Custom Search

คำฟัตวาของปราชญ์อะฮ์ลิซซุนนะฮ์เกี่ยวกับเมาลิดนะบีย์

โดย... อบูมุฮัมมัด อัลอัซฮะรีย

การทำเมาลิดนะบีย์นั้น เป็นรูปแบบที่ไม่มีการพูดถึง หรือไม่ถูกระบุฮุกุ่มไว้ ในยุคสมัยของท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และยุคสะละฟุศศอลิห์ ดังนั้น ฮุกุ่มจึงถูกว่างเว้น โดยไม่อนุญาตให้กล่าวว่า ท่านนะบีย์และสะลัฟได้ห้าม หรือได้ใช้ให้ทำเมาลิด ในรูปแบบที่เกิดขึ้นมาในยุคหลัง และเมื่อการทำเมาลิดได้เกิดขึ้น บรรดาปวงปราชญ์ส่วนมาก ได้วินิจฉัยว่าการทำเมาลิดนั้น เป็นสิ่งที่ดี และอนุญาตให้กระทำได้ ตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอนำคำฟัตวา ของปราชญ์อะฮ์ลิซซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ สามท่าน มานำเสนอ เพื่อให้ท่านผู้อ่านที่มีหัวใจเป็นธรรม และใฝ่รู้ได้นำ ไปคิดใคร่ครวญ และนำไปปรับปรุง เกี่ยวกับการทำเมาลิดนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

• คำฟัตวาของท่านชัยคุลอิสลามอิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ (ฮ.ศ. 773 – ฮ.ศ. 852)

ท่านอิหม่ามอัสสุยูฏีย์ ได้ถ่ายทอดคำฟัตวาของท่านชัยคุลอิสลาม อัลหาฟิซฺ อิบนุ หะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ ความว่า “ท่านชัยคุลอิสลาม ปราชญ์หะดีษแห่งยุคสมัย อะบุลฟัฎล์ อะห์มัด บิน หะญัร ได้ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องการทำเมาลิด

ท่านชัยคุลอิสลามตอบว่า: รากฐานเดิมของการทำเมาลิด เป็นสิ่งริเริ่มทำขึ้นมาใหม่ (1) ที่มิได้ถูกถ่ายทอด จากสะละฟุศศอลิห์คนใด จากยุคสามร้อยปี และเมาลิดนั้น แม้ไม่มีการถ่ายทอดจากสะลัฟก็ตาม แต่ก็ผนวกไว้ซึ่งบรรดาความดีงาม และสิ่งที่ตรงกันข้าม (ความไม่ดี) ดังนั้น ผู้ใดที่แสวงหาการทำเมาลิด โดยมีส่วนที่ประกอบไปด้วยบรรดาความดีงาม และห่างไกลจากสิ่งที่ตรงกันข้ามนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เริ่มทำขึ้นมาที่ดี (2) และหากมิเป็นเช่นนั้น ก็เป็นสิ่งที่ริเริ่มทำขึ้นมาที่ไม่ดี

แท้จริง ได้ปรากฏแก่ข้าพเจ้า โดยการสังเคราะห์วินิจฉัยหลักการ ออกมาจากหลักฐานที่ถูกต้อง คือหลักฐาน ที่ยืนยันไว้ในหะดีษอัลบุคอรีย์ และมุสลิมว่า “แท้จริงท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้มาที่นครมะดีนะฮ์ แล้วท่านพบว่า พวกยิวกำลังถือศีลอดในวันอาชูรออฺ (3) ท่านนะบีย์จึงถามพวกเขา (4) ดังนั้น พวกเขาจึงกล่าวว่า วันอาชูรออฺ เป็นวันที่อัลเลาะฮ์ทรงทำให้ฟิรเอาน์จมน้ำ และทำให้นะบีย์มูซารอดพ้นปลอดภัย ฉะนั้น พวกเราจึงทำการถือศีลอดเพื่อขอบคุณอัลเลาะฮ์ตะอาลา” (5) ดังนั้น สิ่งที่ได้รับจากหะดีษคือ มีการขอบคุณ (ชุโกร) ต่ออัลเลาะฮ์ เนื่องจากความโปรดปราน ที่พระองค์ทรงประทานให้ในวันที่เฉพาะ ไม่ว่าความโปรดปรานนั้น จะเป็นการประทานนิอฺมัต หรือให้พ้นภัยบะลาอฺ และสิ่งดังกล่าวนั้น (6) ได้หวนกลับมากระทำเฉกเช่นวันดังกล่าวในทุกปี

และการขอบคุณต่ออัลเลาะฮ์นั้น เกิดขึ้นได้ด้วยการกระทำอิบาดะฮ์ประเภทต่างๆ เช่น การสะญูด การถือศีลอด การบริจาคทาน การอ่านอัลกุรอาน และไม่มีนิอฺมัตใด ที่จะยิ่งใหญ่มากไปกว่า นิอฺมัตการกำเนิดของท่านนะบีย์ ในวันดังกล่าว(7) ผู้เป็นนะบีย์แห่งความเมตตา

เมื่อเรายอมรับหลักการดังกล่าว ก็สมควรกำหนดวัน (8) เป็นการเฉพาะ เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องราวของท่านนะบีย์มูซา ในวันอาชูรออฺ (9) และผู้ที่ไม่มีมุมมองดังกล่าว เขาก็จะไม่ใส่ใจการเจาะจงวันในเดือน (ร่อบิอุลเอาวัล) เพื่อการทำเมาลิด แต่มีบางกลุ่มได้เปิดกว้าง โดยพวกเขาได้เคลื่อนย้ายการทำเมาลิด ให้อยู่ในวันใดวันหนึ่งภายในปีนั้น และในวันนั้นก็มีการกระทำ (เหมือนกับการทำเมาลิด) ในวัน (ที่สิบสองเดือนร่อบิอุลเอาวัล) ดังนี้ ก็คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับรากฐานของการทำเมาลิด

สำหรับสิ่งที่จะนำมาทำเมาลิดนั้น สมควรจำกัดบนการกระทำ ที่บ่งชี้ถึงการขอบคุณ (ชุโกร) ต่ออัลเลาะฮ์ ตามนัยยะที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เช่น การอ่านอัลกุรอาน การเลี้ยงอาหาร การทำทานศ่อดะเกาะฮ์ การอ่านบทกวี ที่ยกย่องท่านนะบีย์ และบทกวีที่ทำให้จิตใจ ไม่หมกมุ่นดุนยา อีกทั้งขับเคลื่อนบรรดาหัวใจ ให้ไปสู่การกระทำความดีงาม และปฏิบัติอิบาดะฮ์เพื่ออาคิเราะฮ์ สำหรับสิ่งที่เสริมตามมาจากสิ่งดังกล่าว เช่น การฟัง (ท่วงทำนองบทกวี) การละเล่น และอื่นๆ สมควรที่จะพูดว่าสิ่งดังกล่าว เป็นเรื่องมุบาห์ (10) เนื่องจากทำให้มีความเบิกบานใจในวันดังกล่าว ก็ถือว่าไม่เป็นไร ที่จะนำเข้ามาผนวกไว้ และสิ่งที่ฮะรอม หรือมักโระฮ์ (11) นั้น ก็ต้องถูกห้ามปราม และสิ่งที่คิลาฟเอาลา (12) ก็สมควรถูกห้ามปรามเฉกเช่นเดียวกัน” (13)

• คำฟัตวาของท่านอัลหาฟิซฺ อิหม่าม อัสสุยูฏีย์ (ฮ.ศ. 849 – ฮ.ศ. 911)

ท่านอิมามอัสสะยูฏีย์ ร่อฮิมะหุลลอฮ์ ได้กล่าวว่า

“รากฐานเดิมของการทำเมาลิดนั้น หมายถึง การที่บรรดาผู้คนรวมตัวกัน และมีการอ่านอายะฮ์ที่ง่ายๆ จากอัลกุรอาน มีการเล่าบรรดาหะดิษ ที่รายงานเกี่ยวกับการเริ่มภารกิจของท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับการกำเนิดของท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จากบรรดาสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และมีการหยิบยื่นอาหาร เพื่อพวกเขาจะได้รับประทานกัน แล้วพวกเขาก็แยกย้ายกันไป โดยไม่ได้เพิ่มมากไปกว่าสิ่งดังกล่าว ซึ่งมันเป็นการกระทำที่ถูกริเริ่มขึ้นมาที่ดี ซึ่งผู้ที่กระทำจะได้รับผลบุญ เพราะมันเป็นการให้เกียตริท่านนะบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเป็นการแสดงออก ซึ่งความปีติยินด ีในการประสูติอันมีเกียรติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม” (14)

• ฟัตวาของท่านชัยคุลอิสลาม อิหม่าม อิบนุหะญัร อัลฮัยตะมีย์ (ฮ.ศ. 909 – ฮ.ศ. 974)

ท่านชัยคุลอิสลาม อิบนุ ฮะญัร อัลฮัยตะมีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮุตะอาลา ได้ถูกถามว่า: ฮุกุ่มเมาลิด และการซิกรุลลอฮ์ที่ผู้คนมากมาย ได้กระทำในสมัยนี้ เป็นซุนนะฮ์หรือเป็นคุณความดี หรือเป็นบิดอะฮ์? ถ้าหากพวกท่านกล่าวว่า มันเป็นคุณความดี แล้วมีคำกล่าวของสะลัฟ หรือตัวบทจากฮะดีษหรือไม่? และการรวมตัวสำหรับสิ่งที่เป็นบิดอะฮ์มุบาห์ (15) เป็นสิ่งที่อนุญาตหรือไม่? ท่านชัยคุลอิสลาม อิบนุ ฮะญัร อัลฮัยตะมีย์ ได้ตอบว่า:

การทำเมาลิด และการซิกรุลลอฮ์ ที่ได้กระทำขึ้นมา ตามทัศนะของเรานั้น ส่วนมากได้ครอบคลุมถึงความดีงาม เช่น การศ่อดะเกาะฮ์ การซิกรุลลอฮ์ การกล่าวศ่อละวาต และสลาม และการสรรเสริญท่านร่อซูลุลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

และการทำเมาลิด ย่อมอยู่บนความชั่วได้เหมือนกัน ยิ่งกว่านั้น ยังรวมไว้ซึ่งสิ่งฮะรอมทั้งหลาย ทั้งนี้ หากมีการมองกันระหว่างสตรี กับผู้ชายอื่น และบางเมาลิด ก็ไม่มีการกระทำสิ่งฮะรอมเกิดขึ้น แต่หากมี ก็เป็นไปได้น้อยมาก จึงไม่สงสัยเลยว่า เมาลิดประเภทแรกนั้น (16) เป็นสิ่งที่ต้องห้าม เพราะมีหลักนิติศาสตร์ได้ยืนยันว่า

أَنَّ دَرْءَ الْمَفَاسِدِ مُقَدَّمٌ عَلَى جَلْبِ الْمَصَالِحِ

“การป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้น ย่อมอยู่ก่อนการได้มาซึ่งผลประโยชน์””

ดังนั้น ผู้ใดที่ทราบว่ามีความชั่วเกิดขึ้น ในสิ่งที่เขาได้กระทำ เขาย่อมเป็นผู้ฝ่าฝืน และกระทำบาป และสมมติว่าเขาได้กระทำความดีงามในเมาลิดดังกล่าว แต่บางครั้งความดีงาม ไม่สามารถเทียบเท่ากับความชั่วได้ ดังนั้น ท่านไม่เห็นดอกหรือว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถือว่าเพียงพอสำหรับการทำความดีงาม ด้วยสิ่งที่สะดวก เท่าที่สามารถจะกระทำได้ แต่ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ตัดไฟแต่ต้นลม จากสิ่งฮะรอมทั้งหมด ทุกประเภท โดยท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

إِذَا أَمَرْتُكُمْ بِأَمْرٍ فَأْتُوْا مِنْهُ مَا اسْتَطَعْتُمْ ، وَإِذَا نَهَيْتُكُمْ عَنْ شَيْءٍ فَاجْتَنِبُوْهُ

“เมื่อฉันได้ใช้พวกท่าน ด้วยคำสั่งหนึ่ง พวกท่านก็จงนำมันมาปฏิบัติ เท่าที่มีความสามารถ และเมื่อฉันได้ห้ามพวกท่าน จากสิ่งหนึ่ง พวกท่านก็จงห่างไกลมันเถิด” (17)

ดังนั้น ท่านจงใคร่ครวญ แล้วจะทราบว่า สิ่งฮะรอมนั้น หากแม้จะน้อยก็ตาม ก็จะไม่ได้รับการผ่อนปรนใดๆ เลย และความดีนั้นเพียงพอด้วยการกระทำสิ่งง่ายๆ และสะดวกเท่าที่สามารถ

ถัดไป

หน้าหลัก

ตุลาคม 08, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม