สมุนไพรคลายร้อน

ในช่วงหน้าร้อนเป็น ช่วงเปลี่ยนอากาศจากหนาวมาเป็นร้อน ร่างกายคนเราอาจไม่สามารถปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ จึงเกิดภาวะเสียสมดุล และมักจะมีอาการป่วยขึ้นมาได้ บางคนอาจเกิดอาการภาวะขาดน้ำและเกลือแร่จากการเสียเหงื่อในปริมาณมาก และ/หรือจากการทำงานกลางแจ้ง ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ หน้าร้อนธาตุไฟจะมาก โบราณเรียก "ธาตุไฟกำเริบ" คนสมัยก่อนจึงปรับปรุงการใช้ชีวิตในหน้าร้อนไม่ให้ร้อน โดยภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาพื้นบ้านนี่เอง สามารถประยุกต์ใช้ดูแลตัวเองตามหลักธรรมชาติ โดยเริ่มตั้งแต่อาหารการกิน

ถ้าเราจะดับร้อนก็ต้องเน้นรับประทานอาหารที่มีรสจืด รสขม และรสเย็น จะเป็นพืช ผักหรือผลไม้ก็ได้ นำมาปรุงเป็นอาหารหรือขนม โดยเฉพาะพืชตระกูลแตงทั้งหลาย ถือว่ามีบทบาทมากที่สุด เช่นแตงกวา แตงโม ฟัก แฟง มะระ หรือรากบัว ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น อาหารประเภทแกงจืด อาจเป็นแกงจืดฟักเขียว แกงจืดตำลึง แกงจืดมะระยัดไส้ ผักบุ้ง ผักกระเฉด เป็นต้น ถือว่าเหมาะกับบรรยากาศในช่วงนี้มากทีเดียว จึงแนะนำวิธีการดูแลสุขภาพ ในหน้าร้อนแบบไทย ที่ปลอดภัยและประหยัด ตามหลักทฤษฎีการแพทย์แผนไทย โดยยึดหลักความสมดุลทั้ง 4 ธาตุในร่างกาย คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

--- สมุนไพรที่สามารถปรับธาตุทั้ง 4 ให้สมดุลในหน้าร้อนที่กำลังจะมาถึงนี้ ได้แก่


1.ฟ้าทะลายโจร สามารถแก้อาการอักเสบร้อนในได้ วิธีกินง่ายๆ โดยเคี้ยวใบสดสัก 3-4ใบแล้วอมไว้ค่อยๆ กลืน หรือเอาใบสดมาล้างให้สะอาดใส่แก้วแล้วเทน้ำร้อนลงไปจิบน้ำอุ่น หรือรับประทานแบบแคปซูลก็ได้สำหรับผู้ที่ไม่ชอบรสขม
2.มะแว้ง สรรพคุณใกล้เคียงฟ้าทะลายโจร ทานผลมะแว้งแกล้มกับน้ำพริก ใบสดหรือทั้งต้นนำมาหั่นตากแห้ง แล้วชงน้ำอุ่นจิบเรื่อยๆ นอกจากคลายร้อนแล้ว ยังสามารถลดน้ำตาลได้ดี เหมาะกับผู้ที่เป็นเบาหวาน
3.ฝาง (รสขมฝาดเย็น) สรรพคุณบำรุงโลหิต ทำให้โลหิตเย็น แก้ร้อนใน แก้ธาตุพิการ แก้ไข้ แก้เสมหะ บำรุงโลหิต แก้ท้องร่วง ธาตุพิการ แก้กระหายน้ำได้ดี มีผสมในน้ำยาอุทัย ใช้ผสมน้ำดื่มตอนอากาศร้อน
4.ชะเอมเทศ และอบเชยเทศ มีรสหวาน สรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับลมเบื้องต่ำ แก้เสมหะเป็นพิเศษ แต่งกลิ่น แก้คันระคายคอ
5. เกสรทั้งห้า มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี บัวหลวง ที่ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำ ชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน ทำให้เจริญอาหาร รวมถึงดอกไม้ต่างๆ ล้วนมีสรรพคุณดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ทั้งสิ้น เช่นดอกเก๊กฮวย ดอกแค ดอกคำฝอย
6.จันทน์ขาว (รสขมหวาน) สรรพคุณ บำรุงประสาท แก้ตับปอด และดีพิการ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ
7.จันทน์แดง (รสขมเย็น) สรรพคุณ แก้ไข้เพื่อดีพิการ ทำให้ชื่นใจ ดับพิษไข้ ร้อนใน
8.สมอไทย (รสฝาด เปรี้ยว) สรรพคุณ ขม แก้ไข้เสมหะ ระบายท้อง แก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ

สำหรับหน้าร้อนที่กำลังจะมาถึง คงไม่มีอะไรดีไปกว่าเครื่องดื่มปรุงจากสมุนไพรช่วยดับกระหายที่มีคุณค่ามาดับร้อน ผ่อนกระหาย ซึ่งการดื่มน้ำสะอาด เย็นชื่นใจก็ช่วยดับกระหายคลายร้อนได้ น้ำสมุนไพรเป็นเครื่องดื่มที่ได้จากพืชหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ นำมาแปรรูปให้เหมาะสมตามฤดูกาล

น้ำสมุนไพรมีรสชาติอร่อยตามธรรมชาติ ให้คุณค่าและประโยชน์ต่อร่างกายโดยตรงตามชนิดของสมุนไพรที่นำมาทำน้ำสมุนไพร เสริมระบบการย่อยอาหาร ช่วยให้เจริญอาหาร ให้พลังงาน ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ร่างกายกระชุ่มกระชวย และอุดมไปด้วยวิตามินเกลือแร่ ยังช่วยบำรุงเส้นผม ช่วยควบคุมไขมันส่วนที่เกิด จากการบริโภคเนื้อสัตว์ ทำให้ร่างกายทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสารอาหารในน้ำสมุนไพร ช่วยควบคุมระบบการทำงานของร่างกาย ทำให้สารอาหารชนิดอื่นๆ ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ นอกจากจะมีสรรพคุณ ช่วยรักษาอาการป่วยไข้ทางกายแล้ว ความสดชื่นที่ได้จากกลิ่น และรูปรสของพืชผลเมืองร้อน ยังช่วยกล่อมเกลาอารมณ์และจิตใจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนเหงื่อออกมาก การดื่มน้ำสมุนไพรก็จะช่วยให้จิตใจชุ่มชื่น รู้สึกสบาย เพราะน้ำสมุนไพรบางชนิดสามารถช่วยผ่อนคลายความร้อน ทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดลง เช่น น้ำมะขาม ช่วยลดอาการกระหายน้ำ น้ำสมุนไพรบางชนิดช่วยบำรุงหัวใจเป็นยาเย็น เช่น น้ำใบเตย น้ำใบบัวบก น้ำสมุนไพรบางชนิด มีคุณสมบัติช่วยย่อย ทำให้ธาตุปกติและฟอกเลือด เช่น น้ำมะเขือเทศ ดังนั้น น้ำสมุนไพรจึงเปรียบเสมือนยา ที่ช่วยบำรุง ปกป้องรักษา สภาวะร่างกาย ให้เกิดสมดุล ทำให้สุขภาพดี

น้ำสมุนไพรมีประโยชน์แตกต่างกัน เช่น

1.มะตูมสุก รสหวานเย็น สรรพคุณแก้ลม แก้เสมหะ แก้มูกเลือด บำรุงไฟธาตุ แก้กระหายน้ำ ขับลม รสฝาด แก้ปวดศีรษะ ตาลาย เจริญอาหาร ลดความดันโลหิตสูง
2.กระเจี๊ยบแดง ช่วยแก้กระหายน้ำและทำให้สดชื่นแล้ว น้ำกระเจี๊ยบยังช่วยขับปัสสาวะ แก้นิ่ว ช่วยย่อยอาหาร และเป็นยาระบายอ่อนๆ แถมยังช่วยลดไข้และแก้ไอได้อีกด้วย
3.ดอกเก็กฮวย แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยให้สดชื่น ลดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเพราะอากาศร้อน
4..ใบว่านหางจระเข้ ช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แถมยังช่วยให้ระบบขับถ่ายดี และท้องไม่ผูก น้ำดื่มสมุนไพรชนิดนี้ เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับคนนอนดึก และอ่อนเพลีย
5.น้ำรากบัว เครื่องดื่มสมุนไพรชนิดนี้ ได้มาจากรากบัวต้มกับน้ำ ใช้ดื่มเพื่อดับกระหาย นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณแก้ท้องร่วง แก้ร้อนใน ลดไข้ ขับเสมหะ บำรุงกำลัง ช่วยให้เจริญอาหาร
6.น้ำว่านกาบหอย ทำมาจากใบว่านกาบหอย ใช้ดื่มเพื่อแก้ร้อนใน กระหายน้ำ และยังแก้ฟกช้ำภายในได้ด้วย
7.น้ำใบบัวบก เครื่องดื่มสมุนไพรชนิดนี้ เป็นที่รู้จักกันดี ช่วงที่อากาศร้อนแบบนี้ เกือบทุกคนจะนึกถึงน้ำใบบัวบก น้ำสมุนไพรนี้ได้มาจากใบบัวบกสด มีสรรพคุณแก้เจ็บคอ กระหายน้ำ แก้ช้ำใน โรคปากเปื่อย ปวดศีรษะข้างเดียว ทำให้สดชื่น และยังช่วยลดความดันโลหิตสูง
8.น้ำใบเตย เพิ่มความสดชื่น ช่วยในการบำรุงหัวใจ ลดอาการกระหายน้ำ
9.มะนาวผสมน้ำผึ้ง เป็นยาแก้ไอ ละลายเสมหะ แก้ท้องอืด ช่วยขับลม แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน บำรุงธาตุ แก้เลือดออกตามไรฟัน และถ่ายพยาธิ -วิธีการดื่มที่ดี : ควรดื่มแบบจิบช้าๆ และควรดื่มทันทีที่ปรุงเสร็จ เพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหาร และทางยา มากกว่าปล่อยทิ้งไว้นานแล้วดื่ม

-
วิธีการทำน้ำสมุนไพร : ใช้สมุนไพรนำมาต้มให้เดือด และเคี่ยว จนมีสีของสมุนไพรออกมา ใส่เกลือเล็กน้อย เพื่อเสริมเกลือแร่ หรือใส่น้ำตาลกรวดปรุงรส ตามความพอใจ

นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารที่มีรสขม เพราะตามตำราโบราณ รสขมช่วยดับพิษร้อนได้ จึงแนะนำให้ทานผักมาก ดื่มน้ำสมุนไพร เช่น น้ำมะระ ใบบัวบก หรือจับเลี้ยง ในส่วนของอาหารที่มีรสขม เช่น ยอดมะระสด หรือแกงขี้เหล็กปลาย่าง รับประทานมื้อเย็น จะช่วยให้หลับสบาย และช่วยให้ระบบขับถ่ายสะดวกขึ้น

ยิ่งอากาศร้อน คุณยิ่งต้องใส่ใจเรื่องของการรับประทานอาหาร มากขึ้นนะครับ เพราะการเลือกรับประทานอาหาร ในช่วงอากาศร้อนอย่างนี้ ยังช่วยให้คุณ.. ไม่ต้องเสี่ยงต่อโรคท้องร่วงและโรคอาหารเป็นพิษ

*ที่สำคัญคือ อย่าปล่อยให้จิตใจเรา ร้อนตามอากาศรอบกาย ก็แล้วกัน รักษาใจให้เย็นไว้


ข้อมูลโดย. อาจารย์นิพันธ์พงศ์ พานิช กรรมการผู้จัดการ ศูนย์ความงามโอเรียนทอลบิวตี้


ที่มา  ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

โรคกระเพาะสาเหตุของโรค นานาชนิด

เนื่องจากว่าคนไข้ที่เข้ามาใน ดิ อโรคยา คลินิกกการแพทย์แผนไทย ของผม กว่า 80% มีอาการของโรคกระเพาะอาหาร คนไข้หลายคนที่ผมบอกว่าเค้า เป็นโรคกระเพาะ จึงเกิดอาการงงกันเลยทีเดียว เพราะเค้าไม่เคยมีอาการปวดท้อง ไม่มีแผลในกระเพาะ ทำไมถึงบอกว่า เค้าเป็นโรคกระเพาะ ทั้งๆที่เค้าเป็นโรคปวดหลัง ปวดเอว ริดสีดวง หรือสะอึก! เรามาทำความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคกระเพาะกันใหม่นะครับ โรคกระเพาะตามความเข้าใจของคนทั่วไปแล้ว คืออาการเจ็บท้อง ปวดท้อง หรือมีแผลในกระเพาะอาหาร แต่สำหรับแพทย์ตะวันออก หมายความถึง การที่กระเพาะทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ระบบการย่อยอาหารไม่ดี มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก โรคกระเพาะที่ผมพูดนี่แหละครับ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เช่น อาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อ ปวดเข่า ริดสีดวง เก๊าต์ รูมาตอยด์ ไอ แม้กระทั่งสะอึก ก็เกิดจากกระเพาะของท่านนี่แหละครับ เป็นไปได้ยังไงผมจะอธิบายให้ท่านเข้าใจ โดยยกตัวอย่างซัก 2-3 โรคนะครับ .. คำว่าโรคกระเพาะ ในทางการแพทย์ตะวันตก หมายถึงการมีแผลในกระเพาะอาหาร มีเลือดออกในกระเพาะ หรือมีจุดในกระเพาะ โดยใช้การตรวจด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่วิธีของเรานั้น ใช้วิธีการตรวจโดยการกดจุด หรือการตรวจด้วยเส้นลมปราณ เพื่อดูว่าในกระเพาะเรา มีปัญหามีกรดมีแก๊สมากหรือไม่ กระเพาะที่มีปัญหา หมายถึงกระเพาะ ที่ไม่สามารถย่อยอาหารได้สมบูรณ์ หรือกระเพาะมีธาตุไฟอ่อน ไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ ทำให้เกิดการหมักในกระเพาะ และเป็นสาเหตุให้เกิดพิษขึ้นในกระเพาะ จนแน่นไปหมด พลังของกระเพาะแล้วตามปกติ จะต้องไหลลงตามลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่และถ่ายออกมา แต่ถ้าเกิดพิษขึ้นในร่างกาย พลังของกระเพาะท่านจะดันขึ้นมา ทำให้เกิดอาหารสะอึก อาการไอ มีคนไข้ของผม ไอมาตลอด รักษายังไงก็ไม่หาย เพราะส่วนใหญ่เราไปคิดว่า อาการไอเกิดจากการมีเสมหะ หรือเจ็บคอ แต่กระเพาะต่างหาก ที่เป็นตัวทำให้เกิดปัญหา เป็นไปได้อย่างไร จากการที่ได้พูดคุยกับคนไข้แล้วก็พบว่า เค้ามักทานอาหาร พร้อมดื่มน้ำตาม 3-4 แก้ว ระหว่างท่านอาหาร การดื่มน้ำระหว่างการทานอาหารนี่แหละครับ คือสาเหตุของอาการไอ เมื่อท่านทานอาหารเข้าไปแล้ว กระเพาะจะต้องมีไฟในการย่อยอาหาร แต่ท่านกลับคิดว่าการทานน้ำเข้าไปเยอะๆ จะช่วยให้ย่อยได้ดีขึ้น ไม่ถูกต้องนะครับ เพราะจะทำให้อาหารไม่ย่อย และเกิดการหมักในกระเพาะอาหาร เมื่อท่านทำอย่างนี้หลายๆวันติดกัน การหมักมันก็เพิ่มมากขึ้น เกิดพิษในกระเพาะ ทำให้ลมดันขึ้นมาตามคอ ทำให้เกิดอาการไอ ถึงทานยาแก้เจ็บคอ ก็ไม่หาย เพราะมันไม่ได้เกิดจากคอของท่าน แต่เกิดกระเพาะอาหาร บางครั้งก็มีกลิ่นติดออกมาด้วย กลายเป็นกลิ่นปาก ไปหาหมอฟันขูดหินปูนยังไง ก็ไม่หายหรอกครับ คนไข้อีกรายหนึ่งของผม เป็นโรคสะอึก สะอึกตลอดเวลามา 4 ปีแล้ว รายนี้กลับกันคือดื่มน้ำน้อยเกินไป คือน้ำหนักตัวเค้า 50 กว่ากิโล แต่ ทั้งวันดื่มน้ำ แค่แก้วเดียว เค้าดื่มน้ำน้อยเกินไป เมื่อดื่มน้ำน้อยเกินไปแล้ว ก็ทำให้เลือดข้น อวัยวะในร่างกายก็เกิดปัญหา ระบบในร่างกายเรานั้น ประกอบไปด้วยธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ต้องสมดุลย์ แต่ถ้าท่านมีน้ำในร่างกายน้อยเกินไป ไฟในร่างกายก็รุนแรงมาก ธาตุดิน หรือเนื้อหนังมังสาเรา ก็จะแข็งไปหมด ลมในร่างกายก็จะโหม ทำให้เกิดอาการสะอึกขึ้นมา นี่แหละครับคือสาเหตุ ฉะนั้น ผมก็เลยให้คนไข้รายนี้ แก้ปัญหาโดยการดื่มน้ำให้ถูกต้อง เช้ามาดื่มน้ำ 2-5 แก้ว ไม่ดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร และดื่มน้ำให้ปริมาณพอดี กับน้ำหนักตัว อาการสะอึกก็จะค่อยๆ ดีขึ้น หลายท่านคงสงสัยว่า เอ๊ะยังไงกัน ดื่มน้ำมากก็ป่วย ดื่มน้ำน้อยก็ป่วย ท่านควรดื่มน้ำให้ถูกต้องครับ โดยดื่มน้ำให้เหมาะกับน้ำหนักตัวของท่าน โดยเอาน้ำหนักตัว เป็นกิโลกรัมของท่าน คูณด้วย 2.2 หารด้วย 2 และคูณด้วย 30 ค่าที่ออกมาจะมีค่าเป็นมิลลิกรัม (1,000 มิลลิกรัมเท่ากับ 1 ลิตร ) ได้ผลเท่าไร ท่านก็ควรทานน้ำเท่านั้น ต่อวันครับ ร่างกายคนเราต้องมีน้ำถึง 60 % ในเลือด ก็เช่นเดียวกันต้องมีน้ำ เมื่อเลือดในตัวข้น หัวใจก็จะทำงานหนัก อวัยวะภายใน ก็จะขาดเลือด เพราะเลือดจะต้องมีน้ำพาไป ของเสียในตัวท่าน จะออกมาได้ ทั้งปัสสาวะ อุจจาระ ต้องใช้น้ำเช่นเดียวกัน การย่อยอาหารก็ต้องใช้น้ำ เมื่อไม่มีน้ำอาหารก็ย่อยไม่ได้ เมื่อย่อยเสร็จแล้วก็ต้องมีการดูดซึมสู่ม้าม ถ้าไม่มีน้ำ ม้ามก็ไม่สามารถดูดซึมอาหาร ส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้ เส้นเอ็นหรืออวัยวะ ก็จะขาดอาหาร ขาดเลือดทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมา ถ้าท่านเกิดปัญหาอย่างนี้แล้ว ก็ต้องแก้ไข ดื่มน้ำให้ถูกต้อง ให้พอเหมาะ กับร่างกายของท่าน ตื่นเช้ามาท่านก็ควรดื่มน้ำ ก่อนแปรงฟัน 2-5 แก้ว เพื่อให้ร่างกายได้ชำระล้างสิ่งสกปรกออกมา ก็เปรียบเหมือนเวลาเราล้างห้องน้ำ ขัดทำความสะอาดเรียบร้อย แต่ไม่ราดน้ำ สิ่งสกปรกมันก็ไม่ออกไป แล้วทำไมต้องดื่มน้ำก่อนแปรงฟัน? ก็เพื่อให้ไม่ให้ท่านหลงลืม บางคนตื่นแล้ว ก็ไปทำโน่นทำนี่จนลืมดื่มน้ำ และยังเป็นการเว้นระยะการดื่มน้ำ กับการทานอาหารให้ห่างกัน อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ไม่ควรดื่มน้ำระหว่างทานอาหารนะ ควรดื่มน้ำให้ถูกเวลา อย่าทานตอนที่ท้องอิ่ม เพราะจะทำให้เกิดการหมักหมม ในกระเพาะอาหาร และก็ทำให้เกิดอาการต่างๆ อย่างที่ผมพูดมานั่นแหละครับ อีกตัวอย่างหนึ่งของการดื่มน้ำมาก และทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ก็คือ มีคนไข้ของผมรายหนึ่ง จบการศึกษาจากต่างประเทศ ทำให้ติดพฤติกรรมการทานอาหารของฝรั่งมา คือชอบทานสเต็ก ชอบของปิ้งของย่าง ทานอาหารประเภทเนื้อ นม ไข่ ดื่มน้ำอัดลมวันละเป็นสิบกระป๋อง และช็อคโกแลต พฤติกรรมการทานอาหารแบบนี้ ทำให้เค้าเป็นมะเร็งที่เต้านม เมื่อสี่ปีที่แล้ว จึงต้องไปผ่าตัดเอามะเร็งออก ฉายคีโม เพื่อรักษามะเร็ง แต่ปัจจุบันนี้ เค้ากลับเป็นมะเร็งที่เดิมอีกครั้ง ทั้งที่ได้รับการรักษาอย่างดี ทานยาอย่างดี แต่เค้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร ชอบดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร ทานน้ำเยอะๆทั้งวัน ก็ทำให้กระเพาะมีปัญหา เลยทำให้เกิดมะเร็งขึ้นมาอีกครั้ง จากการที่ผมไปกดจุดต่างๆ ตามร่างกาย ปรากฏว่าเจ็บปวดมาก วิธีการรักษา ก็คือทำให้ลมที่อัดแน่น อยู่ในกระเพาะ ตามเส้นเอ็น ออกไปให้ได้ก่อน เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนให้ได้ ถ้าเปรียบร่างกายคนเรากับแม่น้ำ เมื่อแม่น้ำมีอะไรไปอุดตัน ถ้าจะทำความสะอาด ก็ต้องทำการเก็บขยะ ออกจากแม่น้ำนั้นเสียก่อน เพื่อให้น้ำไหลเวียนได้สะดวกขึ้น การนวดสามารถช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้ เปรียบเสมือนการไล่ขยะในร่างกาย โดยเฉพาะการนวดเท้า เป็นการบำบัดร่างกาย ให้เลือดลมในร่างกาย หมุนเวียนสะดวก หรือที่เรียกว่า “กดจุดสะท้อน” ซึ่งจะเป็นการบำบัด ทั้งร่างกาย ไม่ว่าจะ กระเพาะ, ม้าม, ปอด, ไต เพื่อให้อวัยวะต่างๆทำงานได้ดีขึ้น เมื่อนวดเท้าแล้ว ก็จะทำการกดจุด เพื่อดูว่าจุดไหน มีลมอัดแน่น เมื่อมีลมอัดแน่นอยู่ ก็จะให้ร่างกายเกิดพิษ และเป็นปัญหาขึ้นมาได้ ถ้าท่านอยู่บ้าน ก็อาจจะให้คนในบ้านช่วยนวดให้ หรือใช้แผ่นประคบ หรือแช่เท้าในน้ำ เพื่อให้เลือดลมเดินสะดวก สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะ ต้องถ่ายทุกวัน ต้องเอาออกให้ได้อย่าให้หมักหมมสองวันสามวัน ท่านอาจจะทานยาถ่าย หรือทำดีท๊อกซ์ เพื่อช่วยให้ขับถ่าย ให้ได้ติดต่อกันซัก 10 วัน ขับถ่ายพิษออกไปให้หมด อีกโรคที่เป็นกันมากมายเหลือเกิน คือโรคปวดหลัง เรียกได้ว่าเป็นโรค ที่ติดอันดับท๊อปฮิตเลยทีเดียว สาเหตุของอาการปวดหลัง ก็เกิดจากการที่กระเพาะของท่านมีปัญหา ทำไมจึงเกี่ยวข้องกับกระเพาะอีกแล้ว เพราะถ้ากระเพาะอาหารไม่ย่อย ก็จะเกิดลมอัดแน่นที่หน้าอก ที่กลางหลังทำให้เกิดอาการปวดหลัง คนไข้ผมรายหนึ่งอายุแล้ว มีอาการปวดหลัง หลังค่อมมือไม้สั่น ไปหาหมอเค้าก็ให้ใส่ที่รัดหลัง แต่จากการสอบถามแล้ว พบว่าเค้าชอบทานทุเรียนมาก ทานทุเรียนมาก ร่างกายท่านก็ร้อน เกิดลมในกระเพาะแน่นในร่างกาย ทำให้เกิดอาการปวด ต้องทำการกดจุดไล่ลมในร่างกาย นวดหรือทานสมุนไพร ที่ช่วยในการย่อยอาหาร หรือบางท่านที่มีอาการปวดเอว ปวดหลัง ท่านอาจจะคิดว่า เป็นเพราะกระดูกทับเส้น แล้วต้องทำการผ่าตัด มีวิธีสำรวจตัวเองว่า ท่านกระดูกทับเส้นหรือไม่ ให้ท่านนอนหงายราบกับพื้น แล้วยกขาทีละข้าง ถ้าติดขัด หรือมีอาการปวด ก็อาจจะแสดงว่า กระดูกทับเส้น แต่ถ้ายกได้ราบรื่น ไม่มีอาการปวด แสดงว่าท่านไม่มีกระดูกทับเส้นแน่นอน วิธีการรักษาอาการปวดหลังง่ายๆครับ ท่านต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของท่าน โรคส่วนใหญ่แล้ว เกิดจากน้ำทั้งนั้นครับ ควรดื่มน้ำให้ถูกต้อง ดื่มน้ำในพอเหมาะกับน้ำหนักตัวของท่าน ไม่ดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร เพื่อให้กระเพาะทำการย่อยอาหารได้ และหาเวลานวดกดจุด เพื่อไล่ลม และขจัดขยะออกจากร่างกาย เท่านี้อาการเจ็บป่วยของท่าน ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นครับ

โดย   www.the-arokaya.com

จากบอร์ดเพื่อการศึกษาเก่า

หน้าหลัก


ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่าน www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม