Custom Search

ศรัทธาใน (กอดัร) กฎกำหนดสภาวะแห่งธรรมชาต
และหลักจริยธรรมความดี-ความชั่ว ที่มาจากการกำหนดของพระองค์

คือ ต้องศรัทธาว่า ในทุกๆ สภาวการณ์ของสรรพสิ่ง ทั้งหลาย ทั้งปวง ในสกลจักรวาลนี้ ล้วนดำรงอยู่ และดำเนินไปอย่างมีกฎเกณฑ์ และเป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งกฎกำหนดสภาวะ ที่พระเจ้าได้กำหนดไว้ทั้งสิ้น เช่น ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ สายลมพัดไปในทิศทางต่างๆ หินหนัก นุ่นเบา ไฟร้อน น้ำเย็นและไหลจากที่สูง ลงสู่ที่ต่ำ ระเหยจากที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูง เช่นนี้ เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้ว กฎกำหนดสภาวะแห่งธรรมชาตินี้ ยังได้ครอบคลุมไปถึงกฎกำหนดสภาวะ แห่งการดำรงชีวิต ของสรรพชีพทั้งหลายด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้สรรพชีวิตทั้งหลาย จำต้องดำเนินชีวิต ไปอย่างมีระบบ และกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว อย่างเช่น ผู้คนและสัตว์โลก ย่อมสูง-ต่ำ ดำ-ขาว แข็งแรง-อ่อนแอ สมประกอบ-ไม่สมประกอบ ไปตามสายพันธุ์ และพฤติกรรมของพ่อแม่ เช่น พ่อแม่ผิวดำ ลูกย่อมเกิดมาดำ พ่อแม่ผิวขาว ลูกย่อมเกิดมาผิวขาว พ่อแม่ต่ำเตี้ย ลูกย่อมเกิดมาต่ำเตี้ย ไปตามสายพันธุ์ของพ่อแม่ ถ้าแม่ได้รับเชื้อจากโรคภัยหรือเสพย์สุรายาเมา หรือ กินยาแก้ปวดเป็นประจำขณะตั้งครรภ์ หรือว่ามีการตบแต่งครองคู่กัน ในหมู่เครือญาติที่ใกล้ชิด ย่อมจะส่งผลให้เด็กที่เกิดมา มีลักษณะอ่อนแอ พิกลพิการ ในเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างสูง ผู้ใดเกียจคร้านผู้นั้นก็ยากจน ขยัน อดทน ก็ร่ำรวย อ่านมาก คิดมาก ก็เป็นปราชญ์ ขาดการศึกษาใคร่ครวญก็โง่เขลา ซึ่งความเป็นไป ตามกฎกำหนดสภาวะทางชีวิตเช่นนี้ เรามักไปคิดกันว่ามันมาจากความประสงค์ใคร่ หรือตามแต่ความพอใจของพระเจ้า ที่จะให้ใครเป็นอะไรหรืออย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการกฎกำหนดสภาวะ แห่งธรรมชาติทางชีวิต ที่พระองค์ได้กำหนดเป็นกฎเกณฑ์ไว้แต่อย่างใด คือ เมื่อพระองค์นึกจะให้ใครโง่ ฉลาด รู้มาก-รู้น้อย จน-รวย เจ็บป่วย-สุขสบาย ตลอดจน สูง-ต่ำ ดำ-ขาว หรือง่อยเปลี้ยเสียขาพิกลพิการอย่างไร เขาก็สูง-ต่ำ ดำ-ขาว หูหนวก ตาบอด พิกลพิการ ตลอดจนโง่ ฉลาด เจ็บป่วย รวย จน เป็นรายตัว รายคน ไปตามนั้น และเมื่อเขาเกิดมาพิกลพิการ หรือตกอยู่ในความทุกข์ยากแร้นแค้นอย่างไร ก็อย่าได้เสียใจไปเลย เพราะนั่นมันเป็นความประสงค์ใคร่ของพระเจ้า ที่ต้องการจะทดสอบความอดกลั้นศรัทธาของเขา

(บางคนบอกว่า เรื่องนี้มันมาจากการกำหนดของฟ้า บางคนบอกว่ามาจากการกำหนดของดวง (ดาวที่ควบคุมโชคชะตาผู้คนเอาไว้) บางคนบอกว่ามันเนื่องมาจากเขาไปทำบาปทำกรรมไว้ในชาติปางก่อน ชาตินี้จึงมีอันเป็นไปอย่างนี้)

การเข้าใจอย่างนี้ จะทำให้เราตกอยู่ในความมืดบอด ล้าหลัง ของผู้ที่ไม่คิดจะค้นคว้า หาสาเหตุและกฎเกณฑ์ในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้กำหนด เป็นกฎเกณฑ์เอาไว้หมดแล้ว

ด้วยความเป็นจริงแล้ว พระเจ้ามิได้บริหารโลกจักรวาลนี้ ให้เป็นไปในลักษณะที่ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนขึ้นอยู่กับความประสงค์ใคร่ หรือตามแต่ความพอใจของพระองค์ เป็นรายวันรายบุคคลไปโดยไม่มีระบบ และกฎเกณฑ์ใดๆ อย่างนั้นไม่ หากแต่พระเจ้าบริหารโลก และจักรวาลนี้อย่างมีระบบ มีกฎ มีเกณฑ์ หรือให้มันดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ที่พระองค์ได้วางไว้อย่างคงเส้นคงวาตายตัว ดังเราจะเห็นได้ว่า พ่อแม่ต่ำเตี้ย ย่อมไม่ออกลูกเป็นคนสูงใหญ่ พ่อแม่ผิวขาว ย่อมไม่ออกลูกเป็นคนผิวดำ พ่อแม่ผิวดำ ย่อมไม่ออกลูกเป็นคนผิวขาว นกเขาย่อมไม่ขันเป็นเสียงกา แม่ลาย่อมไม่ออกลูกเป็นม้าอัสดร งาช้างย่อมไม่งอกจากปากสุนัข พญาเหยี่ยวเหินเวหา ย่อมไม่ลงจิกกินซากศพ

นี่คือกฎกำหนดสภาวะแห่งธรรมชาติ ที่พระเจ้าได้กำหนด เหนือสรรพสิ่งทั้งหลายในสกลจักรวาล (หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ทุกๆ สภาวการณ์ทางธรรมชาติ ตลอดรวมไปจนถึงคุณและโทษ ที่มีอยู่ในสรรพสิ่งต่างๆ นั้น ล้วนมาจากอัลลอฮฺทั้งสิ้น 4/78) โดยไม่มีผู้ใด หรือสิ่งใด จะสามารถขัดขืนต่อกฎกำหนดนี้ได้ ดังนั้น ทุกชีวิตเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมเจริญเติบโตจากเล็กไปสู่ใหญ่ ที่สุดก็ทรุดโทรมเสื่อมถอย แล้วล่วงลับดับไป ตามวาระแห่งวงจรชีวิต ที่พระองค์ได้กำหนดไว้ในชีวิต ของสรรพสิ่งต่างๆ สรุปแล้ว จึงอาจกล่าวได้ว่า ชีวิต (สังขารร่างกาย) ของเรา หรือว่าของโลกและสกลจักรวาลทั้งมวล ล้วนเป็นของพระเจ้า เพราะต้องดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ ที่พระองค์ได้กำหนดไว้

อนึ่ง มีคำศัพท์ที่พึงสังเกตในเรื่องนี้อยู่สองคำ คือ กอฎอ คือ การกำหนดใคร่ของพระเจ้า (ต่อการให้สรรพสิ่งทั้งหลายในสกลจักรวาลได้เกิดขึ้น เป็นขึ้น ตามความประสงค์ของพระองค์) ส่วน กอดัร คือ กฎกำหนดสภาวะ (แห่งการเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับสลายไป ของสรรพสิ่งทั้งหลายในสกลจักรวาลที่พระองค์ได้กำหนดเป็นกฎเกณฑ์เอาไว้) ฉะนั้น เมื่อเราจะพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ ก็จำต้องทำความเข้าใจกันให้ดีเสียก่อนว่า เรากำลังพูดถึงเรื่อง การ หรือ กฎ กันแน่ อย่านำเอาสองเรื่องมาเคล้าในกรณีเดียวกัน มิฉะนั้นจะเกิดความสับสน เสียเวลาในการพูดคุยกันไปเปล่าๆ ย่างเช่น เมื่อมีการพูดถึงเรื่องกฎกำหนดสภาวะฯ (กอฎอ) ได้มีคนพูดว่า ตามกอดัร (หรือกฎกำหนดสภาวะทางธรรมชาติ ที่พระเจ้าได้กำหนดไว้) จันทรคราสจะเกิดขึ้นเฉพาะในคืนข้างขึ้น 15 ค่ำเท่านั้น แต่อีกคนกลับเอาเรื่องการกำหนด (กอดัร) หรือความประสงค์ของพระเจ้ามากล่าวค้านว่า เรื่องนี้ไม่แน่หรือไม่จริงเสมอไป เพราะปรากฏการณ์เหล่านี้ มันขึ้นอยู่กับความพอใจหรือความประสงค์ใคร่ของพระเจ้าว่า จะกำหนดให้มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่หรือเป็นไปอย่างไรก็ได้ต่างหาก ถ้าพระองค์ประสงค์จะให้มันเกิด ไม่ว่าจะในคืนข้างขึ้นหรือข้างแรม 10 ค่ำ หรือ 12 ค่ำก็ตาม มันก็ย่อมจะต้องเกิดขึ้น เป็นขึ้น อย่างนั้น โดยไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดจะไปยับยั้งความประสงค์ใคร่ของพระองค์ได้ อย่าว่าแต่แค่นี้เลย แม้แต่จะให้ดวงอาทิตย์ขึ้นสองดวงทางทิศตะวันตกในวันพรุ่งนี้ หรือจะให้โลกจักรวาลนี้ แตกเป็นเสี่ยงไปเดี๋ยวนี้ แล้วก็สร้างขึ้นมาใหม่ในทันที พระองค์ก็ยังทำได้สบายมาก นับประสาอะไรกับเรื่องแค่นี้ ทำไมพระองค์จะให้มันเกิดขึ้น เป็นขึ้น ไม่ได้ อะไรทำนองนี้ เป็นต้น ซึ่งนี่มันเป็นคนละเรื่อง คนละกรณีกัน เพราะว่าอีกคนกำลังพูดถึงเรื่อง กฎ กำหนดสภาวะฯของพระเจ้า แต่อีกคนกลับไปพูดถึงเรื่อง การ กำหนดหรือความประสงค์ของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ถึงจะต้องใช้เวลาในการสนทนาพูดคุย กันอีกกี่สิบปี ก็ไม่มีทางเข้าใจกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อบุคคลทั้งสองมีพื้นฐานแห่งโลกทัศน์ ชีวทัศน์ที่ต่างกันเป็นคนละขั้วโดยสิ้นเชิงอย่างนี้ด้วยแล้ว ยิ่งพูดไปก็ดูเหมือนจะยิ่งห่างไกลกันออกไปทุกที

เมื่อกล่าวถึงเรื่อง กฎ และ การ แล้ว ก็ใคร่อยากนำเสนอในสิ่งที่ตรงกันข้าม ระหว่างอิสลามกับพราหมณ์สักเล็กน้อย

คือ อิสลามมีความเห็นว่า การที่คนหนึ่งคนใด จะได้ไปเกิดที่ไหนหรือแห่งหนตำบลใด กับพ่อแม่คนใดนั้น ย่อมเป็นไปตามความประสงค์ใคร่ขององค์ผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งมหาเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ โดยไม่มีผู้ใดได้รับสิทธิ์ให้ไปตำหนิ หรือคัดค้าน ในกิจการงานพระองค์ได้ ซึ่งมันเป็นเอกสิทธิ์ ในการบริหารสกลจักรวาลของพระองค์ แต่เพียงผู้เดียวโดยเฉพาะ

ฝ่ายพราหมณ์เห็นแย้งว่า เรื่องนี้เป็น กฎ หาใช่เป็น การ ดังที่อิสลามกล่าวไม่ กล่าวคือ การที่คนหนึ่งคนใดจะไปเกิดกับพ่อแม่คนใด หรือ ณ แห่งหนตำบลใด หรือในสถานะที่ดีหรือเลว อย่างไรนั้น ล้วนเป็นไปตาม กฎ กำหนดสภาวะแห่งกรรมที่องค์ผู้เป็นเจ้าได้กำหนด เป็นกฎเกณฑ์เอาไว้ทั้งสิ้น ผู้ใดเพียรกระทำแต่บุญกุศลดีงามไว้ในชาตินี้ กฎกำหนดแห่งกรรมนั้น ก็จะส่งผลให้เขาผู้นั้น ไปเกิดในสถานะที่สูงส่งดีงามของภพหน้า ชาติหน้า ต่อไป แต่ถ้าผู้ใดโปรยหว่าน แต่บาปกรรมความชั่ว ไว้ในชาตินี้ กฎแห่งกรรมนั้น ก็จะส่งผลให้เขาไปเกิด ในสถานะที่ตกต่ำเลวร้ายในชาติหน้า ภพหน้า โดยที่พระองค์หาได้เข้าไปก้าวข่าย ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใดไม่ พระองค์เพียงแต่เป็นผู้บันดาลให้สรรพสัตว์ เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่พระองค์ได้วางไว้ล้วนๆ เราอย่าผลักเรื่องนี้ ให้ไปเป็นที่หมองมัวระคายเคือง ต่อความบริสุทธิ์สะอาด แห่งบรมมหาเดชานุภาพของพระองค์ จะปลอดภัยกว่า ผู้ใดได้เกิดมาในสถานะที่สูงส่งสุขสบาย ก็ดีไป ผู้ใดเกิดมาในสถานะที่ตกต่ำเลวร้าย ก็จะมากล่าวหาว่า พระองค์ไม่ทรงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมต่อบ่าว ที่พระองค์ได้บังเกิดขึ้นมา ให้ได้รับความเมตตากรุณาที่เท่าเทียมกัน

ทั้งสองฝ่าย ยังขัดแย้งกันอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ เรื่องราวของชีวิตผู้คนในโลกนี้ ล้วนมีอยู่หลากหลาย บางคนเกิดบนปราสาทแต่กลับไปตายข้างกองขยะ บางคนเกิดข้างกองขยะ แต่กลับไปตายบนยอดปราสาท บางคนเกิดเป็นลูกมหาเศรษฐี แต่กลับมีชีวิตที่ปราศจากความสุขสม ปล่อยตนเองให้ตกอยู่ในความชั่วช้า บาปกรรมอันหนักหนาสาหัส บางเกิดมายากจนทุกข์เข็ญ แต่กลับมีความสุขสมตามฐานะอัตภาพ และก่อสานแต่บุญกุศลดีงามให้กับตนเองอยู่มิว่างเว้น ชีวิตและโชคชะตาของผู้คน ล้วนเป็นไปต่างๆ เรื่องนี้ ถ้าจะกล่าวกันตามคติธรรมของพราหมณ์แล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า พวกเขาได้สร้างบุญ หรือกรรม หรือสร้างบาปไว้ในอดีตชาติกันแน่ ได้ทฤษฎีชี้นำที่ถูกต้อง เที่ยงตรง ก็พอจะปลงตกได้ ได้ทฤษฎีชี้นำที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ก็ต้องขึ้งเคียดฟุ้งซ่านกันไปจนกว่าจะตาย

ส่วนกฎกำหนดแห่งหลักจริยธรรมความดี-ความชั่ว บุญ-บาป นั้น อิสลามถือว่า มีแต่ผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการกำหนดว่า อะไรคือความดีที่มนุษย์พึงกระทำ และอะไรคือความชั่วช้าที่มนุษย์พึงหลีกห่าง ถึงแม้ว่าคนทั้งโลกจะว่าดีอย่างไร แต่ถ้าพระเจ้าว่าไม่ดีเสียแล้ว มุสลิมทุกคนจะต้องเชื่อถือศรัทธาว่าไม่ดีไม่งามไปตามนั้น อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

สรุปแล้ว อิสลามถือว่า มาตรฐานที่ใช้กำหนด ดี-ชั่ว บุญ-บาป อนุมัติ-ต้องห้าม นั้น ย่อมมาจากพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว หาได้มาจากความคิดเห็นของบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือว่ามติมหาชนส่วนใหญ่ ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีของชนชาติหนึ่งชาติใดแต่อย่างใดไม่ เพราะถ้าเราปล่อยให้หลักธรรม ดี-ชั่ว บุญ-บาป ขึ้นอยู่กับสิ่งดังกล่าวแล้ว ความคิดเห็นและการประพฤติปฏิบัติของผู้คน ก็จะแบ่งแยกแตกต่างกันออกไป อันไม่สามารถนำมา ซึ่งความเป็นเอกภาพในมวลมนุษยชาติได้

และการที่มนุษย์จะทำดีหรือชั่วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของมนุษย์เอง พระองค์ได้ให้ความเป็นอิสระแก่มนุษย์อยู่แล้ว ต่อการที่เขาจะเลือกเดินไปในทางไหน จะให้ดีหรือให้ร้ายต่อตัวเอง ถ้าเขาเลือกทำดีตามที่พระองค์ใช้ งดเว้นเลิกละในสิ่งที่พระองค์ห้าม ชีวิตของเขาก็จะสูงส่งรุ่งเรือง และพบกับความสงบสุขดีงาม ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แต่ถ้าเขาฝืนกระทำในสิ่งที่พระองค์ห้าม ชีวิตของเขาก็จะพบแต่ความวิบัติทุกข์ร้อน ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

ด้วยเหตุนี้ ความสับสนปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในสังคม บ้านเมือง ตลอดจนความทุกข์ยากแร้นแค้น อายุขัยจบสิ้นไปก่อนกาลเวลาอันควร หรือว่าความทุกข์ทนเจ็บป่วย เหล่านี้นั้น จึงเนื่องมาจากตัวของมนุษย์นั่นเอง ที่ได้โปรยหว่านความเลวร้ายหายนะให้แก่ตัวเองมาตลอด หาได้เนื่องมาจากการลิขิตหรือว่าเป็นเจตนาของพระเจ้าที่จะลงโทษ ลงทัณฑ์ หรือว่าต้องการทดสอบ ทดลองอะไร ต่อพวกเขาแต่อย่างใดไม่ (บางคนสูบบุหรี่จนเป็นมะเร็ง อดหลับอดนอนจนเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วมาบอกว่าพระเจ้าให้เขาเป็นไข้ เป็นมะเร็ง เพื่อทดสอบความศรัทธา และความอดทนของเขา)

 42/30 "และทุกขภัยอันใดที่ประสบแก่สูเจ้า ดังนั้น เนื่องมาจากที่สูเจ้า ได้ขวนขวายไว้ด้วยน้ำมือของสูเจ้าเอง และพระองค์ได้อภัยเขา (ความผิด) มากต่อมาก"

4/79 "อันใดแห่งความดีงามที่ประสบแก่สูเจ้า (มนุษย์เอ๋ย) ดังนั้น (มันมา) จากอัลลอฮฺ แต่อันใดแห่งความเลวร้าย (ขี้โรค อ่อนแอ เจ็บป่วย ยากจน พิกลพิการ จบชีวิตไปก่อนเวลา อันควร) ที่ประสบแก่เจ้านั้น ดังนั้น (มนุษย์เอ๋ย มันมา) จากตัวเจ้าเอง (ด้วยการฝ่าฝืนในกฎเกณฑ์ และคำสั่งสอนพระองค์)"

3/164 "และเมื่อทุกขภัยได้ประสบแก่สูเจ้า (ณ สมรภูมิอุฮุด) สูเจ้าได้กล่าวว่า "การพ่ายแพ้ในครั้งนี้ (เนื่องมา) จากไหน จงกล่าวเถิด มันมาจากที่ตัวสูเจ้าเอง (ที่พากันละทิ้งหน้าที่ ในการตั้งรับ และละเมิดคำสั่งของศาสดา)แท้จริง อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอานุภาพ เหนือทุกสิ่ง (ต่อการจะช่วยปกป้องคุ้มครองพวกมุสลิม ให้ได้รับความปลอดภัย และมีชัยเหนือศัตรูก็ได้ ถ้าพวกเขาเป็นผู้มีศรัทธามั่น ต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ และ ศาสนทูตของพระองค์)"

13/11 "แท้จริง อัลลอฮฺจะไม่เปลี่ยนแปลงสภาพ (ความเป็นอยู่หรือโชคชะตา) ของประชาชาติใด (หรือคนหนึ่งคนใด) จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงสภาพของ (มันด้วยตัวของ) พวกเขาเอง และถ้าอัลลอฮฺประสงค์จะยังความทุกข์ (ลงโทษ) แก่หมู่ชนใด ดังนั้น ไม่มีใครจะเปลี่ยนแปลง (หรือยับยั้ง) มันได้ และอื่นจากพระองค์แล้ว พวกเขาไม่มีผู้ช่วยเหลือ (คุ้มครอง)"

สรุปแล้ว โชคชะตา (หรือความเป็นไปทั้งดี และร้ายของเรา) นั้น เป็นของเรา หรือมันเนื่องมาจากตัวเรานั่นเอง หาได้เนื่องมาจากการลิขิตกำหนดของผู้เป็นเจ้า หรือของฟ้า ของดวง (ดาว) ตลอดจนบุพกรรมความผิด บาปกรรมในอดีตชาติปางบรรพ์ มาดลบันดาล ให้เป็นไปแต่อย่างใดไม่ ด้วยเหตุนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่าเราต่างหาก ที่เป็นผู้ยึดกุมโชคชะตา หรือเป็นนายแห่งโชคชะตาของตัวเราเอง หาใช่พระเจ้าหรือใครที่ไหนไม่ อิสลามไม่มีความเชื่อแบบฟ้าลิขิตอย่างลัทธิขงจือ* (*ท่านขงจือ มีความเห็นเป็นบทสรุปทางชีวิตว่า คนทำ แต่ฟ้าลิขิต คือ คนเป็นผู้ทำในกิจการงานต่างๆ แต่จะได้รับผลสำเร็จในบั้นปลายหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับฟ้าเบื้องบน จะเป็นผู้ดลบันดาลหรือกำหนดลงมา ฉะนั้น ไม่ว่าคนเราจะพยายามคิด พยายามทำอย่างไรก็ตาม ถ้าฟ้าท่านไม่โปรด ไม่เล่นด้วยเสียแล้ว ทุกอย่างก็จบ สรุปแล้ว การกระทำอยู่ที่คน ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า) หรือแบบพรหมลิขิตอย่างในศาสนาพราหมณ์ (ของท่านมักขลิโคศาล)* (*ท่านอาจารย์มักขลิโคศาล มีความเห็นว่า โชคชะตาของคนเรา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย หรือเป็นไปอย่างไรก็ดีนั้น ล้วนถูกพระเป็นเจ้ากำหนดไว้หมดแล้ว หนังสือ "ประมวลศัพท์ศาสนา" โดย พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ ได้ให้ความหมาย คำว่า พรหมลิขิต "คือ การกำหนดโชคชะตาชีวิตที่พระพรหมได้เขียนไว้ ลัทธิพราหมณ์สอนว่า พระพรหมได้กำหนดไว้แล้วว่า จะให้ชีวิตของใครเป็นอย่างไร ใครๆ ไม่อาจแก้ไขได้ นอกจากอ้อนวอนให้พระพรหมช่วยแก้ให้"  ความเชื่อทำนองนี้ได้ระบาดไปในกลุ่มชนที่อยู่ในศาสนาต่างๆ ทั่วโลก นับแต่โบราณกาลมา (กรีก มีซุลเทพบดีผู้ลิขิตโชคชะตามนุษย์) แม้จวบจนถึงวันนี้ ก็ยังมีผู้เชื่อทำนองนี้อยู่กว่าครึ่งโลก ซึ่งไม่เว้นแต่ในอิสลาม ก็มีผู้เชื่อทำนองนี้อยู่มากไม่แพ้กัน)  หรือ อย่างพวกยับรียะฮฺที่มีความเห็นว่า มนุษย์เปรียบเสมือนดินสอที่ถูกเขียน (หรือถูกกำกับ) โดยพระเจ้า (ด้วยเหตุนี้ เมื่อมนุษย์ทำผิด เขาจึงไม่ควรถูกลงโทษ)

ฉะนั้น เมื่อเกิดความผิดพลาดล้มเหลวในกิจการงาน หรือ พิกลพิการเจ็บป่วยเป็นตายขึ้นมา ก็ควรได้มีการสรุปบทเรียน หรือพิเคราะห์ไตร่ตรองกันให้ดีเสียก่อนว่า มันเนื่องมาจากสาเหตุอะไร (ไข้หนักเกินกว่า หรือว่าหมอและยาอ่อนด้อยกันแน่) ไม่ใช่เอาแต่โทษพระเจ้า หรือโทษฟ้าโทษดวง ตลอดจนเวรกรรม ความผิดแต่ชาติปางก่อนให้สับสนวุ่นวาย จนลืมหันมาดูตัวเอง

จากการปล่อยโชคชะตา ไปตามยถากรรมด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นไปตามพรหมลิขิตจะบันดาล หรือบุพกรรมแต่ชาติปางก่อน จะให้เป็นไปของชาวอินเดียก็ดี หรือว่าคนทำแต่ฟ้าลิขิต หรือสิบขงเบ้งคิดมิสู้หนึ่งฟ้าลิขิต หรือการกระทำอยู่ที่คน ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้าของชาวจีนก็ดีนั้น ได้ทำให้ทั้งอินเดียและจีน ต้องตกอยู่ในสภาพที่ตกต่ำล้าหลัง จนต้องกลายเป็นอาณานิคมเมืองขึ้นของฝรั่งไปตามๆ กัน มาแล้วทั้งสิ้น ฉะนั้น ถ้าตราบใดที่เจว็ดทางความคิดตัวนี้ ยังมิได้ถูกทำลายลงแล้ว ความรุ่งเรืองทางปัญญาและอารยธรรมของมนุษยชาติ จะไม่มีวันได้รับการปลดปล่อย ให้ไปสู่อิสรภาพอย่างเด็ดขาด ฉะนั้น การเชื่อมั่นศรัทธาในเรื่องฟ้ากำหนด พระเจ้าลิขิต ชะตาชีวิตตกอยู่ใต้อิทธิพลของดวงดาว จึงไม่เคยทำให้ใครเจริญก้าวหน้า มีแต่จะทำให้ตกต่ำล้าหลังหนักยิ่งขึ้น ฉะนํ้น มีแต่การยึดกุมโชคชะตาไว้ในกำมือของเรา อย่างแน่วแน่มั่นคงเท่านั้น จึงจะทำให้เราประสบกับชัยชนะในบั้นปลายและยืนอยู่บนหน้าแผ่นดินนี้ อย่างองอาจผ่าเผยตลอดไป สรุปแล้ว ชีวิตเป็นของพระเจ้า ส่วนโชคชะตาเป็นของตัวเราเอง

ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว อายุขัยยาวสั้นอยู่ที่ทำตน ยากดีมีจนอยู่ที่ตนทำ นะ! ท่านนะ (แต่ถ้าสังคมเป็นพิษ เศรษฐกิจเลวร้าย รัฐบาลไม่เอาไหน ก็มีผลทำให้สาธุชนคนดี ต้องย่ำแย่ได้เช่นกัน)

กายนี้คือทางผ่านชั่วเช้าไปสาย ถ้าค่ำเช้าผ่านไปในความว่างเปล่า ชีวิตนี้จะเกิดมาเพื่ออันใด ยิ่งกายนี้เกิดมาก่อแต่ความเดือดร้อนเสียหาย ต่อไปภายภาคหน้าอนุชนลูกหลานจะกล่าวขานกันฉันใด.

ด้วยสันติและอวยพร
อลีย์ - อิมรอน
พื้นฐานแห่งอิสลาม

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

อิสลามเบื้องต้น
หลักศรัทธา 6 ประการ
หลักปฏิบัติ 5 ประการ

กลับหน้าหลัก

สิงหาคม 29, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม