Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

การบริโภคทรัพย์สินที่ต้องห้าม

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์

มวลการสรรเสริญ เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ การสรรเสริญและความสันติ จงประสบแด่ท่านศาสนทูต ของอัลลอฮฺ ขอปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่ควรเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺ พระองค์เดียวเท่านั้น โดยปราศจากการตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์ และขอปฏิญานตนว่า มุหัมหมัดคือบ่าว และศาสนทูตของอัลลอฮฺ

อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

﴿وَلَا تَأۡكُلُوٓاْ أَمۡوَٰلَكُم بَيۡنَكُم بِٱلۡبَٰطِلِ وَتُدۡلُواْ بِهَآ إِلَى ٱلۡحُكَّامِ لِتَأۡكُلُواْ فَرِيقٗا مِّنۡ أَمۡوَٰلِ ٱلنَّاسِ بِٱلۡإِثۡمِ وَأَنتُمۡ تَعۡلَمُونَ ١٨٨﴾ [البقرة :188]

ความว่า “และจงอย่าแย่งชิงทรัพย์สินกันและกัน โดยวิธีการที่มิชอบธรรม และจงอย่าเสนอให้แก่ผู้พิพากษา เพื่อที่ว่าสูเจ้าจะได้กลืนกิน สมบัติส่วนหนึ่งของคนอื่น โดยไม่เป็นธรรมทั้ง ๆ ที่สูเจ้ารู้ดีอยู่” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 188 )

ท่านอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า อายะฮฺนี้ กล่าวถึงกรณีที่ชายคนหนึ่ง ครอบครองทรัพย์ โดยไม่ชอบธรรม และไม่มีหลักฐานใดๆ บ่งชี้ว่า ทรัพย์นั้นเป็นของเขา แต่เขาพยายามร้องเรียน ไปยังผู้พิพากษา ทั้งๆ ที่เขาทราบดีว่า แท้จริงแล้วทรัพย์สินนั้น ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเขา ดังนั้น การกระทำของเขา ถือว่าบาป และถือว่า เขาเป็นผู้ที่บริโภคทรัพย์สิน ที่ต้องห้าม (ตัฟสีรฺ อิบนุกะษีรฺ 1/224-225)

และอัลลอฮฺได้ตรัสอีกว่า

﴿إِنَّ ٱلَّذِينَ يَأۡكُلُونَ أَمۡوَٰلَ ٱلۡيَتَٰمَىٰ ظُلۡمًا إِنَّمَا يَأۡكُلُونَ فِي بُطُونِهِمۡ نَارٗاۖ وَسَيَصۡلَوۡنَ سَعِيرٗا ١﴾ [النساء : 10]

ความว่า “แท้จริง บรรดาผู้ที่กินทรัพย์ ของบรรดาเด็กกำพร้า ด้วยความอธรรมนั้น แท้จริง พวกเขากินไฟ เข้าไปในท้องของพวกเขาต่างหาก และพวกเขาก็จะเข้า ไปสู่เปลวเพลิง” (อัน-นิสาอ์ :10)

อิหม่ามอะหฺมัด ได้บันทึกหะดีษ ในหนังสือมุสนัดของท่าน รายงานจากท่าน กะอฺบ เบ็น อิยาฎ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«إِنَّ لِكُلِّ أُمَّةٍ فِتْنَةً ، وَإِنَّ فِتْنَةَ أُمَّتِي المَالُ» [رواه أحمد برقم 17471]

ความว่า “แท้จริง ทุกๆ ประชาชาติ จะต้องพบเจอกับฟิตนะฮฺ (บททดสอบ) และฟิตนะฮฺที่ประชาชาติของฉัน จะต้องพบเจอ ก็คือทรัพย์สินเงินทอง” (บันทึกโดย อะหฺมัด หมายเลขหะดีษ: 17471)

และหากสังเกตเห็นในปัจจุบัน จะพบว่าผู้คนส่วนใหญ่มักไม่ใส่ใจ กับการบริโภคทรัพย์สินต้องห้าม ซึ่งสิ่งดังกล่าวนั้นตรงกับคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยท่านได้กล่าวว่า

«لَيَأْتِيَنَّ عَلَى النَّاسِ زَمَانٌ لاَ يُبَالِي الْمَرْءُ بِمَا أَخَذَ الْمَالَ، أَمِنَ الْحَلاَلِ أَمْ مِنَ حَرَام»  [أخرجه البخاري برقم 2083]

ความว่า “จะมียุคสมัยหนึ่ง ที่ผู้คนจะไม่ใส่ใจว่า ทรัพย์สินที่แสวงหามาได้นั้น มาจากแหล่งที่หะลาล (อนุมัติ) หรือหะรอม (ต้องห้าม)?” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ 2/84 หมายเลขหะดีษ : 2083)

ท่านอิบนุ อัล-มุบาร็อก กล่าวว่า “และการที่ฉันปฏิเสธรับเงินที่ชุบฮะฮฺ (คลุมเครือ) จำนวนหนึ่งดิรฮัม เป็นสิ่งที่ดีกว่าการที่ฉันบริจาคทาน ด้วยเงินจำนวนหนึ่งแสนดิรฮัม”

ท่านอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า "เราได้ละทิ้งเก้าจากสิบส่วน ของสิ่งที่เป็นที่หะลาล (อนุมัติ) เพราะเกรงว่า จะตกอยู่ในสิ่งที่ต้องห้าม" และการที่ท่านอุมัรฺกระทำเช่นนั้น เนื่องจากท่านได้ประพฤติตน สอดคล้องกับหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ได้กล่าวว่า

«إنَّ الحَلَالَ بَيِّنٌ وَإِنَّ الحَرَامَ بَيِّنٌ ، وبَيْنَهُمَا اُمُورٌ مُشْتَبِهاتٌ ، لاَ يَعْلَمُهُنَّ كَثِيْرٌ مِنَ النَّاسِ ، فَمَنِ اتَّقَى الشُّبُهَاتِ ، فَقَدْ اِسْتَبْرَأَ لِدِيْنِهِ وَعِرْضِهِ ، وَمَنْ وَقَعَ فِيْ الشُّبُهَاتِ وَقَعَ فِيْ الحَرَامِ ، كَالرَّاعِيْ يَرْعَى حَوْلَ الحِمَى يُوْشِكُ أَنْ يَرْتَعَ فِيْهِ» [أخرجه البخاري برقم 2051 ومسلم برقم 1599]

ความว่า "แท้จริง สิ่งที่อนุมัติ (หะลาล) นั้น ชัดเจน และสิ่งที่ต้องห้าม (หะรอม) ก็ชัดเจน เช่นกัน และในระหว่างทั้งสองนั้น คือสิ่งที่คลุมเครือ ซึ่งผู้คนส่วนมากไม่รู้ ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่ระแวดระวัง และปกป้องตัวเขา จากสิ่งที่คลุมเครือ แท้จริงเขาได้ให้ศาสนา และเกียรติของเขา ใสสะอาดปราศจากมลทิน และใครก็ตาม ที่ตกอยู่ในสิ่งที่คลุมเครือ ก็เสมือนกับว่า เขาได้ตกอยู่ในสิ่งที่ต้องห้าม เปรียบดังเช่น ผู้ที่เลี้ยงปศุสัตว์อยู่รอบๆ บริเวณเขตหวงห้าม ซึ่งมันเกือบจะเล็ดลอด เข้าไปกินในเขตหวงห้ามอยู่แล้ว" (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ 2/74 หมายเลขหะดีษ 2051 และมุสลิม 3/1219-1220 หมายเลขหะดีษ 1599)

ถัดไป

หน้าหลัก

กันยายน 14, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม