Custom Search

หัวเราะบำบัด

บ้านเราได้ชื่อว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม ซึ่งต่างชาติร่ำลือกัน
แต่จะด้วยสภาพสังคมวิถีชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไป
การสานสัมพันธ์ครั้งแรกด้วยรอยยิ้มดูเหมือนจะเหือดหายไป ยิ่งหัวเราะคงจะเป็นเรื่องยากเข้าไปใหญ่เพราะเรามักจะปล่อยเสียงหัวเราะออก มาได้
ต่อเมื่อมีสิ่งกระตุ้น หรือสิ่งเร้าอื่นทำให้เกิดการหัวเราะออกมาเช่น การพูดในกลุ่มเพื่อน
การดูตลก เชี่อไหมว่าการหัวเราะนั้นมีประโยชน์มากมาย
ตั้งแต่ทำให้จิตใจรู้สึกสดชื่นแจ่มใสแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้ เพราะการหัวเราะบำบัดอย่างถูกวิธีจะทำให้ร่างกายขับสารเคมีได้

ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรมที่ปรึกษาโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ โครงการบริการวิชาแก่ชุมชน
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เป็นคนหนึ่งที่มีการศึกษาวิจัยเรื่องหัวเราะมาหลายสิบปี
อีกทั้งยังเป็นที่ปรึกษาให้กับชมรมหัวเราะให้กับประเทศต่างๆ อธิบายว่า ความจริงมีศาสตร์หัวเรามาตั้งนานแล้วที่ประเทศอินเดีย
แต่ประเทศเรายังเกิดขึ้นได้ยาก เพราะคนส่วนใหญ่มองว่าการหัวเราะเป็นเรื่องติงต๊องไป ประเทศไทยมีการศึกษาได้มาระยะหนึ่ง แต่เป็นการทำอย่างไม่ต่อเนื่อง โดยริเริ่มหัวเราะบำบัดจากการจัดกิจกรรมให้กับนิสิตก่อนที่จะเริ่มไปยัง ประชาชนทั่วไป ซึ่งในสมัยนั้นทางกรุงเทพมหานครเห็นด้วย เพราะมีพื้นที่ให้ร่วมกิจกรรมมากมาย ทว่าช่วงนั้นมีคนฆ่าตัวตายทุกวัน เนื่องมาจากโรคซึมเศร้า ย้ำคิดย้ำทำ วิตกกังวล ศาสตร์หัวเราะคือ การหัวเราะให้ถูกต้องซึ่งแต่ละส่วน ต้องขยับให้เกิดจังหวะในการขับเคลื่อนของเลือดลม ลมหายใจ และศิลปะคือ
สิ่งที่แต่ละคนมีความแตกต่างอ่อนไหว หรือแข็งแกร่งที่ไม่เหมือนกัน และเป็นส่วนที่ทำให้เกิดเอกลักษณ์ ..

สรุปแล้วการหัวเราะ คือ การออกกำลังภายในที่การออกกำลังกายที่คุ้ยเคยกันคือการออกกำลังแต่ภายนอกให้ กับกล้ามเนื้อ แต่การหัวเราะคือการออกกำลังกายข้างใน เข้าถึงขบวนการเส้นประสาทและขบวนการคลื่นไฟฟ้า ในมุมมองของดร.วัลลภ มองว่าการหัวเราะบำบัดที่ถูกต้องได้ผลกว่าการออกกำลังกายปกติ ซึ่งผลการศึกษาวิจัยจากต่างประเทศ บอกว่าการออกกำลังกายครึ่งชั่วโมงต่อวัน เท่ากับการหัวเราะ5 นาที และการออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ 10 นาที เท่ากับการหัวเราะ 1 นาที ซึ่งจะเห็นว่าอัตราการเผาผลาญดีมาก ยิ่งถ้าใครได้หัวเราะอย่างต่อเนื่อง 5 นาที ยิ่งได้ผลดีทั้งสุขภาพกายและจิตใจ และนั่นคือเวลาที่แชมป์โลกได้ทำสถิติหัวเราะเอาไว้ได้

ประโยชน์ของการหัวเราะ

1.ช่วยระบบการหายใจให้ถูกต้อง
2.ช่วยเรื่องเลือดลมไหลเวียน เส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้ดี
3.ทำให้กระบวนการย่อยอาหารได้ดีขึ้น
4.ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
5.ทำให้อยู่รอดได้ดี มีกล้ามเนื้อที่ยืดหยุ่น ทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนพร้อมที่จะสู้

ดร.วัลลภได้อธิบายเพิ่มว่า การหายใจเข้าออกให้ถูกต้องคือ หายใจเข้าท้องพอง หายใจออกท้องแฟบ ถือเป็นปัจจัยลำดับแรกที่ทำให้การหัวเราะบำบัดได้ผลที่ถูกต้อง แต่ทุกวันนี้คนเราส่วนใหญ่ยังมีระบบการหายใจที่ไม่ถูกต้องอยู่ ซึ่งแบ่งได้ดังนี้ อย่างแรกคือ การหายใจเข้าท้องยุบ หายใจออกท้องพอง และส่วนใหญ่ยังหายใจแบบนี้กันอยู่ สองคือ หายใจเข้าออกเกือบพร้อมกัน ซึ่งธรรมชาติของการหายใจออกต้องยาวกว่าการหายใจเข้าอย่างน้อยเกือบสองเท่า และส่งผลทำให้เกิดปฏิกิริยา อื่นๆตามมา เช่น อาการหาวนอน ทั้งนี้เพราะมีการหายใจไม่ค่อยสมดุล ฉะนั้นปรับสมดุลเรื่องการหายใจ สามคือ การหายใจสวนกันทำให้เกิดสำลัก หรือเครียดได้ สี่คือ การหายใจไม่เข้าออกทางปาก หรือในเวลาเครียดจัดก็เกิดการเหม็บปาก และสุดท้ายคือ การหายใจเข้าไม่ลงท้อง
นอกจากนั้น การหัวเราะบำบัดยังช่วยเหลือคนที่มีอาการนอนไม่หลับ ปวดศีรษะ โรคซึมเศร้า ความดันสูง พวกย้ำคิดย้ำทำ มีอาการหวาดระแวง มีอาการนอนกรน ซึ่งก็เกิดจากการหายใจไม่เป็น มีอาการขาดความมั่นใจ หรือเข้ากับคนไม่ได้ โดยรวม หัวเราะบำบัดสามารถป้องกันรักษาโรคได้ทั้งกาย ใจและด้านสังคม

หัวเราะบำบัด - หัวเราะแบบธรรมชาติ

ทั้งสองการหัวเราะนั้นแตกต่างกัน การหัวเราะโดยธรรมชาติจะต้องมีสิ่งเร้าให้เกิดอารมณ์ขัน ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง สิ่งประหลาด ฯลฯ บางคนหัวเราะจนท้องแข็ง น้ำตาไหล หรือขากรรไกรค้าง
แต่ขณะที่การหัวเราะบำบัดคือ การทำให้เราหัวเราะได้เองโดยที่ไม่ต้องมีสิ่งกระตุ้นอารมณ์ขันแต่อย่างใด นั่นคือตัวเราเป็นฝ่ายกระทำอย่างรู้สึกตัว และสิ่งที่ได้จากการหัวเราะบำบัดคือจะไปช่วยในเรื่องระบบหายใจ ระบบการย่อยอาหาร ระบบการขับถ่ายเกิดการขับเคลื่อนไหลเวียน ระบบการไหลเวียนดี เพราะการหัวเราะบำบัดร่างกายจะมีการปล่อยสาร ที่มีความสุขหรือเอ็นดอร์ฟิน เช่นเดียวกับการออกกำลังกายออกมา ขณะที่มีการขับเคลื่อนสารเคมีหรือสิ่งสกปรก ที่อยู่ในร่างกายในสมอง ขับถ่ายออกมาเป็นแก๊สทางปอดได้ ซึ่งการหัวเราะมีหลายรูปแบบทั้งแบบสุขภาพดี ที่สังเกตเห็นได้จากความดัง กังวาน หัวเราะได้ยาวนานแบบอารมณ์ดี ความสัมพันธ์ดีและหัวเราะอย่างมีเอกลักษณ์ดี

วิธีการหัวเราะบำบัด

ดร.วัลลภ บอกว่าถ้าคนเราหัวเราะโดยธรรมชาติได้บ่อยก็จะยิ่งดีกว่า แต่โอกาสที่แต่ละคนจะหัวเราะธรรมชาตินั้นเกิดได้น้อย
และมักเป็นการหัวเราะแบบฝ่ายรับมากกว่าที่ต้องมีสิ่งเร้ามากระตุ้นให้เกิด การหัวเราะขึ้น และจากการศึกษาพบว่าเพศชาย หรือผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นวิศวกร บัญชี และหมอจะใช้สมองซีกซ้ายมากกว่าเพศหญิง หรืออาชีพอื่น การจะทำอะไรมักใช้เหตุผลเป็นตัวตัดสินเป็นหลัก อีกทั้งยังพบว่าเพศชายมีอาการป่วยเป็นโรคหัวใจวายได้ง่ายกว่าเพศหญิง

สำหรับการหัวเราะมีจุดอ่อนอย่างหนึ่งคื ถ้าหัวเราะคนเดียวอาจไม่ได้ผล ฉะนั้นการหัวเราะบำบัดควรหัวเราะด้วยกัน 2 คนขึ้นไป
วิธีการหัวเราะสำคัญมากตรงที่ต้องหัวเราะให้ถึงท้อง หน้าอก คอ ใบหน้า โดยที่ให้ลมหายใจผ่านไปทุกส่วน เพื่อขับของเสียออกมา
ก่อนที่จะเปล่งเสียง ผู้บำบัดต้องหายใจเปิดคอออกเวลาหัวเราะ (เหมือนเวลาหาว) หลังจากอวัยวะภายในทุกอย่างได้ขับเคลื่อน
การหัวเราะจะทำให้สมองได้รู้สึกผ่อนคลายและสมดุลมากขึ้น ส่งผลให้รู้สึกผ่อนคลายอารมณ์ดี
ก่อนที่จะเริ่มหัวเราะไปทีละส่วนตามร่างกาย เพราะการออกเสียงหัวเราะก็เหมือนการฝึกพลังปราณ ต้องมีการวอร์มและฝึกออกเสียงในแต่ละส่วนก่อน ให้หายใจเข้าออกเต็มท้องแล้วกลั้นไว้ลึกๆ เพื่อฟอกโลหิตดำให้เป็นแดง เอาสารเคมีที่ไม่ดีออกจากร่างกาย แล้วค่อยๆปล่อยลมหายใจออกจากท้อง ออกเสียงโอคือการหัวเราะบริเวณท้อง ซึ่งช่วยในเรื่องอารมณ์ เสียงอาคือ หัวเราะบริเวณหน้าอก ช่วยในเรื่องความแข็งแกร่ง ออกเสียงอู คือหัวเราะบริเวณคอ ช่วยในเรื่องการต่อเนื่องเชื่อมโยงต่างๆและออกเสียงเอ คือการหัวเราะบริเวณใบหน้าหรือสมอง จะช่วยในเรื่องของความคิด
ซึ่งขณะที่กำลังปล่อยเสียงออกต้องพยายามไม่ให้ท้องยืดหยุ่นในทันที่ และขณะที่การหัวเราะแต่ละครั้งต้องทำให้บริเวณท้อง อก คอ และหน้าทีการขยับ

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ผู้บำบัดไม่ควรจะลืม คือการหัวเราะออกมาต้องปลดปล่อยทุกอย่าง ไม่เกร็ง มือไม่จับกุมอะไรทั้งสิ้น
เริ่มแรกที่จะหัวเราะการส่งยิ้มให้แก่เพื่อนก่อนจะเป็นตัวกระตุ้นได้ดี เพราะรอยยิ้มมักเป็นที่มาของเสียงหัวเราะ
และทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี ผู้หญิงที่สวมส้นสูงก็ควรถอดออกซะก่อนเพื่อความสะดวก
จากการวอร์มเสร็จค่อยๆ เคลื่อนไหวอวัยวะส่วนอื่นขณะทำการหัวเราะไปด้วย ตั้งแต่ลองขยับบริเวณที่มีปัญหา เช่น ค่อยๆยกขาให้สูงขึ้น ขยับแขนโบกมือไปมา โยกไหล่ โยกเอว โยกก้น หรือทำท่าเหมือนวิ่งอยู่กับที่ พร้อมไปกับการหายใจที่ถูกต้อง
นอกจากนั้นมีการเพิ่มท่า Cross Crow ซึ่งจะช่วยกำจัดเรื่อยร้าย อารมณ์ร้าย การคิดไม่ดี หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกจากร่างกายไปอย่างแรกคือการใช้มือซ้ายแตะสลับ กับขาขวา และมือขวาแตะสลับกับขาซ้ายบริเวณด้านหน้า ส่วนอีกหนึ่งข้างที่ไม่ได้แตะให้ยืดแขนสูงสุดลำตัว
แล้วสลับเเตะ สลับไปสลับมาเรื่อยๆ ส่วนอีกท่าคือ การแตะสลับเหมือนท่าแรก แต่เป็นการแตะสลับข้างหลังแทน ซึ่งถ้าพวกนี้จะฝึกความสมดุลให้สมองหรือจะเป็นการให้สมองได้หัวเราะ ให้ท้อง คอ อก หน้าได้หัวเราะแล้ว แต่ใช้วิธีเปิดคอสักระยะก่อนแล้วค่อยปิดปากแต่ยังคงออกเสียงตามเดิมอยู่ซึ่ง ท่านี้จะช่วยให้สมองแจ่มใสขึ้นมาได้

ขณะที่กำลังหัวเราะร่วมกับ เพื่อนๆอยู่ อาจจะใช้วิธีการใช้นิ้วชี้ด้านซ้ายชี้ไปที่หน้าเพื่อน เพราะนิ้วซ้ายจะเป็นตัวแสดงความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และสามารถกระตุ้นให้เกิดการหัวเราะได้ง่าย แต่ไม่ควรชี้ด้วยนิ้วซ้าย เพราะจะแสดงออกถึงความก้าวร้าว หรือจะพูดว่า ฉันไม่แคร์ ฉันไม่สน เพื่อเป็นการปลดปล่อยอีกทางหนึ่งก็ได้
และทุกครั้งที่ได้ทำการวอร์มการหายใจหรือการหัวเราะบำบัดแล้ว ควรตรวจเช็คร่างกายตัวเองทุกครั้งว่าร่างกายตรงไหนคือจุดแข็ง จุดอ่อน จุดอ่อนคือรู้สึกว่าอวัยวะนั้นมีอาการสั่นอ่อนชา เพลีย หรือเครียด จุดแข็งคือ บริเวณที่รู้สึกร้อน แล้วย้ายความรู้สึกบริเวณจุดแข็งไปที่จุดอ่อน เช่น หากเกิดอาการใจสั่น แต่มีอุณหภูมิที่ร้อนบริเวณมือ ก็ให้ย้ายความรู้สึกจากมือไปที่ใจ ทั้งนี้จะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลได้ ซี่งการตรวจเช็คร่างกายตัวเองหลังจากหัวเราะบำบัดแล้วควรใช้เวลาประมาณ 15 วินาที

ผู้ทดลองหัวเราะบำบัด

ทุกวันพฤหัสบดี เวลาบ่าย 2 โมง ที่โครงการศูนย์ให้คำปรึกษาของ มศว.มีการรวมตัวกันของประชาชนแถวนั้น หรือผู้ที่ทราบข่าวมีการแนะนำวิธีการฝึกหัวเราะบำบัดให้โดยไม่คิดค่าใชจ่าย เป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งส่วนใหญ่มักบอกว่ารู้สึกสดชื่น
ตัวเบา ซึ่งพี่น้อง 3 คนคือ นางฐาพร (อายุ62ปี) นางพัชรา (อายุ60) และนางมาลี พงศ์ฑีฆายุ (อายุ48)
ที่มาหัวเราะบำบัดได้เพียงอาทิตย์เดียว บอกว่ารู้สึกมีความสุข ไม่เครียด ผ่อนคลาย ตัวเบาๆ กลับไปทำที่บ้านบ้าง พอตื่นเช้ามารู้สึกร่างกายกระปรี้กระเปร่า และที่ว่าได้ผลมากเลยคือ การปรับทัศนคติในการมองชีวิตเราได้ดีขึ้น
ขณะที่นางแน่งน้อย ตั้งวิริยะศิริกุล อายุ 56ปี บอกว่ามาฝึกหัวเราะบำบัดที่นี่แล้วถึง 3 ครั้งมีความเปลี่ยนแปลงกับตัวเองบ้าง
เพราะเมื่อก่อนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนยิ้มยากมาก แต่ตอนนี้รู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้น ก็ทำให้ยิ้มง่ายขึ้น ที่เป็นอย่างนี้เพราะเราได้เริ่มปรับเปลี่ยนทัศนคติเป็นอย่างแรก ซึ่งดร.วัลลภ ยังได้บอกถึงผลลัพธ์ที่ได้หลังจากทำหัวเราะบำบัดแล้ว นั่นคือ กลิ่นตัวจะหอมขึ้นเพราะว่าร่างกายได้ขับของเสียออกมาจากลมหายใจหมดแล้ว

ไม่ว่าจะหัวเราะแบบไหน จะด้วยวิธีทางธรรมชาติหรือแบบหัวเราะบำบัด ประโยชน์ทีได้คือจิตใจที่สดชื่น แข็งแรง เมื่อจิตใจดี อารมณ์ดีในเบื้องต้น ไม่ว่าก้าวย่างทำอะไรก็ตามก็จะเป็นไปในทางที่ดีเสมอ วันนี้หัดยิ้ม หัวหัวเราะให้กับตัวเองบ้างคงจะเข้าที

ที่มา : โพสต์ ทูเดย์

โดย หมอแดง ดิ อโรคยา
www.the-arokaya.com

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

 

จำนวนผู้เข้าชม