Custom Search

ชัยฎอนล่อลวงบรรดาดาอียะฮฺ
ด้วยความน่าดึงดูดใจของสตรีทางอินเตอร์เน็ต

คำถาม : ดิฉันแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งที่มีศาสนาและ ศีลธรรมอันดีงาม (มันดูเป็นเช่นนั้นสำหรับดิฉันและคนอื่นๆ) ปัญหาคือ หลังจากที่สามีของดิฉันได้ใช้อินเตอร์เน็ต เขาเริ่มที่จะเข้าไปใช้ “แชทรูม (ห้องสนทนาทางอินเตอร์เน็ต) และ “กระดานเสวนาต่างๆ” โดยอ้างว่า เขาใช้มันเพื่อเหตุผลของการดะวะฮฺ และเพื่อทำให้เกิดความง่ายดายต่อมุสลิม จากนั้นมันก็เริ่มมากกว่าการให้ความช่วยเหลือ พวกเขาเริ่มสอบถามข้อมูลส่วนตัว และถามถึงความรู้สึกของสามีดิฉัน และมันได้พัฒนามากยิ่งไปกว่านั้น เพราะพวกเขาเริ่มโทรหาทางโทรศัพท์มือถือและส่งข้อความต่างๆ มากมาย หลังจากนั้นสามีของดิฉันก็เริ่มออกจากบ้านเพื่อไปพบกับผู้หญิงและผู้ชาย เหล่านั้น และพูดคุยกับพวกเขา เขาจะนั่งร่วมอยู่กับพวกเขา และพูดคุยเกี่ยวกับอิสลาม และเรื่องอื่นๆ

ดิฉันได้พูดคุยกับเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายครั้ง แต่เขาไม่เคยรับฟังเลย อีกทั้งเขายังปิดบังเรื่องราวบางอย่างไม่ให้ดิฉันทราบ โดยอ้างว่า “มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา” เมื่อดิฉันบอกกับเขาว่ามันไม่เป็นที่อนุมัติที่เขาจะไปพูดคุยกับผู้หญิงอื่น เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวทั้งหลาย เขาบอกว่า “นักวิชาการ” ได้รับการอนุมัติให้ทำสิ่งนี้ได้ เขาเคยบอกดิฉันว่า ให้ดิฉันมุ่งความสนใจ ไปที่ครอบครัวจะดีกว่า และอย่ายุ่งกับเขา

เวลาที่ดิฉันปรึกษากับเขาในเรื่องนี้ เขาบอกกับดิฉันว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา แต่สังคมของคนซาอุดิอาระเบียนั้นล้าหลัง และไม่เข้าใจถึงความสำคัญ ของการพูดคุยสนทนากับผู้อื่น และสักวันหนึ่ง สังคมนี้จะยอมรับ “วัฒนธรรมนี้” เหมือนที่สังคมนี้ได้ยอมรับช่องโทรทัศน์ดาวเทียม

ไม่นานมานี้ สามีของดิฉันได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งทางอินเตอร์เน็ต เขาให้ความช่วยเหลือเธอ และเริ่มพูดคุยกับเธออยู่ตลอด จากนั้นเขาได้เดินทางไปยังประเทศของเธอและพบกับเพื่อนของสามีเธอ พวกเขานั่งร่วมกันและถกปัญหากันหลายๆ เรื่อง และเขาก็เริ่มมีความคิดที่ว่า “วิธีแก้ไขปัญหาของผู้หญิงคนนี้คือ การแต่งงานกับเธอ” จากนั้นเขาจึงเสนอตัวขอเธอแต่งงาน และบอกกับดิฉันว่าเขากำลังจะแต่งงานกับเธอ หลังจากที่เขากลับมาถึงซาอุดิอาระเบีย ตอนนี้เขากำลังพยายามขออนุญาตที่จะแต่งงานกับเธอ แม้ว่ามันจะมีค่าใช้จ่ายก็ตาม เมื่อถึงตอนนั้น “ความรับผิดชอบทั้งหมดในการเลี้ยงดูลูกๆ ของเรานั้น” ตกอยู่ที่ดิฉัน (ที่ดิฉันทำหน้าที่นั้นมาโดยตลอด) อีกปัญหาก็คือ โดยปกติเขาก็มักจะยุ่งอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะด้วยเรื่องการทำงาน หรือการเรียน เขาแทบจะไม่ได้อยู่บ้านเลย เมื่อดิฉันพูดคุยเรื่องนี้กับเขา เขาก็บอกกับดิฉันว่า “บรรดาสลัฟเคยจากบ้านของพวกเขาไปเป็นปีๆ และความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูลูกนั้น คือหน้าที่ของภรรยา”

และเมื่อดิฉันพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับเรื่องของการมีภรรยาอีกคน และการที่เธออาจจะทำให้เขายุ่งมากกว่าเดิม เขาก็จะบอกว่า “ไม่ ผมจะบริหารเวลาของผม และให้เวลาทั้งหมดกับภรรยาทั้งสองและลูกๆ ของผม” ดิฉันขอบอกตามตรงว่า ดิฉันไม่มั่นใจว่า เขาจะทำตามสิ่งที่เขาพูดหรือไม่ ดิฉันไม่ได้เพิกเฉยต่อสิทธิ์ของสามี และดิฉันก็ดูแลตัวเอง (ให้ดูดี) เพื่อเขา และดูแลลูกๆ ของดิฉันด้วยเช่นกัน ดิฉันไม่ชอบการโต้เถียง ดิฉันเชื่อใจเขา และดิฉันไม่เคยคิดเลยว่า เรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา เมื่อดิฉันพูดเรื่องนี้กับเขา เขาก็บอกว่า “มีเพียงแต่อัลลอฮฺเท่านั้น ที่จะตัดสินเขา” โปรดช่วยดิฉันด้วยค่ะ ดิฉันควรจะทำอย่างไร

คำตอบ : การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

ประการแรก “ชัยฎอน” นั้น มีวิธีการมากมาย ที่ใช้ล่อลวงคนธรรมดาทั่วไป และวิธีการอื่นๆ ที่มันใช้ล่อลวงคนอีกระดับ เช่น นักวิชาการ ดาอียะฮฺ (ผู้ที่เรียกร้องผู้คนมาสู่อิสลาม) และผู้ที่อุทิศตนต่อการอิบาดะฮฺ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวถึงสัจธรรม เมื่อท่านกล่าวว่า “ไม่มีใครในหมู่พวกท่าน เว้นแต่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดสหายคนหนึ่ง ให้แก่พวกเขา จากหมู่ญินนฺ” บรรดาเศาะฮาบะฮฺกล่าวว่า “แม้แต่ท่านหรือ เราะสูลุลลอฮฺ” ท่านกล่าวว่า “แม้แต่ฉัน หากแต่อัลลอฮฺทรงช่วยเหลือฉัน และเขา (ญินนฺ) ได้กลายเป็นมุสลิม ดังนั้นเขา (ญินนฺ) จึงบอกกับฉันแต่เรื่องที่ดีงามเท่านั้น” (รายงานโดยมุสลิม 2814)

ดังนั้น “ชัยฎอนผู้ถูกสาบแช่ง” ได้บรรลุทุกๆ เป้าหมายของมัน ผ่านประตูที่เหมาะสมที่สุด มันทำให้การงานของบุคคลหนึ่งนั้นดูดีน่าดึงดูดใจ จนกระทั่งบุคคลนั้นเริ่มมีความคิดที่ว่า “เขากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง” และ เขาก็ทำมันต่อไปจนกระทั่งเขาได้ตกลงไปสู่ “บาป” และ “ความชั่วร้าย” หากเพียงว่า “คนระดับนักวิชาการ หรือดาอียะฮฺ หรือผู้ที่อุทิศตนเพื่อการทำอิบาดะฮฺ” เข้าใจถึงกฎแห่งอัลลอฮฺ พวกเขาย่อมตระหนักได้ว่า “พวกเขากำลังทำอะไรอยู่” อัลลอฮฺทรงสั่งห้ามเราไม่ให้ดำเนินตามรอยเท้าของชัยฎอน พระองค์มิได้ทรงสั่งห้ามไว้โดยตรง หากแต่อัลลอฮฺทรงตรัสว่า

โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! พวกเจ้าอย่าดำเนินตามรอยเท้าของชัยฎอน และผู้ใดติดตามทางเดินของชัยฎอน แท้จริงมัน (ชัยฎอน) จะใช้ให้ทำอัลฟะฮฺชะฮฺ (การลามก การทำผิดประเวณี) และอัลมุงกัรฺ (ความชั่ว การฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ และการเชื่อในพระเจ้าหลายองค์) (คือ การทำความชั่ว หรือการงานที่เลวร้าย และการพูด หรือการทำในสิ่งที่เป็นที่ต้องห้ามในอิสลาม)” (อันนูรฺ 24:21) ”และจงอย่าดำเนินตามรอยเท้าของชัยฏอน แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า” (อัล บะเกาะเราะหฺ 2:168, 208; อัลอันอาม 6:142)

ชัยคฺอับดุลเราะหฺมาน อัลสะอ์ดี (เราะหิมะฮุลลอฮฺ) กล่าวว่า “รอยเท้าของชัยฎอน นั้นรวมไปถึง “บาปทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับหัวใจ ลิ้น และร่างกาย ด้วยพระปรีชาญานของอัลลอฮฺ พระองค์ทรงอธิบายกฎซึ่งเป็น “การสั่งห้าม” มิให้ดำเนินตามรอยเท้าของชัยฎอน เหตุผลทางปัญญาที่อยู่เบื้องหลังสิ่งนี้ คือการหลีกเลี่ยงให้พ้นจาก “ผลที่ตามมาจากสิ่งที่ได้ถูกสั่งห้ามไว้” ดังนั้น พระองค์จึงตรัสว่า “ผู้ใดก็ตามที่ดำเนินตามรอยเท้าของชัยฎอน”

ดังนั้น แท้จริงแล้ว “มัน” หมายถึงชัยฎอน “จะสั่งใช้ให้กระทำอัลฟะฮฺชะอฺ (การลามก)” ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ “ทางเหตุผล และทางศาสนานั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ บาปใหญ่ และสิ่งที่แนวโน้มว่าจะเป็นบาปใหญ่” และ “มุงกัรฺ (ความชั่ว)” ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ถูกปฏิเสธและไม่เป็นที่ยอมรับ บรรดาบาปทั้งหลายที่เป็น “รอยเท้าของชัยฎอน” คือส่วนหนึ่งของมัน ดังนั้น อัลลอฮฺจึงทรงสั่งห้ามบรรดาปวงบ่าวของพระองค์ ให้ออกห่างจากมัน อันเป็นดั่ง “การอำนวยพรจากอัลลอฮฺ” เพื่อที่ว่าพวกเขาจะกตัญญูรู้คุณพระองค์ และรำลึกถึงพระองค์ เพราะนี่ คือ “การปกป้องคุ้มครองพวกเขา ให้พ้นจากการปนเปื้อนของความชั่วร้าย” ด้วยพระเมตตาของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเขา

ดังนั้น พระองค์จึงทรงสั่งห้ามพวกเขา มิให้กระทำสิ่งดังกล่าว เช่นที่พระองค์ทรงสั่งห้ามพวกเขา ไม่ให้ทานยาพิษที่ทำให้เสียชีวิตและสิ่ง อื่นๆ” --ตัฟซีรฺ อัลสะอ์ดี หน้า 563-- พระผู้เป็นเจ้าของเราได้สั่งห้ามเราไม่ให้เข้าใกล้ซินา หากแต่พระองค์ก็ไม่ได้สั่งห้ามซินาโดยตรง พระองค์ทรงตรัสว่า

และพวกเจ้าอย่าเข้าใกล้การผิดประเวณี แท้จริงมันคือ “ฟาฮิชะฮฺ” (คือสิ่งใดก็ตามที่ละเมิดขอบเขต อันเป็นบาปใหญ่ และเป็นหนทางชั่วร้าย ที่นำพาบุคคลหนึ่ง ไปสู่ไฟนรก เว้นเสียแต่ว่าอัลลอฮฺทรงอภัยโทษแก่เขา)” (อัลอิสรออฺ 17:32)

เมื่อชัยฎอนปรารถนาที่จะทำให้คนระดับสูง (คนระดับนักวิชาการ หรือดาอียะฮฺ หรือผู้ที่อุทิศตนเพื่อการทำอิบาดะฮฺ) ตกลงไปสู่การกระทำบาป มันก็จะเข้าหาพวกเขาโดยผ่านประตูแห่งการเชื่อฟัง ดังนั้นมันก็จะเริ่มผลักดัน ส่งเสริมให้พวกเขาทำการดูแลบรรดาแม่หม้าย หรือสตรีที่ยากจน และสิ่งต่างๆ ก็จะเริ่มพัฒนาขึ้นหลังจากนั้น และเขาก็จะเริ่มด้วยการดูแลบรรดาสตรีเหล่านั้นในระยะห่าง หลังจากนั้นเขาก็จะเริ่มเข้าใกล้พวกเธอด้วยการพูดคุย จากนั้นก็ด้วยการมอง จากนั้นก็ด้วยการนั่งพูดคุยกับพวกเธอ จนกระทั่งเขาเกิดความรู้สึกชอบพอพวกเธอ

ดังนั้น ผลที่เกิดจากสิ่งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ดีงามเลย อีกทั้งชัยฎอนยังมี “วิธีการอื่นๆ” ด้วย เช่น “ด้วยการเรียกร้องผู้คนสู่อัลลอฮฺ” ดังนั้น “มัน” ก็จะทำการผลักดัน สนับสนุน “คนระดับดังกล่าว” ให้คอยแนะนำตักเตือนต่อบรรดามุสลิม และทำเขาให้มุ่งความสนใจในการดะวะฮฺของเขากับคนบางคน เขาไม่ได้แบ่งแยกความแตกต่างระหว่างชายหรือหญิง จากนั้นเขาก็เริ่มให้คำปรึกษาหารือ กับสตรีด้วยการพูดจาที่อ่อนน้อม และเริ่มถามคำถามที่เป็นส่วนตัว และเริ่มคุยตลก และมีการติดต่อระหว่างกันมากขึ้น จากนั้นก็เริ่มคุยกันทางโทรศัพท์ และมีการโทรพูดคุยกัน ส่งรูปถ่าย จากนั้นก็มีการพบปะกัน และผลที่เกิดจากการกระทำทั้งหลายเหล่านี้ไม่ไช่สิ่งที่ดีงามเลย

“การกระทำทั้งหมดนี้” เป็นการดำเนินตามรอยเท้าของชัยฎอน ที่ซึ่งอัลลอฮฺทรงสั่งห้ามพวกเราไว้ สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น คือก้าวเข้าไปสู่ขอบเขตอันศักดิ์สิทธิ์ของอัลลอฮฺ ที่พระองค์ทรงสั่งห้ามพวกเขา ไม่ให้เข้าไป หากแต่ชัยฎอนจะทำให้ “การงานของเขา (คนระดับวิชาการ)” เป็นที่น่าดึงดูดใจต่อผู้คน และทำให้ “เขา” คิดไปว่า “เขากำลังเรียกร้องผู้คนมาสู่อัลลอฮฺ” และสิ่งที่เขาทำนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบรรดามุสลิมทั้งหลาย หรือเป็นการสอนบรรดาผู้ที่โง่เขลา หรือเป็นการบรรเทาทุกข์แก่ผู้คน และ “ชัยฎอน” ก็จะทำให้การงานเหล่านั้น เป็นสิ่งที่น่าดึงดูดใจต่อตัวของเขาต่อไปไม่หยุด จนกระทั่งเขาได้กระทำสิ่งที่เป็นบาปใหญ่

เรา (IslamQA) รู้สึกเศร้าใจที่ได้รู้ว่า “พี่น้องมุสลิมะฮฺ และมุสลิมีน ที่มีความทะเยอทะยาน และมีพลังมุ่งมั่นที่จะทำ ความดีงาม” ได้เริ่มออกห่างจากอัลลอฮฺ และกระทำความชั่ว และความผิดบาป “ไฟนรกขนาดใหญ่อาจจะเกิดจาก “ประกายไฟเล็กๆ” ก็เป็นได้” พวกเขาไม่ได้ให้ความใส่ใจต่อ “ก้าวย่างแรกของพวกเขา” ที่นำไปสู่หนทางแห่งบาป และพวกเขาไม่ได้สังเกตเห็น “ความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม และทัศนคติของตัวเขา” และพวกเขาก็ไม่ได้สังเกตว่า “ความศรัทธาของเขา” ได้อ่อนแอลงเช่นไร ทั้งหมดนี้คือสัญญาณที่อัลลอฮฺทรงทำให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนผู้ ที่ประมาท เผลอไผล และเป็นการปลุกผู้ที่นอนหลับอยู่ให้ตื่น

ถัดไป

หน้าหลัก

ตุลาคม 12, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม