4. การจ่ายซะกาต

การจ่ายซะกาต คือ การจ่ายทรัพย์สิน ในอัตราที่ศาสนากำหนดไว้ จำนวนหนึ่งจากทรัพย์สิน ที่สะสมไว้ เมื่อครบกำหนดเวลา โดยจะต้องจ่ายทรัพย์สินนี้ ให้แก่คนที่มีสิทธิ์ได้รับ 8 จำพวก ตามที่คัมภีร์กุรอาน ได้กำหนดไว้ อันได้แก่ 1) คนยากจน 2) คนที่อัตคัดขัดสน 3) คนที่มีหัวใจ โน้มมาสู่อิสลาม 4) ผู้บริหารการจัดเก็บ และจ่ายซะกาต 5) ไถ่ทาส 6) ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว 7) คนพลัดถิ่นหลงทาง 8) ใช้ในหนทางของอัลลอฮ.

ความจริงแล้วคำว่า ”ซะกาต” โดยทางภาษาแปลว่า “การซักฟอก การทำให้สะอาดบริสุทธิ์ และการเจริญเติบโต” และคำว่า “ซะกาต” นี้ ได้ถูกกล่าวควบคู่กับการนมาซ ในคัมภีร์กุลอานไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง ด้วยเหตุนี้ มุสลิมที่ปฏิบัตินมาซ แต่ไม่ยอมจ่ายซะกาตนั้น ความเป็นมุสลิมของเขา จึงยังไม่สมบูรณ์

วัตถุประสงค์ที่อิสลาม กำหนดให้มุสลิม จ่ายซะกาต ก็คือเพื่อเป็นการยืนยัน ถึงความศรัทธา นอกจากนั้นแล้ว การจ่ายซะกาต ก็ยังมีวัตถุประสงค์ เพื่อซักฟอกทรัพย์สิน และจิตใจของผู้จ่าย ให้มีความสะอาดบริสุทธิ์ ขณะเดียวกัน ก็เพื่อเป็นการสร้างความเจริญ ให้แก่สังคมอีกด้วย

ที่กล่าวว่า ซะกาตมีวัตถุประสงค์ เพื่อซักฟอกทรัพย์สิน และจิตใจของผู้จ่ายซะกาต ก็เพราะอิสลามถือว่า ทรัพย์สินที่มุสลิม หามาได้นั้น ถึงแม้ว่าจะหามาด้วยความสุจริตก็ตาม ถ้าหากทรัพย์สิน ที่สะสมไว้นั้น ยังไม่ได้นำมาจ่ายซะกาต ทรัพย์สินนั้นก็ยังไม่บริสุทธิ์ เพราะซะกาตเป็นสิทธิ์ของคน 8 ประเภท ดังกล่าว การไม่จ่ายซะกาต ก็คือการยักยอกทรัพย์สิน ของคนเหล่านั้น ขณะเดียวกัน การจ่ายซะกาต ก็จะช่วยชำระจิตใจของผู้จ่าย ให้หมดจด จากความตระหนี่ถี่เหนียว และความโลภ ซึ่งถือว่า เป็นสิ่งสกปรกทางใจ อย่างหนึ่ง

หากเรามองหลักการจ่ายซะกาต จากแง่สังคม เราจะเห็นว่า บรรดาผู้มีสิทธิได้รับซะกาตนั้น มักจะเป็นผู้ที่เป็นปัญหาในสังคม ดังนั้น การนำซะกาต ไปให้แก่คนเหล่านี้ จึงเป็นการแก้ปัญหาสังคม ที่ถูกจุด ขณะเดียวกัน ถ้าเรามองจากทางด้านเศรษฐกิจ เราจะเห็นว่าซะกาต จะทำให้คนยากจน คนอานาถา ในสังคม มีอำนาจซึ้อเพิ่มขึ้น เพราะมีการถ่ายเททรัพย์สิน จากคนรวย ไปสู่คนจน และเมื่อคนเหล่านี้ มีอำนาจซื้อ ก็จะส่งผลให้มีการผลิต สนองตอบความต้องการ ทำให้มีการจ้างงาน และมีการกระจายรายได้ ทางเศรษฐกิจ ติดตามมา

ดังนั้น จึงอาจพูดได้ว่า การจ่ายซะกาต นอกจากจะเป็นการแสดงออก ถึงความศรัทธาแล้ว ยังเป็นการแสดงความเคารพภักดี ต่ออัลลอฮ. โดยผ่านทางการช่วยเหลือสังคมด้วย

ซะกาตมี 2 ประเภท คือ

ซะกาตฟิตเราะฮ. คือ ซะกาตที่มุสลิม ที่สามารถจะเลี้ยงตัวได้ ต้องจ่ายให้แก่คนยากจน หรือคนอนาถา ในเดือนรอมฎอน อันเป็นเดือนถือศีลอด โดยจ่ายเป็นอาหารหลัก ที่คนในท้องถิ่น กินกันเป็นประจำ ซึ่งได้แก่ข้าวสาร ประมาณ 3 ลิตร (หรืออาจให้เป็นเงิน ที่มีมูลค่าเท่ากับข้าวสาร จำนวนดังกล่าว) สำหรับผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวนั้น จะต้องรับผิดชอบ การจ่ายซะกาตฟิตเราะฮ.นี้ แทนสมาชิกในครอบครัวด้วย หากยังไม่ได้จ่ายซะกาตฟิตเราะฮ. อัลลอฮ.ก็จะยังไม่รับการถือศีลอดของเขา

ซะกาตมาล หรือ ซะกาตทรัพย์สิน เป็นซะกาตที่จ่ายจากทรัพย์สิน ที่สะสมไว้ หลังจากการใช้จ่ายครบรอบปีแล้ว ในอัตราที่ต่างกัน ตามประเภทของทรัพย์สิน ตั้งแต่ร้อยละ 2.5 ไปจนถึง 20

5. การทำฮัจญ์

การทำฮัจญ์ คือ การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ ที่นครมักกะฮ.ในเดือนซุลฮิจญะฮ. ตามวันเวลาและสถานที่ ที่ถูกกำหนดไว้ หลักการข้อนี้ ถือเป็นหน้าที่สำหรับมุสลิม ทั้งชายหญิงทุกคน ที่มีความสามารถ ในด้านร่างกาย ทรัพย์สิน และเส้นทางการเดินทาง มีความปลอดภัย หากใครได้ศึกษา ถึงประวัติศาสตร์อิสลามแล้ว จะพบว่าการทำฮัจญ์ เป็นพิธีกรรมทางศาสนาเก่าแก่ ที่มีมาก่อนสมัยของศาสดามุฮัมมัด จากหลักฐานในคัมภีร์กุรอาน การทำฮัจญ์ เริ่มต้นขึ้น เมื่อตอนที่อัลลอฮ.ได้บัญชาให้ศาสดาอิบรอฮีม และอิสมาอิล ผู้เป็นลูกชาย ร่วมกันสร้าง “บัยตุลลอฮ.” (บ้านของอัลลอฮ. ) ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นสถานที่ สำหรับการเคารพภักดีต่อพระองค์ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว พระองค์ก็ทรงบัญชา ให้ศาสดาอิบรอฮีม เรียกร้องเชิญชวนมนุษยชาติ ให้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดี ต่อพระองค์ ที่บ้านดังกล่าว

ดังนั้น ในเดือนซุลฮิจญะฮ. ซึ่งเป็นเดือนสุดท้าย ของปฏิทินอิสลาม มุสลิมทุกชาติ ทุกเผ่าพันธุ์ จากทั่วโลก นับล้านคน จะเดินทางไปรวมกัน แสดงความเคารพภักดี ต่ออัลลอฮ.ที่บ้านของพระองค์

หลังจากสมัยของท่านศาสดาอิบรอฮีมแล้ว ด้วยความโง่เขลา และความหลงผิดของผู้คน รูปแบบของการทำฮัจญ์ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น แทนที่ผู้คนจะเคารพบูชาอัลลอฮ. แต่เพียงพระองค์เดียว พวกเขากลับเอารูปปั้นเทวรูปต่าง ๆ ที่พวกเขาบูชา มาตั้งไว้รอบ ๆ ก๊ะอบ๊ะฮ. เพื่อสักการะบูชา ในระหว่างการทำฮัจญ์ และในพิธีการเดินรอบก๊ะอบ๊ะฮ.นั้น พวกเขาหลายคน ได้เปลือยกาย เดินรอบก๊ะอบ๊ะฮ.และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ท่านศาสดาอิบรอฮีม ไม่ได้ทำแบบอย่างไว้ จนกระทั่งมาถึงสมัย ของท่านศาสดามุฮัมมัด หลังจากที่ท่านเข้ายึดมักก๊ะฮ.ได้แล้ว ท่านได้สั่งให้ทำลาย รูปปั้นบูชาต่าง ๆ รอบก๊ะอบ๊ะฮ.ลงจนหมดสิ้น และท่านได้แสดง แบบอย่างการทำฮัจญ์ ที่ถูกต้อง ให้บรรดาผู้ที่ศรัทธาในอัลลอฮฺ ปฏิบัติสืบทอดกันมา จนถึงปัจจุบัน ดังนั้น การทำฮัจญ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นฮัจญ์ที่มีแบบอย่าง มาจากท่านศาสดามุฮัมมัด

หากใครได้ศึกษา ถึงรายละเอียดของหลักการ และการปฏิบัติฮัจญ์ เขาจะทราบได้ทันทีว่า ฮัจญ์เป็นบทบัญญัติทางศาสนา ที่ถูกกำหนดให้มุสลิมถือปฏิบัติ เพื่อยืนยันถึงความศรัทธา ในอัลลอฮ. ที่ต้องอาศัยความเสียสละ ทั้งทรัพย์สินและเวลา ความอดทน ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ การให้อภัย และความสำนึก ทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนความศรัทธามั่น ต่อพระผู้เป็นเจ้า ไปพร้อม ๆ กัน

การทำฮัจญ์ นอกจากจะเป็นการแสดง ความเคารพภักดี และยืนยันในความศรัทธา ต่ออัลลอฮ. แล้ว ยังสอนมนุษย์ทุกคน ให้รู้สำนึกว่า ในสายตาของอัลลอฮ. แล้ว มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน เพราะในการทำฮัจญ์ ผู้ทำฮัจญ์ทุกคน ไม่ว่าจะมาจากชนชั้น เผ่าพันธุ์ ภาษา หรือจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม ทุกคนจะต้องห่อหุ้มร่างกาย ด้วยผ้าสีขาวเพียงสองชิ้น เหมือนกันหมดทุกคน จะต้องปฏิบัติพิธีการต่าง ๆ เหมือนกันหมด และทุกคน ต่างก็ประกาศความยิ่งใหญ่ ของอัลลอฮฺ เหมือนกันหมด

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ตั้งแต่ต้น อาจกล่าวสรุปได้ว่า หลักศรัทธา 6 ประการนั้น เป็นสิ่งจำเป็น สำหรับมุสลิมทุกคน ส่วนหลักปฏิบัติ 5 ประการ ที่อิสลามกำหนดไว้ ให้มุสลิมปฏิบัตินั้น มิใช่เป็นหลักปฏิบัติทั้งหมด ในอิสลาม หากแต่มันเป็นเพียงวินัยบัญญัติ อย่างน้อยที่สุด ที่อิสลามกำหนดไว้ ให้มุสลิมปฏิบัติ เพื่อยืนยันถึงความศรัทธา ของเขา เท่านั้น อันที่จริงแล้วอิสลาม ยังมีบทบัญญัติอื่น ๆ ที่กำหนดให้มุสลิมปฏิบัติ อีกมากมาย ที่จะเป็นการแสดงออก ถึงความศรัทธา ในทุกย่างก้าวของชีวิต

ย้อนกลับ  ถัดไป

Custom Search

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

คุณค่าองค์ประกอบหลัก 5 ประการ ในศาสนาอิสลาม
กอฎอ กอดัร
หลักศรัทธา 6 ประการ
ศรัทธา
หลักการเชื่อมั่นที่ถูกต้อง
พระเจ้ามีจริงหรือ ?
ศรัทธาคือยาที่ดี
วันปรโลก

หน้าหลัก

กรกฎาคม 21, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม