Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

เจตนารมณ์พื้นฐาน 5 ประการในอิสลาม

ดร.มุฮำหมัดซากี  เจ๊ะหะ

ความนำ

เจตนารมณ์พื้นฐาน 5 ประการในอิสลาม เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า อิสลามได้กำหนดมาตรการ และคำสอนต่างๆ เพื่อเป็นหลักประกันการสร้างความมั่นคง ในชีวิตมนุษย์ ทั้งในลักษณะของการก่อให้เกิด และการธำรงรักษา มิให้สูญหาย หรือนำไปใช้ในทิศทางที่ผิดๆ ซึ่งล้วนสอนให้เรารู้ว่าอิสลาม คือศาสนาที่ธำรงไว้ ซึ่งสันติภาพที่แท้จริง

บรรดานักการศาสนา และนักวิชาการ เห็นพ้องต้องกันว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของการกำหนดบทบัญญัติในอิสลาม คือ การปกป้องมนุษย์ ในห้าประการสำคัญ คือ ศาสนา ชีวิต สติปัญญา วงศ์ตระกูล และทรัพย์สิน จะเห็นได้ว่า อิสลามได้กำหนดบทบัญญัติ เกี่ยวกับการปกป้อง 5 ประการดังกล่าว ไว้อย่างสมบูรณ์ และครอบคลุม ทั้งในมาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อให้กำเนิด หรือมาตรการ ที่เกี่ยวกับการผดุงรักษาเจตนารมณ์อิสลาม ทั้ง 5 ประการดังกล่าว ให้สามารถคงอยู่กับชีวิตมนุษย์สืบไป

เจตนารมณ์พื้นฐาน 5 ประการในอิสลาม สรุปได้ดังนี้

1. การปกป้องศาสนา

อิสลามได้ให้คุณค่าต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ ด้วยการสนองความต้องการ ให้มนุษย์สามารถปฏิบัติหน้าที่ ในการภักดีต่ออัลลอฮฺ และเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของจิตใจ ด้วยกระทำความดี ตลอดจนสร้างหลักประกัน ให้มนุษย์ประสบความสันติสุขที่แท้จริง

วัตถุประสงค์หนึ่งของบทบัญญัติอิสลาม ก็เพื่อปกป้องศาสนา ไม่ว่าในลักษณะของการให้เกิด หรือการธำรงรักษาให้คงอยู่ เพื่อทำหน้าที่ชี้นำมนุษย์ สู่แนวทางอันเที่ยงตรง โดยกำหนดมาตรการต่างๆ ดังนี้

ก. มาตรการการปกป้องศาสนา ในลักษณะของการให้เกิด มีดังต่อไปนี้

1. เสริมความเข้มแข็ง ของหลักการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ศาสนทูตของพระองค์ บรรดาคัมภีร์ เทวทูต (มะลาอิกะฮฺ) วันปรโลก (อะคีเราะฮฺ) และการกำหนดสภาวการณ์ (เกาะดัร) ดังที่อัลลอฮฺ  ตรัสว่า

﴿يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ آمِنُواْ بِاللهِ وَرَسُولِهِ وَالْكِتَابِ الَّذِي نَزَّلَ عَلَى رَسُولِهِ وَالْكِتَابِ الَّذِيَ أَنزَلَ مِن قَبْلُ وَمَن يَكْفُرْ بِاللهِ وَمَلاَئِكَتِهِ وَكُتُبِهِ وَرُسُلِهِ وَالْيَوْمِ الآخِرِ فَقَدْ ضَلَّ ضَلاَلاً بَعِيدا﴾ (النساء : 136 )

ความว่า “โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และเราะซูลของพระองค์เถิด และคัมภีร์ที่พระองค์ได้ประทานลงมา แก่เราะซูลของพระองค์ และคัมภีร์ที่พระองค์ได้ประทานลงมาก่อนนั้น และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺ มะลาอิกะฮฺ บรรดาคัมภีร์ บรรดาเราะซูล และวันปรโลกแล้วไซร้ แน่นอนเขาได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล” (อัลกุรอาน 4 :136)

2. ความศรัทธาเหล่านี้ ต้องอยู่บนพื้นฐานของสติปัญญา และการใช้เหตุผลทางวิชาการ เนื่องจากการเชิญชวนสู่อิสลาม ต้องอาศัยหลักการใคร่ครวญ และการไตร่ตรอง ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿أَوَلَمْ يَنظُرُواْ فِي مَلَكُوتِ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضِ وَمَا خَلَقَ اللهُ مِن شَيْءٍ﴾ (الأعراف : 185 )

ความว่า “และพวกเขามิได้ใคร่ครวญ ในอำนาจทั้งหลาย แห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดิน และสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อัลลอฮฺ ได้ทรงบังเกิดขึ้น ดอกหรือ” (อัลกุรอาน 7:185)

3. การทำการภักดีสักการะ (อิบาดะฮฺ) ต่อพระผู้เป็นเจ้า เช่น การละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอด และการประกอบพิธีหัจญ์ ซึ่งอิบาดะฮฺเหล่านี้ มีเคล็ดลับ และจุดมุ่งหมายที่สูงส่ง ที่สำคัญที่สุด คือ เปิดโอกาศให้มนุษย์สร้างความสัมพันธ์ กับพระผู้เป็นเจ้า อันเป็นปัจจัยสำคัญ ในการเสริมสร้างความศรัทธาที่เข้มแข็ง ดังที่ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวในหะดีษกุดซีย์ความว่า ไม่มีการกระทำใดๆ ที่บ่าวของฉันได้กระทำไว้ ที่สร้างความพึงพอใจแก่ฉัน มากกว่าการที่เขาได้ปฏิบัติ ในสิ่งที่ฉันบังคับให้กระทำ

4. อิสลามกำหนดให้มุสลิม ทำการเชิญชวนสู่หนทางของอัลลอฮฺ ตลอดจนปกป้องดูแล ผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿وَلْتَكُن مِّنكُمْ أُمَّةٌ يَدْعُونَ إِلَى الْخَيْرِ وَيَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَيَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنكَرِ وَأُوْلَـئِكَ هُمُ الْمُفْلِحُونَ﴾ (آل عمران : 104 )

ความว่า “และจงให้มีขึ้นจากพวกเจ้า ซึ่งกลุ่มหนึ่งที่เชิญชวนสู่ความดี สั่งใช้ให้กระทำสิ่งที่ชอบ และห้ามปรามมิให้กระทำสิ่งมิชอบ และชนเหล่านี้แหละ คือผู้ได้รับความสำเร็จ” (อัลกุรอาน 3:104)

ข. มาตรการการปกป้องศาสนาให้ดำรงอยู่

หมายถึง อิสลามได้กำหนดมาตรการ และแนวทางต่างๆ สำหรับการปกป้องศาสนา จากการทำลาย และการกำจัดอุปสรรคขวากหนาม เพื่อการดำรงอยู่ของศาสนา

ส่วนหนึ่งของแนวทางดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

  1. อิสลามได้รับรองให้มีเสรีภาพ ในการนับถือศาสนา เพราะอิสลามมิได้บังคับให้ผู้ใด มานับถืออิสลาม และยอมรับการอยู่ร่วมกันระหว่างต่างศาสนิก และยังอนุญาตให้มีการปฏิบัติ ตามศาสนบัญญัติของแต่ละศาสนาอย่างอิสระ ตามที่ได้ปรากฏในประวัติศาสตร์การปกครองในอิสลาม
  2. อิสลามได้บัญญัติ ให้มีการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ (ญิฮาด) เพื่อความมั่นคงของศาสนา ปกป้องการรุกราน และพิทักษ์รักษาเสรีภาพในความเชื่อ ดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿وَقَاتِلُواْ فِي سَبِيلِ اللهِ الَّذِينَ يُقَاتِلُونَكُمْ وَلاَ تَعْتَدُواْ إِنَّ اللهَ لاَ يُحِبِّ الْمُعْتَدِينَ﴾ (البقرة : 190 )

ความว่า และพวกเจ้าจงต่อสู้ ในหนทางของอัลลอฮฺ ต่อบรรดาผู้ที่ทำสงครามพวกเจ้า และจงอย่ากระทำที่เกินเลย แท้จริงอัลลอฮฺ ไม่ทรงชอบการกระทำที่เกินเลย(อัลกุรอาน 2: 190)

  1. อิสลามกำชับให้มุสลิม ยึดหลักคำสอนอย่างเคร่งครัด ตลอดจนปฏิบัติตามหลักคำสอน อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ เพื่อทำให้จิตใจใสสะอาด อันจะส่งผลต่อการมีพฤติกรรมที่ดี ในชีวิตประจำวัน ดังที่อัลกุรอาน ได้ผนวกรวมบรรดาผู้ศรัทธา กับบรรดาผู้กระทำความดีอยู่เสมอ เพื่อเป็นบทเรียนว่า การศรัทธากับการกระทำความดี เป็นสิ่งที่ควบคู่กัน ที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้
  2. อิสลามกำหนดบทลงโทษ ฐานพ้นจากศาสนา (ริดดะฮฺ) เพื่อให้เกิดความจริงจังในการนับถือ เพราะการนับถือศาสนา ต้องนับถืออย่างสมบูรณ์แบบ อิสลามมิได้บังคับให้ผู้ใดนับถืออิสลาม แต่เมื่อนับถือแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของผู้นับถือ ที่ต้องปฏิบัติตามกฏกติกา อย่างเคร่งครัด หากผู้ใดกระทำการที่พ้นจากศาสนา หลังจากนั้น ก็หมายความว่า เขาได้สร้างความปั่นป่วนทางความคิด และสร้างความสับสนวุ่นวายแก่สังคม ดังนั้น บทลงโทษของความผิด ฐานพ้นจากศาสนา มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความจริงจัง ในการนับถือศาสนา อันเป็นการให้เกียรติแก่ศาสนา
  3. อิสลามได้สร้างกำแพง เพื่อเป็นเกราะกำบัง และเสริมความเข้มเเข็งของสังคม ด้วยการทำ อิบาดะฮฺ ประเภทต่างๆ เช่นการละหมาดรวมกัน (ญะมาอะฮฺ) การถือศีลอด การจ่ายซะกาต เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างจิตใจที่มั่นคงของคนในสังคม

2. การปกป้องชีวิต

สิ่งจำเป็นอีกประการหนึ่งสำหรับมนุษย์ คือการมีชีวิต อิสลามได้วางแนวทางในการป้องกันคุณค่าแห่งชีวิตไว้ดังนี้

ก. มาตรการการปกป้องชีวิต ด้านการให้กำเนิด

อิสลามได้อนุมัติการสมรส หรือการใช้ชีวิตคู่ ทั้งนี้เนื่องจากการสมรสนั้น เป็นการสืบเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติ อันเป็นผู้แทนของอัลลอฮฺ บนหน้าแผ่นดิน และการสมรสนั้น เป็นการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ อันจะนำมาซึ่งความรักและสันต ิโดยที่อิสลามถือว่าการมีชีวิตคู่ คือส่วนหนึ่งของสัญญาณ แห่งความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ ดังที่พระองค์ตรัสว่า

﴿وَمِنْ آيَاتِهِ أَنْ خَلَقَ لَكُم مِّنْ أَنفُسِكُمْ أَزْوَاجاً لِّتَسْكُنُوا إِلَيْهَا وَجَعَلَ بَيْنَكُم مَّوَدَّةً وَرَحْمَةً إِنَّ فِي ذَلِكَ لَآيَاتٍ لِّقَوْمٍ يَتَفَكَّرُونَ﴾ (الروم : 21 )

ความว่า “และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ คือ ทรงสร้างคู่ครอง ให้แก่พวกเจ้า จากตัวของพวกเจ้าเอง เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุข อยู่กับนาง และทรงให้มีความรักใคร่ และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า” (อัลกุรอาน 30:21)

ข. มาตรการการปกป้องชีวิตให้สามารถคงอยู่

1. สิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ คือการมีชีวิตอย่างต่อเนื่องและการอยู่รอดบนโลกนี้ ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยยังชีพไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยารักษาโรค เครื่องแต่งกาย และที่อยู่อาศัย อิสลามถือว่าผู้ใดที่ละเลย ในการแสวงหาปัจจัยสี่ดังกล่าว เพื่อประกันการอยู่รอดของชีวิตแล้ว เขาได้กระทำความผิดอย่างใหญ่หลวง

2. รัฐอิสลามจำต้องสร้างหลักประกัน ความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย แก่ประชาชน และกิจการภายในประเทศ ตลอดจนผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม และการให้สิทธิและเสรีภาพต่างๆ แก่ผู้ใต้ปกครอง เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน

3. อิสลามได้กำหนดมาตรการ การปกป้องรักษาเกียรติ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การเคารพสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น การประกอบอาชีพ การเลือกถิ่นฐานที่อยู่อาศัย และสิทธิอื่นๆที่มนุษย์พึงได้ แม้กระทั่งหลังจากมนุษย์ได้สิ้นชีวิตแล้ว ฉะนั้น การทำลาย และสร้างความเสียหายต่อเกียรติ และชื่อเสียงของมนุษย์ เช่น การใส่ร้ายป้ายสีว่าผิดประเวณี การด่าทอ การดูถูกเหยียดหยาม การทรมานร่างกายและจิตใจ หรือแม้กระทั่งการทำร้ายศพ ล้วนแล้วเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และเป็นสิ่งต้องห้ามในอิสลาม ที่มีบทบัญญัติอย่างชัดเจน

4. อิสลามได้ผ่อนปรนในการปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ อันเนื่องมาจากความจำเป็น หรือความยากลำบาก และเกินความสามารถของบุคคล ที่จะกระทำการได้ เช่น การผ่อนปรนละศีลอด ในตอนกลางวันของเดือนรอมฎอน ด้วยเหตุอาการป่วย เดินทาง หรือสตรีมีครรภ์ และการผ่อนปรนในศาสนบัญญัติอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อมิให้มุสลิมเกิดความยุ่งยากลำบาก ในการประกอบพิธีทางศาสนา และไม่ก่ออันตรายต่อชีวิต อันเนื่องมาจากการปฏิบัติศาสนกิจ

5. อิสลามได้ห้ามการฆาตกรรม ทั้งการฆ่าตัวเองหรือผู้อื่น เพราะเป็นอาชญากรรม ที่สร้างความเสียหาย ต่อมวลมนุษยชาติทั้งมวล อิสลามถือว่าการฆ่าชีวิตหนึ่งที่บริสุทธิ์ เปรียบเสมือนการฆ่าชีวิตมนุษย์ทั้งโลก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งการฆ่าชีวิตหนึ่งที่บริสุทธิ์ ก็ไม่ต่างไปจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั่นเอง ทั้งนี้ อิสลามถือว่า ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์ทำลายชีวิตของใครคนหนึ่ง เว้นแต่ผู้ที่ประทานชีวิตเขาเท่านั้น

6. อิสลามได้กำหนดบทลงโทษประหารชีวิต (กิศอศ) สำหรับผู้กระทำผิดฐานฆ่าคนตาย โดยเจตนา และกำหนดให้มีการจ่ายค่าชีวิต (ดิยัต) และค่าสินไหมทดแทน (กัฟฟาเราะฮฺ) สำหรับผู้กระทำผิดฐานฆ่าคนตาย โดยไม่เจตนา หรือโดยพลาดพลั้ง

7. อิสลามกำหนดให้ประกาศสงคราม เพื่อปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์และผู้อ่อนแอ จากการล่วงละเมิดและรุกรานของฝ่ายศัตรู

8. อิสลามสอนให้มุสลิม ต้องให้ความช่วยเหลือ และปกป้องเพื่อนมนุษย์ที่ถูกอธรรม อย่างสุดความสามารถ

9. อิสลามสอนให้มุสลิมรู้จักปกป้องตนเอง ให้พ้นจากการถูกอธรรม โดยฝ่ายศัตรู

3. การปกป้องสติปัญญา

อิสลามได้ให้ความสำคัญ ต่อการการรักษาสติปัญญาของมนุษย์ เพราะสติปัญญา เป็นสิ่งประเสริฐที่สร้างความแตกต่าง ระหว่างมนุษย์ กับสิ่งที่ถูกสร้างอื่นๆ และด้วยสติปัญญา ทำให้มนุษย์มีความรับผิดชอบ ต่อหน้าที่การงาน ที่ได้รับมอบหมาย ในฐานะผู้แทนของอัลลอฮฺ บนหน้าแผ่นดินนี้ ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงได้วางแนวทาง ในการรักษาสติปัญญาให้สมบูรณ์ ดังต่อไปนี้

1. อิสลามได้ห้ามสิ่งต่างๆ ที่ส่งผลต่อการทำลายความสมบูรณ์ ของสติปัญญามนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามสิ่งมึนเมาต่างๆ สิ่งเสพติดหรือสิ่งใดๆ ที่ทำให้มันสมองของมนุษย์ เกิดความบกพร่อง และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะมนุษย์เรืองปัญญา

2. อิสลามได้กำหนดบทลงโทษที่เด็ดขาด สำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับสิ่งมึนเมาหรือสิ่งเสพติด อย่างครบวงจร ตั้งแต่ ผู้ผลิตจำหน่าย ผู้สนับสนุน ผู้ซื้อผู้ขาย เจ้าของกิจการ พนักงาน ล้วนได้รับผลตอบแทนอย่างสาสม เท่าเทียมกัน

3.อิสลามได้อบรมสั่งสอนและสร้างจิตสำนึกให้มนุษย์มีสติปัญญาที่สมบูรณ์ เข้าใจสัจธรรม คิดและปฏิบัติในสิ่งที่ดีและถูกต้อง

4.อิสลามได้เรียกร้องให้มนุษย์ สร้างความสมบูรณ์แก่สติปัญญา ทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพ   ในด้านกายภาพนั้น อิสลามได้สั่งให้มนุษย์รับประทานอาหาร ที่มีคุณค่า เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง อันส่งผลต่อการพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ ฉะนั้น อิสลามจึงถือว่าไม่บังควรสำหรับผู้พิพากษา ที่จะทำการตัดสินคดี ในขณะที่ตนหิวโหย ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงส่งเสริมให้ผู้พิพากษา รับประทานอาหาร ก่อนจะทำการพิจารณาพิพากษาคดี ทั้งนี้ เพื่อขจัดอุปสรรค และปัญหาในการพิจารณาตัดสินคดี ส่วนการสร้างความสมบูรณ์ แก่สติปัญญาด้านชีวภาพนั้น ก็คือการให้ความรู้ และความศรัทธา ดังนั้น เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมุสลิมทั้งชายและหญิง ที่จะต้องแสวงหาความรู้จนวาระสุดท้ายของชีวิต

                      ถัดไป                              

หน้าหลัก

ตุลาคม 06, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม