Custom Search

อัลเลาะฮ์ทรงบริสุทธิ์ปราศจากสถานที่และทิศ

หลักวิชาอากิดะฮ์ หรือวิชาเตาฮีดนั้น คือ ศาสตร์ที่พิจารณาเกี่ยวกับสรรพสิ่งที่ถูกสร้างเพื่อนำไปสู่การรู้จักพระเจ้าผู้ทรงสร้าง หรือกล่าวคำนิยามอีกนัยหนึ่งว่า มันคือศาสตร์ที่พูดเกี่ยวกับ บรรดาพระนาม คุณลักษณะ และการกระทำของอัลเลาะฮ์ และพิจารณาถึงบรรดามัคโลคจากบรรดามะลาอิกะฮ์ นบี วันสิ้นโลก บนกฏหรือหลักการของอิสลาม ไม่ใช่บนรากฐานของพวกปรัชญา เนื่องจากพวกเขานั้น พูดเกี่ยวกับอัลเลาะฮ์ มะลาอิกะฮ์ และอื่นๆ โดยยึดเพียงสติปัญญาเท่านั้น และพวกเขาก็เอาสติปัญญามาเป็นหลักพื้นฐาน(อุซูล)ของศาสนา ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ยึดกับความสอดคล้องระหว่างสติปัญญากับสิ่งที่บรรดาศาสนทูตได้นำมา แต่บรรดานักปราชญ์เตาฮีด ได้พูดกับสิ่งดังกล่าว ในแง่ของการเอาสติปัญญามาสนับสนุนความถูกต้องของหลักการที่มาจากอัลเลาะฮ์และหะดิษซอฮิหฺที่มาจากท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังนั้น สติปัญญาตามทัศนะของพวกเขานั้น ก็คือสิ่งที่มาสนับสนุนศาสนา ไม่ใช่เป็นหลักพื้นฐานอุศูลของศาสนา

ท่านอัล-หาฟิซฺ อัลคอฏีบ อัลบุฆดาดีย์ ได้กล่าวว่า" ซีฟัตของอัลเลาะฮ์นั้น จะไม่ถูกยืนยันด้วยคำกล่าวของ ซอฮาบะฮ์ หรือตาบิอีน นอกจากยืนยันด้วยกับบรรดาหะดิษซอฮิหฺที่มีมติเห็นพร้องกันว่าผู้รายงานนั้นต้องเชื่อถือได้ ดังนั้น จะนำหลักฐานกับหะดิษที่ฏออีฟ หรือหะดิษที่ขัดแย้งกันในการยืนยันความเชื่อถือของตัวผู้รายงาน แม้กระทั้งว่า หากมีหะดิษหนึ่งที่มีสายรายงานที่ขัดแย้งกันและมีหะดิษอื่นมาสนับสนุน ก็ไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานเกี่ยวกับซิฟัตของอัลเลาะฮ์ได้เลย"

และท่านอัลบุฆดาดีย์ กล่าวว่า " เมื่อผู้ที่เชื่อถือคนหนึ่งได้ ทำการรายงานหะดิษหนึ่ง ที่มีสายรายงานเชื่อมต่อกัน ซึ่งมันจะถูกปฏิเสธด้วยประการต่อไปนี้

1. เมื่อหะดิษนั้นขัดกับสติปัญญา จึงรู้ได้ว่ามันเป็นโมฆะ เนื่องจากศาสนานั้น จะมีมาได้ด้วยกับบรรดาสิ่งที่กินกับสติปัญญา ดังนั้น สิ่งที่ขัดกับสติปัญญานั้น ย่อมไม่ถูกปฏิเสธ

2. หะดิษนั้นขัดกับตัวบทของอัลกุรอาน และซุนนะฮ์ที่มุตะวาติร จึงรู้ได้เลยว่ามันไม่มีรากฐานที่มา หรือมันถูกยกเลิกไปแล้ว

3. หะดิษต้องไม่ขัดกับมติของปวงปราชญ์ จึงอ้างหลักฐานได้ว่า มันถูกยกเลิกไปแล้ว หรือมันไม่มีที่มา เพราะว่าไม่อนุญาติให้มันเป็นหะดิษที่ซอฮิหฺโดยที่บรรดาอุลามาอ์ประชาชาติอิสลามมีมติขัดกับหะดิษดังกล่าว" ดู หนังสือ อัลฟะกีฮ์ วัล มุตะฟักกิฮ์ หน้า 132

ท่าน ชัยค์ อัลฟะกีฮ์ ชีษ บิน อิบรอฮีม อัลมาลิกีย์ (เสียชีวติ ปี 598 ฮ.ศ.) กล่าวว่า "บรรดาผู้สัจจะธรรมได้ทำการรวมกันระหว่างสิ่งที่กินกับปัญญาและสิ่งที่ถูกถ่ายทอดรายงานมา คือระหว่างหลักการศาสนาและหลักสติปัญญา และพวกเขาก็สามารถรู้ข้อเท็จจริงต่างๆ ด้วยกับทั้งสอง ดังนั้น พวกเขาจึงดำเนินอยู่ในหนทางที่ไม่ละเลยจนเกินไปและไม่เลยเถิดจนเกินไป และเราขอยกตัวอย่างให้กับท่านสักตัวอย่างหนึ่งที่อุลามาอ์ได้กล่าวไว้เพื่อทำความเข้าใจกับคนทั่วไป เสมือนกับที่อัลเลาะฮ์ ซุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงยกตัวอย่างหรืออุทาหรณ์ให้แก่บรรดามนุษย์ เพื่อพวกเขาจะได้คิดพิจารณาได้ ดังนั้น เราขอกล่าวกับผู้มีสติปัญญาว่า "สติปัญญานั้นมันก็เหมือนกับสายตาที่มองเห็น และหลักศาสนาเสมือนกับดวงอาทิตย์ที่ส่องแสง ดังนั้น ผู้ใดที่ใช้แต่สติปัญญาโดยไม่เอาหลักการของศาสนา เขาก็เหมือนกับออกไปในความมืดมิด แล้วเขาก็ลืมตาเพื่อต้องการรับรู้สิ่งที่สามารถเห็นได้และสามารถแยกแยะสิ่งที่เห็นด้วยตาได้ เช่นเพื่อให้รู้ว่า ด้ายเส้นใหนสีขาวและเส้นใหนสีดำ หรือเส้นใหนสีแดงและเส้นใหนสีเขียวและสีเหลือง และเขาก็พยายามเพ่งตามอง แต่เขาก็ไม่สามารถรับรู้สิ่งที่เขาต้องการได้ตลอดไปหากไม่มีดวงอาทิตย์ส่องแสงให้เห็น ซึ่งหากแม้นว่าเขาจะมีสายตาที่มองเห็นก็ตาม และตัวอย่างของผู้ที่ใช้หลักการของศาสนาโดยไม่คำนึงถึงสติปัญญา ก็เสมือนกับผู้ที่ออกไปตอนกลางวันที่สว่างแจ้ง โดยที่เขาตาบอดหรือปิดตาทั้งสองข้าง แต่เขาก็ต้องการที่จะรับรู้ถึงบรรดาสีต่างๆ และต้องการแยกแยะระหว่างคุณลักษณะต่างๆ แต่เขาก็ไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้เลย และเปรียบผู้ที่ใช้หลักการของศาสนาและสติปัญญาพร้อมกันนั้น เขาเสมือนกับผู้ที่ออกไปในตอนกลางวัน โดยเขามีสายตาดีและดวงอาทิตย์ส่งแสงชัดเจน ดังนั้น สิ่งที่เขาสมควรได้รับก็คือ สามารถรับรู้บรรดาสีต่างๆ ได้อย่างแท้จริงและสามารถแยกแยะได้ว่า อะไรคือสีดำและอะไรคือสีแดง หรืออะไรสีขาวและอะไรสีเหลือง" ดู หนังสือ หัซฺซุลฆ่าลาซิม ฟี อิฟหาม อัลมุคอซิม หน้า 94

ดังนั้น เราผู้อยู่ในแนวทางของอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ คือผู้ที่ดำเนินอยู่บนแนวทางดังกล่าวนี้ ซึ่งนั่นก็คือหนทางที่เที่ยงตรงและเป็นแนวทางของอัลเลาะฮ์ที่ชัดเจน อัลเลาะฮ์ ซุบหานะฮุวะตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า ความว่า

"แท้จริงนี้คือแนวทางของข้า ดังนั้นพวกเจ้าทั้งหลายจงตามมันเถิด และเจ้าทั้งหลายอย่าตามทางอื่นๆ อันมากมาย แล้วพวกเจ้าก็จะเกิดความแตกแยกไปจากแนวทางของพระองค์" อัลอันอาม 153

จากตรงนี้ เราจึงทราบว่า พวกอัลมุญัสสิมะฮ์นั้น หลงทางในเรื่องของอากิดะฮ์ เพราะพวกเขาขัดแย้งกับหลักการของศาสนาและหลักสติปัญญา โดยที่พวกเขากล่าวว่า อัลเลาะฮ์นั่งอยู่บนบัลลังก์ บางครั้งพวกเขากล่าวว่า อัลเลาะฮ์สถิตอยู่บนบัลลังก์ และบางส่วนกล่าวว่า อัลเลาะฮ์ทรงทิ้งที่สถานที่ว่างหนึ่งของบัลลังก์เพื่อให้ท่านนบีมุหัมมัด ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั่ง ในวันกิยามะฮ์ และพวกเขากล่าวว่า อัลเลาะฮ์ทรงมีที่อยู่ในสถานที่หนึ่งบนบัลลังก์ด้วยกับซาตของพระองค์เอง และพวกเขากล่าวว่า อัลเลาะฮ์ทรงเคลื่อนไหวทุกคืน โดยพระองค์เคลื่อนลงจากบัลลังก์ ลงมาสู่ฟากฟ้าดุนยา จนกระทั้งพวกเขาบางส่วนกล่าวว่า อัลเลาะฮ์ทรงวางเท้าของพระองค์ในนรกญะฮันนัม แต่ว่าเท้าของพระองค์ไม่ไหม้ - วัลอิยาซุบิลลาฮ์ – และอื่นๆ อีกจากบรรดาความเชื่อของพวกเขา ที่บ่งถึงความคล้ายคลึงของอัลเลาะฮ์ที่มีต่อมัคโลค และอัลเลาะฮ์ทรงมีรูปร่าง เนื่องจากพวกเขาได้เปรียบเทียบอัลเลาะฮ์ผู้ทรงสร้างกับบรรดาสิ่งที่ถูกสร้าง โดยพวกเขาเจริญตามกับสิ่งที่คลุมเครือนี้

ดังนั้น เราขอสรรญเสริญต่ออัลเลาะฮ์ ผู้ทรงซึ่งทำให้เราอยู่บนแนวทางของอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ ที่มีหลักศรัทธาที่สติปัญญาสามารถสนับสนุนกับความถูกต้องที่อัลเลาะฮ์ทรงประทานมาและความซอฮิหฺจากสิ่งที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮ์ ซ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้นำมาให้แก่เรา

ที่มา  sunnahstudent.com

หน้าหลัก

เมษายน 08, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงานผ่าน www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม