นมาซ : ของขวัญจากพระเจ้า

อิบนุสินา แพทย์และนักปรัชญาคนสำคัญ ของโลกอิสลาม ได้บันทึกเรื่องราวในชีวิตครั้งหนึ่ง ของเขาว่า ในคืนอันหนาวเย็นยะเยือกคืนหนึ่ง เขา และบ่าวรับใช้ของเขา ได้พักอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง ในท้องที่อันห่างไกล ของเมืองคุรอซาน ระหว่างกลางคืน เขารู้สึกหิวน้ำ เขาจึงได้เรียกบ่าวของเขา ให้ไปเอาน้ำมา แต่บ่าวของเขา ไม่ต้องการจะลุกจากเตียง อันแสนอุ่น เขาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเรียก ของอิบนุสินา แต่เมื่ออิบนุสินาเรียกครั้งแล้วครั้งเล่า บ่าวของเขาก็จำต้องลุกขึ้น ไปเอาน้ำมาให้เขา โดยไม่เต็มใจ

หลังจากนั้นไม่นาน เสียอะซานอันไพเราะจับใจ ก็ดังขึ้นไปทั่วบริเวณ อิบนุสินาคิดอยู่ในใจว่า ใครซิที่ลุกขึ้นมาอะซาน ในเช้าตรู่อันเย็นยะเยือกเช่นนี้ เขารำพึงในใจว่า อับดุลลอฮฺ คนรับใช้ของฉัน ให้ความเคารพยกย่องฉันเสมอ เขาคอยหาโอกาสที่จะป้อยอเอาอกเอาใจฉัน แต่คืนนี้เขาเห็นแก่ความสบายของตัวเอง มากกว่าความต้องการของฉัน แต่ดูบ่าวชาวเปอร์เซีย ของอัลลอฮฺ คนนั้นสิ เขาลุกขึ้นจากที่นอนอันแสนอุ่น ในตอนกลางคืน อันหนาวเย็นจับใจ ออกมาอาบน้ำนมาซ ที่เย็นประดุจน้ำแข็ง แล้วขึ้นไปบนหออะซานของมัสญิด เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ ผู้เป็นนายที่ยิ่งใหญ่ของเขาจริงๆ

เสียงอะซานดังก้องไปทั่วบริเวณว่า อัชฮะดุอันลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ อัชฮะดุอันนะมุฮัมมะดัรฺรอซูลุลลอฮฺ (ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ และฉันขอปฏิญาณว่า มุฮัมมัดเป็นรอซูลของพระองค์)

อิบนุสินาได้บันทึกไว้ว่า ฉันได้เรียนรู้ถึงเนื้อแท้ของความรัก ที่แท้จริงแล้ว ความรักก่อให้เกิดการเชื่อฟัง โดยสิ้นเชิง ความรักอัลลอฮฺ ต้องการการเชื่อฟังทั้งหมด โดยไม่มีเงื่อนไข อัลลอฮฺทรงกล่าวความว่า จงกล่าวเถิด มุฮัมมัด : ถ้าพวกท่านรักอัลลอฮฺ จงปฏิบัติตามฉัน อัลลอฮฺจะทรงอภัยบาป ของพวกท่าน เพราะอัลลอฮฺ เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ (กุรอาน 3:31) การละหมาด : เสียงเรียกร้องของวิญญาณภายใน

ความทะนงตน และความโอหัง มักจะทำให้คนทำตัว เป็นผู้กดขี่ และทรราช บางคนหลงตนเองว่า สำคัญ จนถึงขนาดอ้างตน เป็นพระเจ้าก็มี อย่างเช่นฟาโรห์ ผู้ปกครองอียิปต์ ที่ประกาศว่า ตัวเขาเป็นพระเจ้า ของชาวอียิปต์ ด้วยความรู้สึกว่า ตัวเองเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และทะนงตน ฟาโรห์ได้กดขี่ข่มเหงชาวอิสราเอล จนได้รับความทุกข์ยาก เดือดร้อน อย่างแสนสาหัส แต่มนุษย์เข้มแข็ง และยิ่งใหญ่อย่างที่อารมณ์ฝ่ายต่ำของเขาบอกเขา กระนั้นหรือ คัมภีร์กุรอานบอกเราว่า ธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์เป็นดังนี้

อัลลอฮฺทรงสร้างสูเจ้าขึ้นมา ในสภาพที่อ่อนแอ หลังจากความอ่อนแอ พระองค์ก็ทรงให้มีความแข็งแรง แล้วหลังจากความแข็งแรง พระองค์ก็ทรงทำให้อ่อนแอ และชราภาพ พระองค์ทรงสร้างสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงอานุภาพ (กุรอาน 30:54)

มนุษย์เริ่มต้น ด้วยความอ่อนแอ และจบลงด้วยความอ่อนแอ นี่คือเนื้อแท้ของมนุษย์ เขาอ่อนแอ และช่วยเหลือตัวเองมิได้ ในตอนเกิดมาทีแรก เขาอ่อนแอเสียจนชีวิตของเขาทั้งหมด ต้องขึ้นอยู่กับพ่อแม่ และครอบครัว ถ้าหากเขาถูกทิ้งไป ในช่วงแรกๆของชีวิต เขาก็ไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ เขาต้องการความรัก และการเอาใจใส่ดูแล ไม่เพียงแต่เฉพาะ ในวัยทารกเท่านั้น แม้แต่ในวัยเด็ก และในวัยรุ่น เขาก็จำเป็นต้องได้รับการดูแล เอาใจใส่ ด้วยเช่นกัน ต่อเมื่อเขาเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ที่พึงพิงตัวเองได้ เขาจึงเริ่มที่จะสามารถควบคุมชีวิตของตัวเอง พอมาถึงวัยนี้ เขากลับมองร่างกายอันแข็งแรง ล่ำสัน และความสามารถต่างๆ ของเขา ด้วยความภาคภูมิใจ และเริ่มดูถูกคนที่ด้อยกว่าเขา บางทีเขาดุด่าพูดจากระโชก แม้แต่พ่อแม่ ที่ตรากตรำเลี้ยงดูเขามาเองก็มี เขาเริ่มเป็นผู้อธรรม และโหดร้าย ใช้ความเข้มแข็งของเขากดขี่คนอื่น เขาคิดว่าเขาเป็นนาย และจะทำอะไรก็ได้ ตามที่เขาต้องการ แต่ความเป็นหนุ่ม ที่มีรูปร่างดีนี้ ยืนยาวตลอดไปกระนั้นหรือ ? ในชั่วไม่กี่สิบปี ความแข็งแรงของเขา ก็เริ่มหมดไป และวัยหนุ่มของเขา ก็ถูกแทนด้วยวัยชรา เขาเริ่มต้นชีวิต ด้วยความอ่อนแอ และก็จบลงด้วยความอ่อนแอ วจนะของอัลลอฮฺชัดเจนถูกต้อง นายที่แท้จริงคืออัลลอฮฺ พระองค์เท่านั้น ที่ทรงยิ่งใหญ่ พระองค์เท่านั้น ที่ไม่เคยเหนื่อยล้า ไม่มีความจำเป็นต้องพัก และไม่เคยต้องอาศัยผู้ใด ในชีวิตประจำวันของเรา เวลามีใครทำอะไรให้เราสักเล็กน้อย เรายังกล่าวคำขอบคุณ ด้วยความพินอบพิเทา แต่กับความเมตตา อันไม่สิ้นสุด ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงจัดเตรียมทุกสิ่ง ที่จำเป็นแก่เรา เราคิดที่จะขอบคุณพระองค์บ้างไหม ? แค่ลองดูความสมบูรณ์ สวยงาม ของโลก รอบตัวของคุณ และมองดูตัวคุณเอง ก็เพียงพอที่จะทำให้คุณ ต้องก้มลงกราบอัลลอฮฺ นมาซ : สิ่งที่ทำให้ผู้ศรัทธา ได้รับความสูงส่ง

สิ่งแรกที่รอซูลของอัลลอฮฺ ได้ถูกบัญชาให้ปฏิบัติ ก็คือการนมาซ ญิบรีลได้มายังท่าน และก็มีตาน้ำแห่งหนึ่งผุดขึ้นมา จากหินต่อหน้าท่าน หลังจากนั้น ญิบรีลก็ได้สอนให้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ชำระล้างร่างกาย ก่อนการนมาซ เสร็จแล้วก็สอนให้ท่านนมาซ โดยเริ่มต้นด้วยการนมาซ สองร็อกอัต ทุกวัน ครั้งหนึ่งในตอนเช้า และครั้งหนึ่งในตอนเย็น หลังจากนั้น ท่านก็กลับไปบ้าน และสอนท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ ภรรยาของท่าน ให้นมาซ ตามที่ท่านได้เรียนมาจากญิบรีล

นับตั้งแต่นั้นมา ท่านรอซูลุลลอฮฺ ก็ไม่เคยปล่อยให้วันใดผ่านไป โดยที่ท่านไม่นมาซเลย ก่อนที่ท่านจะอพยพไปยังมะดีนะฮฺ ท่านได้ถูกนำตัว เดินทางในยามค่ำคืน ไปยังเมืองเยรูซาเล็ม และหลังจากนั้น ก็ถูกนำตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า เหตุการณ์ครั้งนี้ เรียกว่า การอิสรอและมิอฺรอจญ์ ระหว่างการเดินทาง อัลลอฮฺได้ทรงบัญชาท่าน ให้นมาซวันละห้าครั้ง การนมาซนี้ เป็นของขวัญแก่ผู้ศรัทธา เพื่อที่จะทำให้เขา ได้รับประสบการณ์ ในการยกระดับจิตใจ วันละห้าเวลา ท่านรอซูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า " การนมาซ คือการมิอฺรอจญ์ หรือการขึ้นสู่เบื้องบน ของผู้ศรัทธา" การนมาซเป็นการให้โอกาส แก่มุสลิม ติดต่อสัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้าของเขา ระหว่างการนมาซแต่ละครั้ง มุสลิมจะอ่านซูเราะฮฺอัลฟาติฮะฮฺ การอ่านนี้ มิใช่การพูดเพ้อเจ้อ เพียงฝ่ายเดียวของผู้ศรัทธา อัลลอฮฺทรงสัญญาว่า การนมาซคือการสนทนา ระหว่างพระองค์กับผู้นมาซ ท่านรอซูลุลลอฮฺเอง ได้กล่าวว่า อัลลอฮฺทรงกล่าวว่า "เมื่อบ่าวของฉันกล่าวในการนมาซว่า" บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก" ฉันก็กล่าวว่า "บ่าวของฉันได้สรรเสริญฉันแล้ว" เมื่อเขากล่าวว่า "ผู้ทรงกรุณาปรานีผู้ทรงเมตตาเสมอ ผู้ทรงเป็นใหญ่ในวันตัดสินตอบแทน" ฉันกล่าวว่า "บ่าวของฉันได้สดุดีฉันแล้ว" เมื่อเขากล่าวว่า "เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราเคารพภักดีและเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ" ฉันกล่าวว่า "นี่เป็นเรื่องระหว่างฉันกับบ่าวของฉัน" เมื่อเขากล่าวว่า "โปรดชี้ทางที่เที่ยงตรงแก่เราด้วยเถิด" ฉันกล่าวว่า "นี่สำหรับบ่าวของฉันและฉันจะให้สิ่งที่บ่าวของฉันต้องการ"

ท่านรอซูลุลลอฮฺได้กล่าวความว่า การนมาซเป็นเสาของศาสนา ท่านยังได้บอกให้เราทราบว่า อิสลามถูกสร้างอยู่บนเสาทั้งห้า เสาที่สอง ก็คือการดำรงนมาซวันละห้าเวลา คำพูดดังกล่าวของท่าน ทำให้เราเห็นภาพได้ชัดเจน นั่นคือ อิสลามเป็นเหมือนอาคาร ที่เสาทั้งห้าค้ำอยู่ ถ้าหากคุณเอาเสาต้นใดออก อาคารทั้งหลัง ก็เริ่มขาดความมั่นคง ในทำนองเดียวกัน เมื่อใครคนหนึ่งหยุดนมาซ ความศรัทธาของเขา ก็จะอ่อนแอ และขาดความมั่นคง แค่เพียงลมพัดเบาๆ ก็อาจทำให้มันพังทลายลงมาได้ การนมาซมีความสำคัญ จนถึงขนาดที่ท่านรอซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวความว่า แท้จริง ระหว่างมนุษย์ กับการเคารพกราบไหว้บูชาสิ่งอื่นใด และการปฏิเสธศรัทธา ก็คือการนมาซ (รายงานโดยมุสลิม)

อัลลอฮฺทรงกล่าวถึง ชะตากรรมของบรรดาผู้ปฏิเสธ ในวันแห่งการตัดสินว่า พวกเขาจะถูกบรรดาผู้ศรัทธาถามว่า "อะไรหรือที่นำท่านมาสู่ไฟนรก " พวกเขาจะกล่าวว่า เรามิใช่ผู้ที่นมาซ" (กุรอาน 74:42-43)

อัลลอฮฺยังทรงกล่าวไว้อีก ความว่า ผู้ศรัทธานั้น คือผู้ประสบความสำเร็จแล้ว นั่นคือผู้ที่ถ่อมตน ในการนมาซของพวกเขา (กุรอาน 23:1-2) และ บรรดาผู้ที่รักษาการนมาซ ของพวกเขานั้น คนเหล่านี้ จะอยู่ฐานะผู้มีเกียรติ ในสวนสวรรค์อันหลากหลาย (กุรอาน 70:34-35)

อัลลอฮฺได้ทรงเน้นย้ำถึง ความจำเป็นในเรื่องการถ่อมตน และการมีสมาธิ ในขณะที่นมาซ เพราะในขณะที่เขากำลังนมาซนั้น มารร้ายชัยฏอน ศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์ มักจะพยายามมารบกวนสมาธิ ในการนมาซของผู้ศรัทธา ด้วยการทำให้ผู้นมาซ คิดถึงแต่เรื่องปัญหาการงาน ครอบครัว และเรื่องอื่นๆ จนลืมไปว่า ตัวเองนมาซไปสาม หรือสี่ร็อกอัตแล้ว นี่เป็นวิธีการที่มารร้ายชัยฏอน ขโมยการนมาซ มนุษย์ถูกสร้างมา เพื่อเคารพภักดีอัลลอฮฺ พระองค์ทรงกล่าวความว่า ฉันมิได้สร้างญินและมนุษย์มาเพื่ออื่นใดนอกไปจากเพื่อเคารพภักดีฉัน (กุรอาน 51:56)

มนุษย์ถูกส่งมาอยู่ในโลกนี้ เพื่อเคารพภักดีอัลลอฮฺ และการนมาซ เป็นรูปแบบที่ดีที่สุด ของการเคารพภักดี ในวันแห่งการตัดสิน มนุษย์จะต้องไปตอบคำถาม สำหรับการกระทำของเขา อัลลอฮฺทรงกล่าวความว่า แล้ววันนั้น สูเจ้าจะถูกสอบถาม เกี่ยวกับความโปรดปราน ที่สูเจ้าได้รับ (กุรอาน 102:8)

โดย อ.บรรจง บินกาซัน

ที่มา  www.muslimthai.com

Custom Search

บทความ  การละหมาด

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม