Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

ประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับหลักความเชื่อของมุสลิม

อับดุลอะซีซ บิน มัรซูก อัฏ-เฏาะรีฟีย์

บทนำ

อัลหัมดุลิลลาฮฺ มวลการสรรเสริญ เป็นสิทธิแห่งเอกองค์อัลลอฮฺ ผู้ทรงคู่ควรด้วยการสดุดีทั้งมวล ความดีงามแห่งพระองค์นั้น มากมาย ไม่อาจนับคำนวน และการสรรเสริญพระองค์นั้น ก็ล้นพ้น นับไม่ถ้วน บุญคุณทั้งปวง เป็นของพระองค์ ตั้งแต่เริ่มต้นจนบั้นปลาย

ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์ ไม่มีคู่เคียง ไม่มีผู้เทียบเท่า ไม่มีภาคี และไม่มีผู้เสมอเหมือน

ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น เป็นทั้งบ่าว และศาสนทูตของอัลลอฮฺ

และนี่ ก็คือ “หลักความเชื่ออย่างย่อ” ที่ข้าพเจ้าเขียนขึ้นมา ให้กับพี่น้องชาวเมืองชาม (ซีเรีย) ในขณะที่พวกเขา ได้เป็นเจ้าของดินแดนนี้ อีกครั้ง หลังจากที่ตกอยู่ภายใต้การปกครอง ของประเทศคริสเตียน นักล่าอาณานิคม มานาน แล้วก็ตกอยู่ใต้อาณัติ ของพวกบาฏินียะฮฺ มาเป็นเวลาร่วมศตวรรษ ซึ่งผลก็คือ ทำให้หลักการอิสลามหลายๆ ประการ ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่ และเรื่องปลีกย่อยถูกเปลี่ยนแปลง และแก้ไขไปมาก

แท้จริงแล้ว มีหลายท่าน จากพี่น้องในประเทศนั้น และจากที่อื่นๆ ได้ขอให้ข้าพเจ้าเขียนคำตอบต่างๆ ต่อคำถาม ที่บ่าวจะถูกสอบสวน ในวันกิยามะฮฺ ว่าด้วยสิทธิของอัลลอฮฺ เหนือปวงบ่าว ที่ทรงสั่งบัญชานบีนูหฺ และบรรดานบีทั้งหลาย จนถึงยุคแห่งสารอิสลาม ของนบีคนสุดท้าย ท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

﴿۞شَرَعَ لَكُم مِّنَ ٱلدِّينِ مَا وَصَّىٰ بِهِۦ نُوحٗا وَٱلَّذِيٓ أَوۡحَيۡنَآ إِلَيۡكَ وَمَا وَصَّيۡنَا بِهِۦٓ إِبۡرَٰهِيمَ وَمُوسَىٰ وَعِيسَىٰٓۖ أَنۡ أَقِيمُواْ ٱلدِّينَ وَلَا تَتَفَرَّقُواْ فِيهِۚ كَبُرَ عَلَى ٱلۡمُشۡرِكِينَ مَا تَدۡعُوهُمۡ إِلَيۡهِۚ ٱللَّهُ يَجۡتَبِيٓ إِلَيۡهِ مَن يَشَآءُ وَيَهۡدِيٓ إِلَيۡهِ مَن يُنِيبُ ١٣﴾ [الشورى : ١٣] 

ความว่า “พระองค์ได้ทรงกำหนดศาสนา แก่พวกเจ้า เช่นเดียวกับที่พระองค์ ได้ทรงบัญชาแก่นูหฺ และที่เราได้มีวะห์ยูแก่เจ้า ก็เช่นเดียวกับที่เราได้บัญชา แก่อิบรอฮีม มูซา และอีซา ว่า พวกเจ้าจงดำรงศาสนาไว้ให้คงมั่น และอย่าแตกแยกกัน ในเรื่องศาสนา เป็นเรื่องใหญ่หลวงหนักหนา สำหรับพวกตั้งภาคี ในเรื่องที่เจ้าเรียกร้องเชิญชวนพวกเขา ไปสู่ศาสนานั้น อัลลอฮฺทรงเลือก สำหรับพระองค์ เป็นผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงชี้แนะทางสู่พระองค์ ให้แก่ผู้ที่ผินหน้าสู่พระองค์” (อัช-ชูรอ 13)

เมื่อความอยาก (ชะฮฺวะฮฺ) และผลประโยชน์ในตัวคน มีมากขึ้น ก็จะเพิ่มสภาวะของจิตใฝ่ต่ำ (ฮะวา) มากขึ้น ตามไปด้วย และเมื่อฮะวามีอยู่มากจนเกินไป ความเห็นก็จะแตกตัวตามออกมา อีกหลายแขนง สุดท้ายเมื่อความเห็นแตกต่างกัน มากมาย ก็จะมีจำนวนกลุ่ม และพวกต่างๆ มากขึ้นมา โดยปริยาย ในสภาพที่เสียงของชาวอาหรับ อ่อนแรง และไม่ได้รับความสนใจ ก็จะยิ่งเพิ่มความง่ายดาย และอิทธิพล ของการบิดเบือน และการสร้างความเคลือบแคลง รวมถึงการอุปโลกน์ข้ออ้าง ที่พาดพิงเอามาจากหะดีษ และโองการของพระเจ้า เสียเอง

ถ้ากลุ่มต่างๆ ในยุคแรก และยุคต่อมา ได้เคยกระทำการเหล่านี้มาแล้ว อย่างสะดวกง่ายดาย แน่นอนว่า เรื่องดังกล่าว สำหรับกลุ่มต่างๆ ในยุคนี้ ย่อมต้องง่าย และสะดวกกว่าอีก ตราบใดที่ยังมี ชะฮฺวะฮฺ และ ชุบฮะฮฺ อยู่ เพราะแท้จริง การสร้างความเคลือบแคลง หรือชุบฮะฮฺนั้น เริ่มต้นมาจากความอยาก หรือชะฮฺวะฮฺก่อน จากนั้นจึงค่อยพัฒนา มาเป็นชุบฮะฮฺ แล้วก็กลายพันธุ์ เป็นลัทธิที่มีผู้ติดสอยห้อยตาม สุดท้าย คนทั่วไป ก็จะยึดถือเอาบทสรุปของมัน โดยปราศจากความรอบรู้ ถึงที่มาที่ไป ตั้งแต่แรกเริ่ม

อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

﴿أَفَكُلَّمَا جَآءَكُمۡ رَسُولُۢ بِمَا لَا تَهۡوَىٰٓ أَنفُسُكُمُ ٱسۡتَكۡبَرۡتُمۡ فَفَرِيقٗا كَذَّبۡتُمۡ وَفَرِيقٗا تَقۡتُلُونَ ٨٧ ﴾ [البقرة: ٨٧] 

ความว่า “หรือว่าทุกครั้ง ที่มีเราะสูลคนใด มายังสูเจ้า พร้อมกับสิ่งที่ใจของสูเจ้าไม่ชอบ สูเจ้าก็จะแสดงความยโสโอหัง บางส่วนจากบรรดาเราะสูลเหล่านั้น พวกเจ้าก็ปฏิเสธ และอีกบางส่วน พวกเจ้าก็ฆ่า” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 87)

ในอายะฮฺนี้ อัลลอฮฺพูดถึง จิตใฝ่ต่ำ (ฮะวา) ก่อน แล้วมันก็กลายมาเป็นความยโสโอหัง จากนั้นก็กลายมาเป็นการปฏิเสธศรัทธา แล้วจบลงด้วยการอธรรม เป็นศัตรูคู่แค้น ซึ่งจะเป็นเช่นนี้กับทุกๆ ลัทธิ และแนวคิดหลงทาง ในทุกยุคสมัย และทุกกลุ่มชน

อัลลอฮฺได้ทรงประทานสัจธรรม และทางนำ มายังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ใครก็ตามที่ประสงค์จะรับมัน ในสภาพที่ใสสะอาด ก็จงรับมันจากแหล่งเดิม อันแรกๆ ของมัน ก่อนที่มันจะถูกเอาไปผสมปนเป กับความคิดของคน

เพราะวะห์ยู (พระดำรัส และวิวรณ์ของอัลลอฮฺ) นั้น เปรียบได้เหมือนกับน้ำ ส่วนปัญญาของมนุษย์นั้น เหมือนภาชนะ อัลลอฮฺได้ส่งวะห์ยูมาแล้ว วางไว้ในภาชนะ นั่นคือหัวใจของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นท่านนบีก็ได้ถ่ายเทวะห์ยู ให้กับบรรดาเศาะหาบะฮฺ แล้วเศาะหาบะฮฺ ก็ถ่ายเทให้กับบรรดาตาบิอีน ยิ่งมีการถ่ายเทมากเท่าไร ความใสของน้ำ ก็จะยิ่งจางลง และจะยิ่งขุ่นมัว เพราะฉะนั้น ภาชนะที่ถูกต้อง และสะอาดที่สุด ก็คือภาชนะของคนรุ่นแรกๆ นั่นคือ เริ่มตั้งแต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากนั้นก็เป็นเศาะหาบะฮฺ แล้วก็เป็นเหล่าตาบิอีน ซึ่งมีบันทึกในหะดีษ ที่รายงานโดยมุสลิมจากอบู มูซา เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า

«أَنَا أَمَنَةٌ لأَصْحَابِي، فَإِذَا ذَهَبْتُ أَتَى أَصْحَابي مَا يُوعَدُونَ، وَأَصْحَابِي أَمَنَةٌ لأُمَّتِي، فَإِذَا ذَهَبَ أَصْحَابي أَتَى أُمَّتِي مَا يُوعَدُونَ» [مسلم برقم 2531]

ความว่า “ฉันเป็นหลักประกันความปลอดภัย แก่เศาะหาบะฮฺของฉัน เมื่อฉันจากไป ก็จะมีสิ่งที่ถูกสัญญา มายังเศาะหาบะฮฺของฉัน และบรรดาเศาะหาบะฮฺ ก็จะเป็นหลักประกันความปลอดภัย แก่ประชาชาติของฉัน เมื่อเศาะหาบะฮฺของฉันจากไป ก็จะมีสิ่งที่ถูกสัญญา มายังประชาชาติของฉัน” (มุสลิม หมายเลข 2531)

ดังนั้น ศาสนาจะต้องไม่ถูกนำเอามา ยึดถือปฏิบัติ นอกเสียจากต้องผ่านวะห์ยู จากอัลกุรอาน และสุนนะฮฺเท่านั้น

﴿هُوَ ٱلَّذِي بَعَثَ فِي ٱلۡأُمِّيِّ‍ۧنَ رَسُولٗا مِّنۡهُمۡ يَتۡلُواْ عَلَيۡهِمۡ ءَايَٰتِهِۦ وَيُزَكِّيهِمۡ وَيُعَلِّمُهُمُ ٱلۡكِتَٰبَ وَٱلۡحِكۡمَةَ﴾ [الجمعة: ٢] 

ความว่า “พระองค์ทรงเป็นผู้แต่งตั้ง ในหมู่ผู้ไม่รู้หนังสือ ซึ่งศาสนทูต (เราะสูล) ขึ้นมาคนหนึ่งจากพวกเขาเอง เพื่อให้เขาอ่านโองการต่างๆ ของพระองค์ แก่พวกเขา และเพื่อให้เขาขัดเกลาจิตใจ คนเหล่านั้น ให้บริสุทธิ์ และให้เขาสอนคัมภีร์ และให้ความรู้แก่พวกเขา” (อัล-ญุมุอะฮฺ 2)

ความรู้ทุกอย่าง เกี่ยวกับศาสนา ที่เอามาจากสิ่งอื่น นอกจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺ ถือว่าเป็นความโง่เขลา

และความเข้าใจที่ถูกต้องที่สุด เกี่ยวกับวะห์ยู คือความเข้าใจของบรรดาเศาะหาบะฮฺ ในหนังสือเล่มนี้ เราจะกล่าวถึง สิ่งที่วะห์ยูได้พูดถึง และสิ่งที่บรรดาเศาะหาบะฮฺเข้าใจ และเป็นสิ่งที่ผู้คนในยุคที่ดีที่สุด เห็นพ้องกัน ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ ...

ถัดไป

หน้าหลัก

พฤษภาคม 29, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม