายเช่นนั้น จักนำมาซึ่งความหายนะแก่ประชาราษฎร และเป็นมหันตภัยแก่ความมั่นคงของ ประเทศ...สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเวลานี้เล่า ก็ประกอบขึ้นด้วยสมาชิกที่แต่งตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ สภานี้มีหน้าที่ในทางนิติบัญญัติ จนกว่าจะมีสภาใหม่โดยราษฎรเลือกตั้งสมาชิกขึ้นมา สภาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่แต่งตั้งขึ้นชั่วคราวเช่นนี้ หาควรไม่ที่จะเพียรวางนโยบายเศรษฐกิจ ใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงของเก่าอันมีใช้อยู่ประดุจการพลิกแผ่นดิน ส่วนสภาในเวลา นี้จะอ้างว่าไม่ได้ทำ หรือยังไม่ได้ทำกฎหมายอันมีลักษณะไปในทางนั้นก็จริงอยู่ แต่เป็นที่เห็นได้โดยชัดเจนแจ่มแจ้งว่าสมาชิกเป็นจำนวนมากคน มีความปรารถนาที่จะทำเช่นนั้น และมีความเลื่อมใสศรัทธาต่อรัฐมนตรีอันมีจำนวนข้างน้อยในคณะรัฐมนตรี...”
 
    ขณะเดียวกันก็มีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีรัฐมนตรีเดิมพ้นจากตำแหน่ง ๕ คน คือ อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์)  รองอำมาตย์เอก หลวงเดชสหกรณ์ (หม่อมหลวงเดช  สนิทวงศ์) รองอำมาตย์เอก ตั้ว พลานุกรม  อำมาตย์เอก พระยาประมวญวิชาพูล (วงศ์ บุญหลง)นายพันเอก พระยาฤทธิอัคเณย์

    วันที่ ๑๘ มิถุนายน ปีเดียวกันนั้น นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (มีบันทึกไม่เป็นทางการสองลักษณะคือ เป็นการลวงให้ลาออกของพระยาทรงสุรเดช หรือ เป็นเจตนาอำพรางของพระยาพหลฯเอง)  นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช  นายพันเอก พระยาฤทธิอัคเณย์ ลาออก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองมากขึ้น 
 
    ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับคณะราษฎร ก่อตัวขึ้นมาเป็นระยะนับแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งเหตุสำคัญก็คือ เค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐมนูธรรม ที่รัฐบาลมอบหน้าที่ให้ร่างขึ้นนั้น นอกจากไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลแล้ว ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นวิธีการแบบคอมมิวนิสต์ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา จึงบังคับให้หลวงประดิษฐมนูธรรมเดินทางไปพำนักที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นการชั่วคราว
 
    มีการตราพระราชบัญญัติคอมมิวนิสต์ พ.ศ.๒๔๗๖ ขึ้นเป็นครั้งแรก มีการกวาดล้าง จับกุมชาวเวียดนามที่สงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ขณะเดียวกันคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์สยามก็ถูกจับและถูกจำคุก  ทั้งนี้มีบันทึกที่ไม่เป็นทางการว่า พระยามโนปกรณ์นิติธาดา และ พระยาทรงสุรเดช ร่วมมือกันในการขจัดบทบาททางการเมืองของคนสำคัญในคณะราษฏรเอง อาทิ นายปรีดี พนมยงค์ นายพันโท หลวงพิบูลสงครามพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายพันโท หลวงพิบูลสงคราม

    ในที่สุดความขัดแย้งของรัฐบาลและคณะราษฎร โดยเฉพาะสายของพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา และ พันโทหลวงพิบูลสงคราม ก็มาถึงจุดแตกหัก จึงได้ใช้กำลังทหารบีบบังคับให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาลาออก และกราบบังคมทูลให้เปิดสภาทันที รัฐบาลจึงสิ้นสุดอายุลงเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๖ พระยามโนปกรณ์เดินทางออกจากประเทศไทยไปพำนักที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๑ รวมอายุ ๖๔ปีเศษ  ส่วนพระยาทรงสุรเดชลี้ภัยไปที่เมืองพนมเปญ
 
    นายกรัฐมนตรีคนต่อมาคือ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งหลังจากนั้นเพียง ๑๕ วัน ในวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๖ ก็ถวายบังคมลาออก ด้วยเหตุผลที่มีบันทึกไว้สองสามแห่งคือ “ ไม่สันทัดการเมือง ” บางฉบับก็ว่า “ หย่อนความรู้ในทางกฎหมายและการเมือง ” แต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ ม.จ.วรรณไวทยากร วรวรรณ เป็นที่ปรึกษาม.จ.วรรณไวทยากร วรวรรณ  
 นายพันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ์
    ระหว่างนั้นได้มีการขจัดอริทางการเมืองและการทหารที่เห็นว่าเคยสนับสนุนพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และทำลายคณะผู้ก่อการด้วยกัน คือ นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช นายพันเอก พระยาฤทธิ์อัคเณย์ นายพันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ์ ให้พ้นจากวงการเมือง พระยาพหลฯมีความเห็นว่าหลวงประดิษฐมนูธรรม มิได้มีใจโน้มเอียงไปทางลัทธิคอมมิวนิสต์ดังที่เคยถูกวิพากย์วิจารณ์  จึงได้เชิญกลับเมืองไทย

    ( ก่อนหน้าในวันที่ ๓ กันยายน ๒๔๗๖ หลวงประดิษฐมนูธรรมได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในสิงคโปร์เกี่ยวกับเรื่องที่ถูกกล่าวหาสรุปความว่า เค้าโครงเศรษฐกิจของเขานั้นไม่ใช่คอมมูนิสต์ แต่เป็นเรดิกัล โซเซี่ยลลิสต์  Radical Socialists ซึ่งควรจะรู้ว่าโซเชียลลิสต์กับคอมมิวนิสต์นั้นแตกต่างกัน..)
 
    ต่อมา ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๗๖ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เป็นรัฐมนตรี ซึ่งทำให้กลุ่มการเมืองในระบอบเก่าไม่พอใจ ในวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๖ จึงได้เกิดกบฏพระองค์เจ้าบวรเดช และมีการใช้กำลังต่อสู้กันขึ้น  โดยมีผู้นำการปฏิบัติการคือ พันเอกหลวงพิบูลสงคราม พระองค์เจ้าบวรเดชแพ้และหนีออกนอกประเทศ  (หลังจากนั้นในปี๒๔๗๘ ก็เกิดกบฏนายสิบขึ้นอีก คือเป็นการรวมตัวกันของทหารระดับนายสิบ โดยมีสิบเอก สวัสดิ์ มะหะหมัดเป็นหัวหน้า แต่รัฐบาลก็ปราบปรามลงได้)
 
     วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๖ ได้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกจากประชาชน ๗๘ คน และ ได้รับการแต่งตั้งอีก ๗๘ คน รวมเป็น ๑๕๖ คน ซึ่งทำให้พระยาพหลฯ หมดวาระการเป็นนายกรัฐมนตรีลงไปด้วย แต่ก็ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ทั้งยังรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ เป็นนายกกรรมการ รักษาพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน และประธานกรรมการสอบสวนเศรษฐกิจอีกด้วย ซึ่งต่อมา หลวงประดิษฐมนูธรรมได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แทนพระยาพหลฯ เพื่อเป็นผู้ดำเนินการจัดการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นการปกครองระดับพื้นฐานของประเทศ 
 
   ในปีต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ.
 
 ปฏิบท รวบรวมเรียบเรียง

ที่มา http://www.moomkafae.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=186209&Ntype=6

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม