Custom Search

ความรักของผู้ศรัทธา

อาจารย์ มูฮำมัด แสงเราะห์หมัด

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

พี่น้องศรัทธาชนที่เคารพรักทุกท่าน ขอนำท่านทั้งหลาย ไปสู่จุดยืนอันมั่นคงของพวกเรา ด้วยการมีความยำเกรง ต่ออัลเลาะห์   อย่างมั่นคง   และมีความเข้มข้นมากขึ้น เป็นลำดับ  อันความยำเกรง ต่ออัลเลาะห์ นั้น ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เราจะประกาศ ด้วยกับลมปาก แต่ความยำเกรง เป็นสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเรา ที่จะส่งผลออกมา สะท้อนถึงพฤติกรรม ว่าเรานั้น ปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นพระบัญชาใช้ ของพระองค์อัลเลาะห์ มากน้อยเพียงไร และในขณะเดียวกัน มันได้สะท้อนออกมาถึงพฤติกรรม ว่าเรานั้นได้ ละ เลิก จากสิ่งที่เป็นการทรยศต่ออัลเลาะห์ มากน้อยแค่ไหน

ท่านพี่น้องที่เคารพรัก ณ วันนี้ ถือเป็นความโปรดปราน แห่งพระองค์อัลเลาะห์ ที่มีต่อพวกเรา อย่างแท้จริง ที่พระองค์นั้นได้ทำให้เราได้มีชีวิตอยู่ จนกระทั่งได้รับกลิ่นอายแห่งฤดูใบไม้ผลิ ฤดู ที่พระองค์อัลเลาะห์ มีพระประสงค์ให้เป็นฤดูเกิด ของท่านศาสดามุฮัมมัด ของเรา เป็นฤดูที่อัลเลาะห์ ต้องการที่จะส่งสัญญาณบอกให้รู้ว่า ในฤดูนี้จะมีบุรุษที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้น บุรุษที่จะนำโลกจากความมืดมิด ไปสู่ความสว่างไสว ด้วยกับปัญญา สว่างไสวไปด้วยรัศมี แห่งการศรัทธา    แต่อยากที่จะบอกพวกเรา ในฐานะที่เป็นผู้ศรัทธา จะต้องมีจุดยืนอย่างไร ต่อท่านศาสดามูฮำมัด  โดยหน้าที่ที่พระองค์อัลเลาะห์ ได้มอบหมายให้กับท่านศาสดามูฮำมัด ของเรานั้น ในซูเราะห์ الأحزاب ในอายะห์ ที่ ๔๗ ได้กล่าวเอาไว้ว่า

  يَأَيُّهَا النَّبِيُّ إِنَّا أَرْسَلْنَاكَ شَاهِدًا وَّمُبَشِّرًا وَّنَذِيْرًا وَّدَاعِيًا إِلَى اللهِ بِإِذْنِهِ وَسِرَاجًا مُّنِيْرًا وَبَشِّرِاْلمـُؤْمِنِيْنَ بِأَنَّ لَهُمْ مِّنَ اللهِ فَضْلاً كَبِيْرًا (الأحزاب : 47-45)

โอ้ นะบีเอ๋ย! แท้จริง เราได้ส่งเจ้ามาเพื่อให้เป็นพยาน  (แก่ประชาชาติของเจ้า และประชาชาติทั้งมวลว่า บรรดานะบีของพวกเขา ได้เผยแผ่สาสน์แห่งพระเจ้า ของพวกเขาแล้ว ) และผู้แจ้งข่าวดี (แก่บรรดามุอฺมินว่า จะได้รับการตอบแทนด้วยสวนสวรรค์ ) และผู้ตักเตือน (แก่พวกปฏิเสธศรัทธาว่า จะได้รับการลงโทษ ด้วยนรกญะฮันนัม) และเป็นผู้เรียกร้อง เชิญชวน ไปสู่อัลลอฮฺ ตามพระบัญชา ของพระองค์ ( เรียกร้องมวลมนุษย์ ไปสู่การให้เอกภาพ การจงรักภักดี และการอิบาดะฮฺ ต่อพระองค์) และเป็นดวงประทีปอันแจ่มจรัส และจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาว่า แท้จริง สำหรับพวกเขา จะได้รับความโปรดปราน อันใหญ่หลวง จากอัลลอฮฺ  (คือจะได้รับการประทานให้ อย่างกว้างขวางมากมาย ในสวนสวรรค์จากอัลลอฮฺ)

จากนัยยะแห่งโองการนี้ ทำให้ได้ทราบถึงภาระหน้าที่ที่อัลเลาะห์ ได้ส่งท่านนะบี มายังโลกมนุษย์ นั่นคือ เพื่อเป็นสักขีพยาน ใครที่จะไปอ้างตนในวันกิยามะห์ว่า เขาไม่เคยรู้เรื่องของอิสลาม ไม่ได้ เพราะอัลเลาะห์ได้ให้ท่าน มาประกาศสัจธรรม ให้แก่ชาวโลก ได้รับทราบแล้ว หน้าที่ของท่านนบี  มีหน้าที่ที่จะบอกข่าวดี ข่าวที่จะทำให้เกิดความสุข แก่ผู้ที่เชื่อ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แต่ในขณะเดียวกัน จะเป็นผู้ที่บอกสิ่งที่เป็นข่าวร้าย เป็นเรื่องของการลงโทษทัณฑ์ ต่อผู้ที่ปฏิเสธ และหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่อีกอันหนึ่งของท่าน คือ การเชิญชวนมนุษยชาติทั้งหลาย ไปสู่พระองค์อัลเลาะห์ ท่านนบี จึงเป็นเสมือนกับดวงประทีป อันยิ่งใหญ่ ที่ให้ความสว่างไสวแก่ชาวโลก

ท่านพี่น้องที่เคารพรัก จากภาระหน้าที่ ๕ ประการ ที่โองการนี้ได้กล่าวถึงนั้น เป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ ที่ท่านศาสดามูฮำมัด ต้องแบกรับไว้ และตลอดระยะเวลา ๒๓ ปีเศษ ท่านได้ทำภาระหน้าที่ สำเร็จลุล่วงไปทุกประการ ด้วยความเสียสละ ด้วยความเหนื่อยยาก ด้วยการทุ่มเท ด้วยความเพียรพยายาม แล้วก็ด้วยชีวิต

ท่านพี่น้องที่เคารพรัก ท่านไม่ประสงค์สิ่งใด ในการทำหน้าที่ ที่ได้รับการแต่งตั้งมอบหมาย จากพระผู้เป็นเจ้า ท่านหวังเพียงที่จะให้พวกเรานั้น ได้อยู่ในหนทางที่ถูกต้อง ได้รู้ถึงเส้นทางชีวิต ที่เดินไปสู่อาคิเราะห์ ว่าจะเลือกใช้เส้นทางใด ในการที่จะไปสู่จุดหมายปลายทาง ได้อย่างรอดปลอดภัย เพราะฉะนั้นแล้ว จากสิ่งที่ท่านศาสดา ได้มีความทุ่มเทตรงนี้ จุดยืนของผู้ศรัทธาทั้งหลาย จึงต้องมอบความรักที่บริสุทธิ์ ความรักที่แท้จริงให้กับท่านรอซูล  ของเราอย่างเต็มที่

การรักท่านศาสดา ไม่ได้หมายถึง การประกาศด้วยกับลมปาก ไม่ได้หมายถึงการที่เราได้พยายามปฏิบัติตัว แสดงออกในเชิงของการทำ เมาลิด แต่ความรักที่มีต่อท่านศาสดา มันจะต้องฝังอยู่ในหัวใจของเรา ให้มากกว่าความรักที่มีต่อสิ่งอื่นใดทั้งหมด เพราะ ความรักที่เรามีต่อท่านศาสดานั้น ถือว่า เป็นเงื่อนไขประการหนึ่ง ของการศรัทธา  การศรัทธาของเรา จะถือว่ายังไม่มีความสมบูรณ์ ยังใช้ไม่ได ้ถ้าหากว่ายังไม่เกิดความรักต่อท่านศาสดา อย่างแท้จริง

ในครั้งหนึ่ง ท่านศาสดาได้พูดอบรม บอกกับซอฮาบะห์ทั้งหลาย ท่านอะนัสได้เล่าว่า แท้จริงท่านรอซูล ได้เคยกล่าวซึ่งมีใจความโดยสรุปว่า       

“คนหนึ่งคนใดของพวกเจ้านั้น จะยังไม่เป็นผู้ศรัทธา อย่างสมบูรณ์แบบ จนกว่าข้า (ท่านศาสดา) จะเป็นที่รักยิ่งของเขา ยิ่งกว่าลูก ยิ่งกว่าผู้ให้กำเนิด และยิ่งกว่ามวลมนุษยชาติ ทั้งหลาย ทั้งมวล

จากคำสอนของท่านตรงนี้ แสดงว่า ความรักของเราที่ต้องมอบให้กับท่านศาสดานั้น จะต้องเป็นความรัก ที่ยิ่งใหญ่ มากกว่าสิ่งใดทั้งหมดในโลกนี้ แม้กระทั่งลูกของเรา ซึ่งเป็นเสมือนแก้วตาดวงใจ ยิ่งกว่าแม่ ยิ่งกว่าพ่อ ซึ่งถือว่าเป็นบุคคล ที่เราจะต้องให้ความเคารพ และให้ความรักต่อท่าน และก็ยิ่งกว่ามนุษย์คนใดทั้งหมด นี่คือหน้าที่ที่ถือว่า เป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธาเลยทีเดียว

ในครั้งหนึ่งที่ท่านอุมัร อิบนุ ค็อตต้อบ رضي الله عنه เมื่อได้รับอิสลามใหม่ ๆ ก่อนหน้านี้ ท่านเป็นศัตรูตัวฉกาจ ของอิสลาม ท่านมีจุดยืนที่มีความจงเกลียดจงชัง ท่านรอซูล   มากที่สุด ในขณะที่ยังไม่ได้รับอิสลาม แต่หลังจากที่อัลเลาะห์ได้ฮิดายะห์ ให้เข้ารับอิสลามแล้ว มูฮำมัดกลายเป็นบุคคล ที่อุมัรรักมากที่สุด จนกระทั่งท่านอุมัร ได้ประกาศบอกกับท่านนบีมูฮำมัด   ของเรา ในวันหนึ่งว่า
 
“โอ้ มูฮำมัด ท่านคือเป็นบุคคลที่รักยิ่งสำหรับฉัน ยิ่งกว่าทุกสิ่งในโลกนี้ ไม่มีสิ่งที่ฉันจะรักไปกว่าท่าน ไม่มีแล้ว ยกเว้นตัวของฉันเอง ซึ่งที่อยู่ระหว่างสองสีข้างของฉัน

ท่านนบี  ได้ตอบอุมัรไปว่า “คนหนึ่งจะยังไม่ถือเป็นผู้ศรัทธา จนกว่าฉัน จะเป็นผู้ที่รักยิ่งของเขา ยิ่งกว่าตัวของเขาเสียอีก”

อุมัรเมื่อได้ยินดังนั้น ก็กล่าวว่า “ขอสาบานด้วยผู้ซึ่งที่ได้ประทานพระคัมภีร์ ให้แก่ท่าน ท่านคือบุคคล ที่รักยิ่งที่สุดของฉัน ยิ่งกว่าตัวฉันที่อยู่ระหว่างสองสีข้างของฉันเสียอีก”

ท่านนบี  จึงกล่าวว่า “บัดนี้ โอ้อุมัร ท่านถือว่าเป็นผู้ที่ศรัทธาอย่างแท้จริงแล้ว”

ดังนั้น จากคำสนทนาของท่านอุมัร ที่กล่าวบอกกับท่านนบี ถึงความรักของท่าน ที่มีต่อท่านนบี  นั้น ท่านนบี  ปฏิเสธในช่วงแรก เพราะว่าอุมัรยังยกเว้นอยู่ว่า รักน้อยกว่าตัวเอง การรักนบี ต้องรักมากกว่าสิ่งใดทั้งหมด

ซึ่งนักวิชาการ ได้ประมวลและได้คัดออกมาว่า สิ่งที่เราจะแสดงออกถึงความรักต่อท่านนบี  ว่า เรารักจริง หรือไม่นั้น อยู่ที่ว่าเราจะถือคำสั่งของนบี  สำคัญกว่าของคนอื่น หรือไม่ คำพูดของนบี  ต้องเป็นคำพูด ที่มาก่อนคนอื่นใดทั้งหมด พฤติกรรมของท่านนบี  จะต้องเป็นพฤติกรรม ที่เราจะลอกเลียนแบบ ได้ดีที่สุด ทุกอย่างที่เป็นคำพูด คำสอน เราพยายามปฏิบัติตามในซุนนะห์ ในแบบฉบับ ที่ท่านได้กระทำเอาไว้  พระผู้เป็นเจ้า ได้ส่งรอซูลมาเป็นมนุษย์เดินดิน เหมือนกับพวกเรา เพื่อที่พวกเรานั้น จะได้ปฏิบัติตามได้ในทุกเรื่อง

ท่านรอซูล  ไม่ได้เป็นนักพรต นักบวช ท่านมีครอบครัว เพื่อมาเป็นตัวอย่างว่า การที่เราจะปฏิบัติ ต่อครอบครัว ต้องทำอย่างไร ? ส่งมาเพื่อให้เป็นผู้นำศาสนจักร ก็ให้ดูว่าผู้นำทางศาสนา จะต้องวางตัวอย่างไร ?  และ ในขณะเดียวกัน ก็ให้เป็นผู้นำทางอณาจักร ทำหน้าที่การปกครอง  ก็เพื่อให้ผู้นำทั้งหลาย ได้ถือเป็นแบบฉบับ ในด้านการปกครอง ให้มีพ่อให้มีแม่ เพื่อจะได้ดูว่า คนที่เป็นลูกต้องปฏิบัติต่อพ่อแม่อย่างไร ? ให้ท่านมีลูก เพื่อที่จะให้ทำเป็นตัวอย่างว่า คนที่เป็นพ่อ ต้องทำอย่างไร ?  ให้มีหลาน และทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ ในตัวของท่านศาสดามูฮำมัด  มีแบบอย่างครบวงจร ที่มุสลิมจะต้องลอกเลียนแบบ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีสิ่งใด ที่เราควรที่จะรัก ไม่มีสิ่งใดที่เราควรจะถือเป็นแบบอย่าง นอกจากท่านนบีมูฮำมัด เท่านั้น

นอกจากมันเป็นเงื่อนไข ของการศรัทธาแล้ว การที่เรามีความรักต่อท่านนบี   อย่างหมดใจ รักอย่างที่สุด มันเป็นสิ่งที่จะมาเกื้อหนุน ทำให้เรานั้นได้สัมผัส และลิ้มรสความอร่อย ลิ้มรสความหอมหวล ของการศรัทธา การอีหม่าน

         ดังนั้น การที่เราจะสร้างความหอมหวล รสชาติของความศรัทธานั้น จะต้องสร้างสิ่ง ๓ ประการ ต่อไปนี้ เราได้รับการหอมหวลในการศรัทธา ท่านนบี  บอกไว้ว่า

 “มีสิ่ง ๓ ประการด้วยกัน ใครที่สิ่ง ๓ ประการนี้อยู่ในตัวของเขา เขาจะพบกับความหอมหวล แห่งการศรัทธา

ประการที่ ๑ การที่อัลเลาะห์ และรอซูลของพระองค์นั้น เป็นที่รักยิ่งของเขา ยิ่งกว่าสิ่งใด นอกจาก ๒ สิ่งนี้ทั้งหมด

ประการที่ ๒ ถ้าจะรักใครสักคนหนึ่ง อย่าไปรักเขา เว้นแต่รักเพราะอัลเลาะห์

ประการที่ ๓ เขานั้นมีความรังเกียจ ที่จะกลับคืนไปสู่ความเป็นปฏิเสธ หลังจากที่  อัลเลาะห์ได้ทำให้เขาได้รอดพ้น จากการเป็นผู้ปฏิเสธ  ดังเช่นที่เขานั้น มีความรังเกียจ ต่อการที่จะถูกจับโยนลงไปในไฟนรก

เวลานี้อัลเลาะห์   ให้เรานั้นหลุดพ้น จากการเป็นกาเฟร ด้วยการทำให้เราเกิดมา มีพ่อ มีแม่ เป็นมุสลิม  อัลฮัมดุลิ้ลลาห์ และหลายคนเป็นมุอัลลัฟ เป็นมุสลิมใหม่ เท่ากับ   อัลเลาะห์ ได้ทำให้เขาหลุดพ้น จากการที่จะเป็นผู้ปฏิเสธ เขามีความรังเกลียด ไม่ชอบ ที่จะหวลกลับไปสู่การปฏิเสธอีก เหมือนดังเช่นที่เขานั้น ไม่ชอบเลย ที่จะถูกโยนลงไปสู่ไฟนรก ๓ สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่เราจะต้องต่อสู้กับนัฟซู จะต้องสร้าง จะต้องปลูกขึ้นมา ในหัวใจของเรา  ซึ่งวันใดที่เราสามารถจะเพาะ และปลูกสิ่งต่าง ๆ ทั้ง ๓ ประการนี้ ในหัวใจได้ เมื่อนั้น เราจะพบกับความอร่อย ความหอมหวานของการศรัทธา ชนิดที่เราจะไม่ยอมแลก กับสิ่งใดอีกเลย  ถ้ายิ่งพินิจพิเคราะห์แล้ว จะพบว่าไม่มีใครที่เราควรจะรัก  ยิ่งไปกว่า อัลเลาะห์ และ รอซูล

อัลเลาะห์  เป็นผู้ให้ทุกสิ่งกับเรา การที่เราจะรักใครสักคน ในดุนยานี้ บางทีก็รัก เพราะเขาหยิบยื่นผลประโยชน์ ให้กับเรา   ถ้าเอาประเด็นนี้ เป็นสาเหตุแห่งความรัก  เรายิ่งต้องรัก อัลเลาะห์ มากที่สุด เพราะอัลเลาะห์ ให้ทุกอย่าง ท่านนบี   ก็เป็นห่วงเป็นใย มีความรัก ทุ่มเท เสียสละ จนกระทั่งเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ก็เพื่อพวกเรา เพราะฉะนั้นแล้ว จึงไม่มีใครที่เราควรรักมากที่สุด ในโลกดุนยานี้ นอกจากอัลเลาะห์  และรอซูล  เท่านั้น

ขอฝากกับพวกเราทุกคน ได้ปฏิบัติตาม ในสิ่งที่เป็นซุนนะห์ของท่านรอซูล อย่างเคร่งครัด ฉะนั้น คงจะต้องศึกษากันต่อไปว่า แล้วซุนนะห์ของท่านนั้น มีอะไรบ้าง และอย่าเลือกปฏิบัติซุนนะห์บางอย่าง แล้วก็ทิ้งบางอย่าง เพราะซุนนะห์ของท่านนบี ที่ทำเป็นแบบฉบับไว้นั้น ล้วนแล้วแต่ ทรงคุณค่าทั้งสิ้น

คุตบะห์วันศุกร์ ณ มัสยิดท่าอิฐ

islammore.com

หน้าหลัก

สิงหาคม 21, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม