Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

โทษทัณฑ์และความสุขสบายในหลุมศพ

﴿عذاب القبر ونعيمه﴾

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์

มวลการสรรเสริญ เป็นเอกสิทธิของอัลลอฮฺ ขอการเจริญพร และความสันติ มีแด่ท่านศาสนทูต ของอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ข้าขอปฏิญานว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมหมัดนั้นเป็นบ่าว และศาสนทูตของพระองค์

รายงานจากท่านอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่าท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«إِنَّ أَحَدَكُمْ إِذَا مَاتَ عُرِضَ عَلَيْهِ مَقْعَدُهُ بِالْغَدَاةِ وَالْعَشِىِّ، إِنْ كَانَ مِنْ أَهْلِ الْجَنَّةِ فَمِنْ أَهْلِ الْجَنَّةِ، وَإِنْ كَانَ مِنْ أَهْلِ النَّارِ فَمِنْ أَهْلِ النَّارِ، فَيُقَالُ هَذَا مَقْعَدُكَ حَتَّى يَبْعَثَكَ اللَّهُ إِلَيْهِ يَوْمَ الْقِيَامَةِ» [البخاري برقم 1379، ومسلم برقم 2866]

ความว่า “เมื่อคนหนึ่งคนใด จากพวกท่านเสียชีวิต เขาจะถูกนำมาเสนอ ให้เห็นที่อยู่ของเขา ในอนาคต ทุกเช้าเย็น หากเขาถูกนำเสนอที่อยู่ในสวรรค์ เขาก็เป็นชาวสวรรค์ และ หากเขาถูกนำเสนอที่อยู่ในนรก เขาก็เป็นชาวนรก เขาจะถูกกล่าวว่า นี่คือที่อยู่ของท่าน เมื่ออัลลอฮฺให้ท่านพื้นขึ้นในวันกิยามะฮฺ” (อัล-บุคอรีย์ เล่มที่ 1 หน้าที่ 423 หะดีษหมายเลข1379 และมุสลิม เล่มที่ 4 หน้าที่ 2199 หะดีษหมายเลข 2866)

หะดีษนี้ เป็นหนึ่งในหลักฐาน ที่มีอยู่อย่างมากมาย จากทั้งอัลกุรอาน และซุนนะฮฺ ที่ยืนยันการมีอยู่ของโทษทัณฑ์ และความสุขสบาย ที่มีอยู่ในสุสาน (กุโบร์) และถือเป็นสิ่ง ที่ต้องศรัทธา อีมาน และเตรียมพร้อมสำหรับมันด้วย

อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿ فَأَمَّآ إِن كَانَ مِنَ ٱلۡمُقَرَّبِينَ ٨٨ فَرَوۡحٞ وَرَيۡحَانٞ وَجَنَّتُ نَعِيمٖ ٨٩ وَأَمَّآ إِن كَانَ مِنۡ أَصۡحَٰبِ ٱلۡيَمِينِ ٩٠ فَسَلَٰمٞ لَّكَ مِنۡ أَصۡحَٰبِ ٱلۡيَمِينِ ٩١ وَأَمَّآ إِن كَانَ مِنَ ٱلۡمُكَذِّبِينَ ٱلضَّآلِّينَ ٩٢ فَنُزُلٞ مِّنۡ حَمِيمٖ ٩٣ وَتَصۡلِيَةُ جَحِيمٍ ٩٤ إِنَّ هَٰذَا لَهُوَ حَقُّ ٱلۡيَقِينِ ٩٥ ﴾ [الواقعة: ٨٨-٩٥] 

ความว่า “สำหรับผู้ที่หากว่าเขา (ผู้ตาย) เป็นผู้ใกล้ชิดกับอัลลอฮ ดังนั้น ความอิ่มเอิบสดชื่น และสวรรค์ อันเป็นที่โปรดปราน จะได้แก่เขา  และหากว่าเขาอยู่ในกลุ่มทางขวา (ผู้ได้รับบันทึกด้วยมือขวา)  ดังนั้น ความปลอดภัย ก็เป็นของเจ้า ในฐานะเป็นผู้อยู่ในกลุ่มทางขวา (ผู้ได้รับบันทึกด้วยมือขวา) และหากว่าเขาอยู่ในหมู่ผู้ปฏิเสธ ที่หลงทาง  ดังนั้น สิ่งที่เตรียมไว้สำหรับเขา ก็คือน้ำร้อนที่กำลังเดือด และเปลวไฟที่ลุกไหม้ แท้จริงนี้แหละ คือความจริงที่แน่นอน"   (อัล-วากิอะฮฺ  88-95)

ท่านอิมามอิบนุ กะษีรฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวอธิบายอายะฮฺนี้ว่า “สภาพทั้งสามลักษณะนี้ คือสภาพของผู้ที่ใกล้ตาย เขาอาจเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ หรืออาจอยู่ในกลุ่มทางขวา ซึ่งด้อยกว่ากลุ่มแรก หรือไม่ก็อาจจะอยู่ในหมู่ผู้ปฏิเสธสัจจธรรม ที่หลงห่างจากทางนำ และฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮฺ  ดังนั้น คำดำรัสที่ว่า “นั้นคือการที่พวกเขา จะได้รับความอิ่มเอิบสดชื่น และสวรรค์อันเป็นที่โปรดปราน” มะลาอิกะฮฺจะนำข่าวดีนี้ มาบอกแก่พวกเขา ขณะที่พวกเขากำลังจะตาย” (ตัฟซีร อิบนุกะษีรฺ 4/300)

นักปราชญ์หลายๆ ท่านได้ใช้เป็นหลักฐานว่า โทษทัณฑ์ในสุสานนั้น เป็นจริง และเป็นสิ่งที่จะต้องศรัทธา ด้วยโองการของอัลลอฮฺที่ว่า

﴿ ٱلنَّارُ يُعۡرَضُونَ عَلَيۡهَا غُدُوّٗا وَعَشِيّٗاۚ وَيَوۡمَ تَقُومُ ٱلسَّاعَةُ أَدۡخِلُوٓاْ ءَالَ فِرۡعَوۡنَ أَشَدَّ ٱلۡعَذَابِ ٤٦ ﴾ [غافر: ٤٦]   

ความว่า “ไฟนรกนั้น พวกเขาจะถูกนำมาให้เห็น ทั้งในยามเช้าและยามเย็น และวันกิยามะฮฺนั้น จะมีเสียงกล่าวว่า จงให้บริวารของฟิรเอานฺ เข้าไปรับการลงโทษอันสาหัสยิ่ง”  (ฆอฟิรฺ 46 )

ท่านอิมามอิบนุ กะษีรฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวอธิบายอายะฮฺนี้ว่า “วิญญาณของพวกเขา จะถูกนำเสนอ ให้เห็นโทษทัณฑ์ในนรก ทุกเช้าเย็น เรื่อยไปจนถึงวันกิยามะฮฺ เมื่อวันกิยามะฮฺมาถึง ร่างกายและวิญญานของพวกเขา ก็จะถูกรวมเข้าด้วยกัน ให้รับโทษในนรก” (ตัฟซีร อิบนุ กะษีรฺ 4/81)

รายงานจากท่านหญิงอัสมาอ์ บินติ อบีบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«وَلَقَدْ أُوحِيَ إِلَيَّ أَنَّكُمْ تُفْتَنُونَ فِي الْقُبُورِ مِثْلَ أَوْ قَرِيبَ مِنْ فِتْنَةِ الدَّجَّالِ، يُؤْتَى أَحَدُكُمْ فَيُقَالُ لَهُ : مَا عِلْمُكَ بِهَذَا الرَّجُلِ؟ فَأَمَّا الْمُؤْمِنُ فَيَقُولُ : هُوَ مُحَمَّدٌ رَسُولُ اللَّهِ صلّى الله عليه وسلّم، جَاءَنَا بِالْبَيِّنَاتِ وَالْهُدَى فَأَجَبْنَا وَآمَنَّا وَاتَّبَعْنَا، فَيُقَالُ لَهُ : نَمْ صَالِحًا فَقَدْ عَلِمْنَا إِنْ كُنْتَ لَمُوقِنًا، وَأَمَّا الْمُنَافِقُ أَوْ الْمُرْتَابُ (لَا أَدْرِي أَيَّتَهُمَا قَالَتْ أَسْمَاءُ) فَيَقُولُ لَا أَدْرِي، سَمِعْتُ النَّاسَ يَقُولُونَ شَيْئًا فَقُلْتُهُ» [البخاري برقم 1053، ومسلم برقم 905]

ความว่า “แท้จริงได้มีวะหฺยูมายังฉันว่า พวกท่านจะถูกทดสอบ (ด้วยความทุกข์ยาก) เหมือนหรือใกล้เคียง กับการทดสอบด้วยดัจญาล คนหนึ่งๆ จะถูกนำมา และกล่าวถามว่า ท่านคิดอย่างไรกับชายคนนี้ (หมายถึงท่านนบีมุหัมมัด)? ดังนั้น คนที่ศรัทธาก็จะตอบว่า มุหัมมัดนั้น คือศานทูตของอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านได้นำความประจักษ์แจ้ง และทางนำมาสู่เรา แล้วเราก็ตอบรับคำเชิญชวน เราศรัทธา และเราปฏิบัติตามท่าน แล้วคนๆนั้น ก็จะถูกกล่าวว่า ท่านจงนอนอยู่ด้วยดีเถิด แท้จริงเรารู้ว่าท่านนั้น มีศรัทธามั่น ส่วนคนกลับกลอก หรือคนที่มีความเคลือบแคลงนั้น (ไม่แน่ใจว่าท่านหญิงอัสมาอ์ กล่าวคำไหน) พวกเขาจะตอบว่า ฉันไม่รู้ ฉันได้ยินคนอื่นเขาพูด ฉันก็พูดตามเขา” (อัล-บุคอรีย์ เล่มที่ 1 หน้าที่ 332 หะดีษหมายเลข 1053 และมุสลิม เล่มที่ 2 หน้าที่ 624  หะดีษหมายเลข 905)  

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า

أَنَّ يَهُودِيَّةً دَخَلَتْ عَلَيْهَا فَذَكَرَتْ عَذَابَ الْقَبْرِ، فَقَالَتْ لَهَا: أَعَاذَكِ اللَّهُ مِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ، فَسَأَلَتْ عَائِشَةُ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَنْ عَذَابِ الْقَبْرِ، فَقَالَ : «نَعَمْ، عَذَابُ الْقَبْرِ حَقٌّ»، قَالَتْ عَائِشَةُ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهَا : فَمَا رَأَيْتُ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بَعْدُ صَلَّى صَلَاةً إِلَّا تَعَوَّذَ مِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ. [البخاري برقم 1372، ومسلم برقم 584]

ความว่า มีหญิงชาวยิวนางหนึ่ง ได้เข้ามาหานาง และพูดถึงโทษทัณฑ์ในสุสาน และนางก็ได้กล่าวว่า ขออัลลอฮฺ จงรักษาท่าน ให้พ้นจากไฟนรก แล้วท่านหญิงอาอิชะฮฺ  ก็ได้ถามท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับโทษทัณฑ์ในสุสาน ท่านนบีได้ตอบว่า “ใช่แล้ว โทษทัณท์ในสุสานนั้น เป็นความสัจจริง”  ท่านหญิงอาอิชะฮฺ รายงานต่อว่า หลังจากนั้น ฉันพบว่าท่าน เราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ว่าจะละหมาดๆ ใด ก็ตาม ท่านจะกล่าวดุอาอ์ ขอจากอัลลอฮฺ ให้พ้นจากโทษทัณฑ์ในสุสาน ทุกครั้ง (อัล-บุคอรีย์ เล่มที่ 1 หน้าที่ 422 หะดีษหมายเลข 1372 และมุสลิม เล่มที่ 1 หน้าที่ 410  หะดีษหมายเลข 584)

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เคยอธิบายลักษณะการลงโทษในสุสาน ให้แก่ประชาชาติของท่าน ดังเช่น หะดีษที่รายงานโดยท่าน อะนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«الْعَبْدُ إِذَا وُضِعَ فِي قَبْرِهِ وَتُوُلِّيَ وَذَهَبَ أَصْحَابُهُ، حَتَّى إِنَّهُ لَيَسْمَعُ قَرْعَ نِعَالِهِمْ، أَتَاهُ مَلَكَانِ فَأَقْعَدَاهُ فَيَقُولَانِ لَهُ : مَا كُنْتَ تَقُولُ فِي هَذَا الرَّجُلِ مُحَمَّدٍ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ؟ فَيَقُولُ أَشْهَدُ أَنَّهُ عَبْدُ اللَّهِ وَرَسُولُهُ، فَيُقَالُ انْظُرْ إِلَى مَقْعَدِكَ مِنْ النَّارِ أَبْدَلَكَ اللَّهُ بِهِ مَقْعَدًا مِنْ الْجَنَّةِ، قَالَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : فَيَرَاهُمَا جَمِيعًا، وَأَمَّا الْكَافِرُ أَوْ الْمُنَافِقُ فَيَقُولُ : لَا أَدْرِي، كُنْتُ أَقُولُ مَا يَقُولُ النَّاسُ، فَيُقَالُ : لَا دَرَيْتَ وَلَا تَلَيْتَ، ثُمَّ يُضْرَبُ بِمِطْرَقَةٍ مِنْ حَدِيدٍ ضَرْبَةً بَيْنَ أُذُنَيْهِ، فَيَصِيحُ صَيْحَةً يَسْمَعُهَا مَنْ يَلِيهِ إِلَّا الثَّقَلَيْنِ» [البخاري برقم 1338، ومسلم برقم 2870]

ความว่า “มนุษย์คนหนึ่ง เมื่อถูกวางลงในสุสานของเขา แล้วคนใกล้ชิดก็หันหลังกลับ และแยกย้ายกันไป โดยที่เขา (คนตายที่ถูกฝัง) ยังได้ยินเสียงย่ำเท้าของพวกเขา ก็จะมีมะลาอิกะฮฺสองท่าน มาหาเขา แล้วทั้งสองก็ยกเขาให้นั่ง แล้วถามเขาว่า ท่านเคยกล่าวถึงชายที่ชื่อมุหัมมัด ว่าอย่างไร (ตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่บนโลก)? เขาก็จะตอบว่า ฉันได้กล่าวปฏิญาณว่า เขาเป็นบ่าว และศาสนฑูตของอัลลอฮฺ เขาจะถูกกล่าวว่า จงดูที่อยู่เดิมของท่าน ในนรก ที่อัลลอฮฺได้แทนที่ ให้กับท่าน ด้วยคำปฏิญาณ ที่ได้กล่าวไว้นั้น ด้วยที่อยู่ใหม่ในสวรรค์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า  แล้วเขาก็ได้เห็นที่อยู่ทั้งสองที่นั้น  พร้อมกัน (คือทั้งนรกและสวรรค์) ส่วนคนกาฟิรฺ หรือมุนาฟิก เขาจะกล่าวว่า ฉันไม่รู้ ฉันพูดตามสิ่งที่คนอื่นๆ พูด แล้วเขาจะถูกกล่าวว่า เจ้าไม่รู้ และเจ้าก็ไม่อ่าน แล้วเขาก็ถูกทุบด้วยค้อนเหล็ก หนึ่งครั้ง ตรงกลางระหว่างหูทั้งสอง (กลางหน้า) แล้วเขาก็ส่งเสียงร้องดังลั่น โดยที่สิ่งอยู่ใกล้เคียง จะได้ยินทั้งหมด ยกเว้นมนุษย์ และญินเท่านั้น ที่ไม่ได้ยิน”  (อัล-บุคอรีย์ เล่มที่ 1 หน้าที่ 410 หะดีษหมายเลข 1338 และมุสลิม เล่มที่ 4 หน้าที่ 2201  หะดีษหมายเลข 2870)

ถัดไป

หน้าหลัก

ตุลาคม 07, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม