กัมมันตภาพรังสี กับชีวิต ′ปนเปื้อน′ ที่ญี่ปุ่น

โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitar@gmail.com

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 เมษายน 2554

คนเรากลัวอันตรายที่เรา "รู้จัก" มากกว่าอันตรายที่เรา "ไม่รู้" จริงหรือ?

บางทีนี่อาจเป็นคำถามที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะในความเป็นจริง สามัญมนุษย์หวั่นกลัวทุกครั้งที่อันตรายย่างกรายเข้ามาใกล้ตัว ใกล้มากยิ่งกลัวมาก ไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่ว่าความกลัวนั้นเป็นอะไร อย่างไรกันแน่

เมื่ออันตรายย่างกรายเข้ามารายล้อม ความหวั่นวิตกก็ทวีขึ้นกลายเป็นความหวาดกลัว โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอันตรายที่ว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร และจะก่อให้เกิดอะไรขึ้นกับตัวเรากันแน่

สภาวะที่ว่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในปริมณฑลโดยรอบพื้นที่ประสบภัยจากวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุคุชิมา ไดอิจิ ในจังหวัดฟุคุชิมาของญี่ปุ่น

กัมมันตภาพรังสีจากโรงงาน ไม่เพียงปนเปื้อนอยู่ในน้ำ ในอากาศ ในผัก ผลไม้เท่านั้น หากยังแทรกซึมอยู่ในความคิด จิตใจ เบนเบือนการดำรงชีวิตให้ผิดแผกไปจากที่เคยทำมา กลายเป็นชีวิตที่ "ปนเปื้อน" ไปทั้งชีวิตอย่างช่วยไม่ได้

ชาวประมงฟุคุชิมายื่นประท้วงการถ่ายเทน้ำปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีจากโรงงานลงสู่ท้องทะเลว่าเป็นการทำลายอุตสาหกรรมประมงอย่างเลือดเย็นนั้น ราคาอาหารทะเลที่ตลาดขายส่งทสึกิจิลดลงเกือบครึ่ง ปริมาณขายหดหายไปกว่า 40 เปอร์เซ็นต์

โคอิจิ โอทสึ ผู้เฒ่าวัย 63 ปีแห่งอิชิโนมากิ ก็ได้ตระหนักว่า ชีวิตในส่วนที่หลงเหลืออยู่ของตนนับแต่นี้ คือส่วนที่ยากเย็นแสนเข็ญที่สุดในชีวิต

เขาอาจต้องสูญเสียสถานะอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยที่ยึดถือเป็นสัมมาชีพมาตลอด เพราะมีนักศึกษาสมัครเข้าเรียนเพียงไม่กี่คนในภาคการศึกษาถัดไปจากนี้ เขาคงสูญเสียร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน แล้วจำเป็นต้องขับรถราวหนึ่งชั่วโมงเพื่อไปซื้อหาข้าวของจำเป็นเป็นครั้งคราวจากร้านค้าในตัวเมืองไกลออกไป

แต่อิชิโนมากิก็คือบ้าน อย่างน้อยที่สุดตอนนี้เขาก็ยังสามารถเดินเท้าจากบ้านขึ้นไปยังวัดบนยอดเนินใกล้ๆ มองลงมาแล้วน้ำตาไหลไปกับชะตากรรมของทั้งเมืองได้

"ผมพร้อมแล้ว ผมพร้อมที่จะแบกรับภาระในส่วนของผม" เขาบอก

ความรู้สึกของโคอิจิ โอทสึ คล้ายคลึงอย่างยิ่งกับ เคียวเฮอิ ทากาฮาชิ คุณหมอวัย 72 ปี ที่มินามิโซมะ ต่างกันตรงที่บรรยากาศรอบตัวของคุณหมอไม่ได้เต็มไปด้วยความเสียหายแบบทำลายล้างเหมือนในอิชิโนมากิ

ตรงกันข้าม มินามิโซมะแทบไม่แตกต่างไปจากกายภาพเดิมๆ ที่แปลกออกไปอย่างยิ่งก็คือ เมืองที่เคยคึกคักแจ่มใสเมืองนี้แทบกลายเป็นเมืองร้าง มีผู้คนหลงเหลืออยู่เพียงหยิบมือเท่านั้นเพราะพิษกัมมันตภาพรังสี

โรงพยาบาลของคุณหมอหลงเหลือเจ้าหน้าที่ประจำเพียง 10 คน จากเดิม 25 คน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ถูกโยกย้ายออกไปเพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับรังสี

ทั้งหมดอยู่ได้ด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากการบริจาคและน้ำแกงจากอาสาสมัครที่แวะเวียนมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น

ที่มาบ่อยครั้งกว่าคือชาวเมืองที่หลงเหลืออยู่ ส่วนหนึ่งอยู่ในสภาพแตกตื่น หวาดกลัว อีกส่วนย่ำแย่ยิ่งกว่า พวกเขานิ่ง เงียบงัน พูดจานับคำได้

ทั้งชีวิตเหมือนถูกรังสีไร้สภาพครอบงำ มีห่วงกังวลเกินกว่าจะผละหนีจากบ้านเกิด แต่ขลาดและหวาดหวั่นเกินกว่าที่จะใช้ชีวิตตามปกติสุขของตนต่อไปได้เช่นกัน

"ถ้าผมหนีจากเมือง จากคนเหล่านี้ไป ผมจะเป็นหมออยู่ได้ยังไง?" ทากาฮาชิถาม

ถึงวันที่ 8 เมษายน เกือบ 1 เดือนเต็มหลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เรียกกันว่า "โตโฮกุ เควก" วิศวกรจากหลายชาติเพิ่ง "ประเมิน" สถานะของ "แกนปฏิกรณ์" ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้าฟุคุชิมาได้ พวกเขา "คาดคำนวณ" อย่าง "ค่อนข้าง" มั่นใจว่า ที่เตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 "แกนเชื้อเพลิง" ราว 70 เปอร์เซ็นต์หลอมละลายเสียหาย

เตาหมายเลข 2 แกนเชื้อเพลิงราว 30-33 เปอร์เซ็นต์ หลอมละลาย

เตาหมายเลข 3 แกนเชื้อเพลิง 25 เปอร์เซ็นต์ หลอมละลาย

ทั้งหมดนั้นเป็นการประเมินโดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อคำนวณความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในแกนปฏิกรณ์ ที่พัฒนาขึ้นมาหลังจากอุบัติภัยนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าทรี ไมล์ ไอส์แลนด์ สหรัฐอเมริกา โดยใช้ค่าและชนิดของสารกัมมันตรังสีที่วัดได้จาก "ภายใน" อาคารที่ตั้งแกนปฏิกรณ์เหล่านั้นระหว่างวันที่ 14 และ 15 มีนาคม เป็นข้อมูลพื้นฐาน

และนี่คือครั้งแรกที่มีการให้ภาพที่ชัดเจนและรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรกของวินาศภัยนิวเคลียร์ครั้งนี้

เป็นครั้งแรกเช่นกันที่ "การหลอมละลายบางส่วน" ได้รับการยืนยันชัด และทุกคนได้ตระหนักว่ามันรุนแรงสาหัสสากรรจ์เพียงใด

รวมทั้งสะท้อนให้เห็นเช่นกันว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ของทางการและพนักงานโรงไฟฟ้าเทปโก้ของญี่ปุ่นถึงทุ่มเทความพยายามทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด "การหลอมละลายสมบูรณ์แบบ" ขึ้น

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ สัดส่วนการหลอมละลายที่ว่านี้ มีความหมายอย่างไรต่อชีวิตของคนญี่ปุ่นโดยรอบปริมณฑลวิกฤตนั้น? และมีความหมายอย่างไรต่อผู้คนทั่วโลก?

สำนักงานเพื่อความปลอดภัยนิวเคลียร์แห่งฝรั่งเศส (ไออาร์เอสเอ็น) ให้คำตอบของคำถามนี้เอาไว้ว่า

ผ่านไป 2 สัปดาห์ บรรดาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ฟุคุชิมา ปลดปล่อยสารกัมมันตรังสีออกสู่บรรยากาศเทียบได้เท่ากับ 1 ใน 10 ของสารกัมมันตรังสีที่ปลดปล่อยออกมาจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิลแล้ว!

เฮลมุต เฮิร์สช์ นักวิชาการด้านนิวเคลียร์ที่รับหน้าที่วิเคราะห์การแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสีให้กับองค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ "กรีนพีซ" ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมสนับสนุนการประเมินดังกล่าวว่า ในเตาปฏิกรณ์ทั้งหมดที่ฟุคุชิมา มียูเรเนียมและพลูโตเนียมเก็บอยู่ทั้งในรูปของแท่งเชื้อเพลิง แท่งเชื้อเพิงใช้แล้ว และแท่งเชื้อเพลิงพร้อมใช้มากกว่า 2,500 ตัน

มากกว่าที่เชอร์โนบิลมีเมื่อตอนเกิดอุบัติเหตุถึง 20 เท่าตัวเป็นอย่างน้อย!

ที่สำคัญก็คือ ไออาร์เอสเอ็นประเมินเพียงแค่ในช่วง 2 สัปดาห์แรก ตอนนี้ล่วงเลยมาเกือบ 4 สัปดาห์ และยังไม่มีวี่แววว่าการรั่วไหลจะยุติลง

นอกเหนือจากนั้น ฟุคุชิมา ไดอิจิ ทุกเตา ไม่มีเครื่องกรองอากาศดักจับกัมมันตรังภาพสี เหมือนเช่นที่ติดตั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้สำนักงานเพื่อความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แห่งสหรัฐอเมริกา เสนอแนะให้ขยายเขตห้ามเข้า-ห้ามอยู่อาศัยโดยรอบโรงไฟฟ้าออกไปเป็น 80 กิโลเมตร

นั่นหมายความว่า นักวิชาการอเมริกันเชื่อว่า ในรัศมีดังกล่าวนั้น ชาวญี่ปุ่น 2 ล้านคน ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพ "ปนเปื้อน" ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามที!

จนถึงศตวรรษนี้ เรารู้เรื่องเกี่ยวกับปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิสชั่นเพิ่มขึ้นมากมาย แต่ยังมีอีกมากมายกว่าที่เราไม่รู้

อย่างหนึ่งที่เราไม่อาจรู้ได้ก็คือ การแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสี ไม่ได้มี "รูปแบบ" ตายตัว ไม่จำเป็นว่าอยู่ใกล้จะมีรังสีมากเสมอไป

กัมมันตภาพรังสีจะมากจะน้อยในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ขึ้นอยู่กับกระแสลม ภาวะฝนฟ้าอากาศ ภูมิประเทศที่กำหนดทิศทางไหลของน้ำ และแหล่งน้ำ-ดิน

กัมมันตภาพรังสีที่มีอนุภาคเล็ก-เบากว่าอากาศ ลอยฟุ้งขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ ลมจะเป็นตัวหอบมันไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ฝนจะเป็นตัวชะล้างมันลงมาจากอากาศ ไหลไป "สะสม" กันในจุดใดจุดหนึ่งขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ

นั่นทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุเชอร์โนบิล ทะเลสาบน้ำจืดบางแห่งในเยอรมนีถึงได้มีปริมาณปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสีสูงกว่าบางจุด บางพื้นที่ ในเขตห้ามเข้ารอบๆ โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลด้วยซ้ำไป

แล้วก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมเมื่อสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนเข้าไปอยู่ในระบบห่วงโซ่อาหาร จึงเป็นอันตรายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแขวนลอยอยู่ในอากาศรอให้คนเราสัมผัส รับมันเข้าไปโดยตรง เนื่องเพราะการเป็นอาหารซึ่งกันและกันในระบบห่วงโซ่อาหาร ที่ตกทอดมาจนถึงคนเรานั้น ทำให้เกิดการ "สะสม" ของสารกัมมันตรังสี เป็นทวีคูณขึ้นกว่าที่แขวนลอยอยู่ในอากาศมากมายนัก

25 ปีหลังจากเกิดอุบัติเหตุที่เชอร์โนบิล มีการสุ่มตรวจสารกัมมันตรังสีใน "หมูป่า" ในบริเวณโดยรอบโรงงาน 1 ใน 5 ตัวของหมูป่าที่ถูกล่า จำเป็นต้องโยนทิ้งไป เพราะมีสารปนเปื้อนอยู่สูงเกินระดับ 1,000 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม

ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กะหล่ำที่ปลูกอยู่ในสวนผักห่างจากฟุคุชิมาไปทางเหนือ 40 กิโลเมตร พบสัดส่วนการปนเปื้อนสูงถึง 82,000 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม!

สัดส่วนที่อนุญาตให้มีได้คือ ไม่เกิน 500 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัมครับ

นั่นเป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิตแบบ "ปนเปื้อน" ที่ชาวญี่ปุ่นจำเป็นต้องทำความคุ้นเคยกับมันให้มากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้

เช่นเดียวกับคุณ ผม และใครต่อใครอีกหลายต่อหลายคนบนโลกใบนี้

เช่นเดียวกับที่เราอาจต้องทำความคุ้นเคยกับ ไกเกอร์ มิเตอร์ และ มิลลิซีเวิร์ต หน่วยวัดระดับสารกัมมันตรังสีที่ใช้กันทั่วไป

ชาวญี่ปุ่นจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอนสูงยิ่งนับแต่นี้ต่อไป เพราะความรู้ของเราเกี่ยวกับผลกระทบของสารกัมมันตรังสีต่อสุขอนามัยของมนุษย์นั้นยังจำกัดจำเขี่ยเหลือหลาย

หากยึดโยงจากความรู้ที่ได้จากโศกนาฏกรรมฮิโรชิมาและนางาซากิ ผลการศึกษาสรุปว่า คน 100 คนที่ได้รับสารกัมมันตรังสี 100 มิลลิซีเวิร์ต 1 คนในจำนวนนี้จะเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็งที่เป็นผลจากการได้รับสารกัมมันตรังสีในที่สุด

นั่นหมายความว่า ทุกๆ 100 มิลลิซีเวิร์ตที่ได้รับเข้าไป จะทำให้คนญี่ปุ่นเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยมะเร็งเพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์

แต่ 100 มิลลิซีเวิร์ต ไม่ใช่ปริมาณรังสีน้อยๆ มีเพียงพนักงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่นเพียงหยิบมือหนึ่งเท่านั้นที่มีโอกาสได้รับปริมาณรังสีมากขนาดนั้นโดยตรง

คำถามก็คือ แล้วถ้าน้อยกว่านั้นล่ะ? ถ้าเพียงแค่ไม่กี่มิลลิซีเวิร์ตอย่างที่คนโตเกียว 35 ล้านคนเจอะเจอ จะเกิดอะไรขึ้น?

คำตอบชัดๆ จาก เอ็ดมุนด์ เลงเฟลเดอร์ ผู้อำนวยการสถาบันกัมมันตรังสีออตโต ฮัก ในเยอรมนี ก็คือ "ไม่ว่าจะในระดับไหนก็เป็นอันตรายทั้งนั้น"

ข้อเท็จจริงก็คือ ไม่มีระดับรังสีใดๆ ที่ไม่เป็น "อันตราย" แต่อย่างใด

"ยิ่งเยาว์วัยเท่าใด กัมมันตภาพรังสียิ่งเป็นอันตรายต่อคนคนนั้นมากยิ่งขึ้นเท่านั้น" เลงเฟลเดอร์ย้ำ เหตุผลก็คือ ยิ่งเยาว์วัย เซลล์ยิ่งแบ่งตัวเร็วและมากเปิดโอกาสให้กัมมันตภาพรังสีเข้าไปก่อให้เกิดผลกระทบได้มากกว่าผู้ใหญ่ที่การเจริญเติบโตหยุดลงแล้ว

คณะกรรมการเพื่อความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเองยอมรับว่า ต่อมธัยรอยด์ของเด็กๆ ที่อยู่ในรัศมีโดยรอบ 30 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าฟุคุชิมา อาจได้รับสารกัมมันตรังสีเข้าไปในปริมาณ 100 มิลลิซีเวิร์ตเรียบร้อยแล้ว

ในเด็กอายุ 2 ปี อัตราเสี่ยงต่อมะเร็งธัยรอยด์ที่เกิดขึ้นจากการนี้จะสูงกว่าเป็น 5 เท่าตัวจากความเสี่ยงของเด็กอายุ 15 ปี

ไม่เพียงเด็กๆ สตรีมีครรภ์ก็เสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน รังสีสามารถก่อให้เกิดอาการ "ดาวน์ ซินโดรม", โรคกระดูกสันหลังโหว่ (สปีนา ไบฟิดา), เพดานปากโหว่ และอาการพิการแต่กำเนิดอื่นๆ

การเปลี่ยนแปลงเชิงพันธุกรรมอาจถูกส่งผ่านไปยังผู้คนในอีกรุ่นหนึ่ง ไปจำหลักอยู่ในดีเอ็นเอของผู้คนเหล่านั้น

ซีเซียม-137 สามารถซึมซับอยู่ในดินยาวนาน และอาจก่อให้เกิดมะเร็งขึ้นในหลากหลายส่วนของร่างกายในอนาคต

แต่ดูเหมือนทั้งหมดนั่นจะไม่ส่งผลเฉียบพลันเหมือนอาการ "ปนเปื้อน" ในจิตใจ และอารมณ์ ความรู้สึก

โยชิฮิโร่ อามาโนะ เจ้าของร้านชำเล็กๆ ห่างจากโรงไฟฟ้าเพียง 6 กิโลเมตร พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้อาการปนเปื้อนเข้าครอบงำจิตใจระหว่างเข้าคิวรอบะหมี่ในศูนย์อพยพชั่วคราวที่ฟุคุชิมา

"ไม่รู้จะโกรธไปทำไม กราดเกรี้ยวไปก็ไม่ได้อะไร" เขาบอก แต่ยอมรับว่าความ "ไม่รู้" ต่างหากที่เป็นปัญหา เขาไม่รู้ว่ามันจะกินเวลานานอีกเท่าใด เขาจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้อีกกี่วัน หรือเป็นเดือน หรือนานนับปี หรือตลอดไป? ไม่มีใครตอบเขาได้

"นี่แหละครับที่ผมกลัว"!!!

 

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม