Custom Search

ชีอะห์คืออะไร

ชีอะห์คืออะไรหรอครับ หลักความเชื่อเขาเป็นอย่างไร และชีอะห์ แรงกว่าวาฮาบีย์หรือป่าวครับ ช่วยอธิบายให้หน่อยนะครับ ญาซากัลลอฮฮุค๊อนร๊อนครับ

وعليكم السلام ورحمة الله وبركاته
 الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد

 

คำว่า อัช-ชีอะฮฺ (اَلشِّيْعَةُ ) ตามหลักภาษา หมายถึงบรรดาผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ และปฏิบัติตามบุคคลนั้นๆ และทุกๆ กลุ่มคนที่รวมกัน บนเรื่องราวของพวกเขา เรียกว่า “ชีอะฮฺ” (ตะฮฺซีบฺ อัล-ลุเฆาะฮฺ ; อัล-อัซฮะรียฺ 3/61) เช่น ชีอะฮฺของอิหม่ามอะลี (ร.ฎ.) ก็หมายถึงบรรดาผู้ที่เห็นชอบ และเข้าร่วมเป็นฝ่ายของอิมามอะลี (ร.ฎ.) และให้การสนับสนุนต่อท่าน

ชีอะฮฺของท่านมุอาวียะฮฺ อิบนุ อบีสุฟยาน (ร.ฎ.) ก็หมายถึงบรรดาผู้ที่เห็นชอบ และเข้าร่วมเป็นฝ่ายของท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และให้การสนับสนุนต่อท่าน เป็นต้น ดังปรากฏคำว่า “ชีอะฮฺ” ในข้อตกลงอัต-ตะหฺกีม ระหว่างท่านอะลียฺ (ร.ฎ.) และท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ว่า : “นี่คือสิ่งที่อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ และมุอาวียะฮฺ อิบนุ อบีสุฟยาน ตลอดจนชีอะฮฺของทั้งสองได้ร่วมกันตัดสินใจชำระความ...” (อัด-ดัยนูรียฺ ; อัล-อัคบาร อัฏ-ฏิวาล หน้า 194 , ตารีค อัฏ-ฎาะบะรียฺ 5/53)

คำว่า ชีอะฮฺ ที่ปรากฏในข้อตกลงอัต-ตะหฺกีม จึงหมายถึง พรรคพวก ผู้ให้การสนับสนุน และฝ่ายที่ร่วมด้วย ซึ่งจะเห็นว่า ฝ่ายของท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็เรียกว่า ชีอะฮฺ ฝ่ายของท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) ก็เรียกว่าชีอะฮฺ ไม่ได้เจาะจงว่าเฉพาะผู้ที่ให้การสนับสนุนอะลี (ร.ฎ.) เพียงแต่ฝ่ายเดียวที่ถูกเรียกว่า ชีอะฮฺ เพราะคำว่าชีอะฮฺ ตามหลักภาษาก็คือ พรรคพวกที่เข้าร่วมสนับสนุน และเห็นชอบกับบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดนั่นเอง

ส่วนความหมายของคำว่า ชีอะฮฺ ตามคำนิยามในเชิงวิชาการ (อิศฏิลาหิยฺ) นั้น โดยรวม หมายถึงกลุ่มชนที่มีความเชื่อ และปฏิบัติตน ตามแนวทางของลัทธิชีอะฮฺ ซึ่งเราจะนำคำนิยาม ของนักวิชาการ ฝ่ายชีอะฮฺ มาอธิบายความหมายของคำว่า อัช-ชีอะฮฺ (الشيعة ) เองดังนี้

1.สะอฺด์ อิบนุ อับดิลลาฮฺ อัล-กุมมียฺ เจ้าของตำรา อัฎ-ฎิยาอฺ ฟิลฺ อิมามะฮฺ และ มะกอลาตฺ อัล-อิมามียะฮฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 301 / ฮ.ศ. 299) ให้คำนิยามว่า : อัช-ชีอะฮฺ คือกลุ่มชนของ อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ อันถูกเรียกขานว่า “ชีอะฮฺของอะลี” ในสมัยของท่านนบี (ศ็อลลัลลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) และสมัยต่อมา อันเป็นที่รู้จักกันดีถึงการมุ่งหมายของพวกเขา ไปยังท่านอะลีแต่ผู้เดียว และกล่าวถึงการเป็นอิมามของท่าน” (อัล-มะกอลาต วัล-ฟิร็อก , อัล-กุมมียฺ (เตหะราน ค.ศ. 1963) สำนักพิมพ์ หัยดะรียฺ หน้า 15) ชัยคฺ อัน-นูบัคตียฺ ก็มีความเห็นสอดคล้องกับอัล-กุมมียฺในคำนิยามข้างต้น (ฟิรอก อัช-ชีอะฮฺ ; อัน-นูบัคตียฺ ; สำนักพิมพ์ อัล-อัฎวาอฺ เบรุต (ฮ.ศ. 1404) หน้า 2 , 17)

โปรดสังเกตว่า อัล-กุมมียฺ ระบุว่าชีอะฮฺของท่านอาลี (ร.ฎ.) มีมานับแต่สมัยของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยระบุไว้ในอัล-มะกอลาต วัล-ฟิร็อก หน้า 15 นั้นว่า ส่วนหนึ่งจากบรรดาเศาะหะบะฮฺ ที่เป็นชีอะฮฺของท่านอะลี (ร.ฎ.) รุ่นแรกคือ อัล-มิกดาด , สัลมาน อัล-ฟาริสียฺ , อบูซัรริน และอัมมารฺ อิบนุ ยาสิร (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม) เป็นต้น

ซึ่ง อิบนุ อัล- มุรตะฎอ ซึ่งเป็นชีอะฮฺ ซัยดียะฮฺหักล้างว่า การกล่าวอ้างว่า กลุ่มเศาะหาบะฮฺ ที่ออกชื่อไว้ เป็นชีอะฮฺรุ่นแรกของพวกเขานั้น ทำให้คำกล่าวอ้างนั้นเป็นเรื่องโกหกไป เพราะเศาะหะบะฮฺเหล่านั้น ไม่เคยแสดงการตัดความเกี่ยวข้อง (บะรออะฮฺ) และด่าทอต่อท่านอบูบักร และท่านอุมัร (ร.ฎ.) มิหนำซ้ำท่านอัมมาร (ร.ฎ.) ก็ปกครองเมืองกูฟะฮฺ และท่านสัลมาน อัล-ฟาริสียฺ (ร.ฎ.) ก็ปกครองเมือง อัล-มะดาอิน โดยได้รับการแต่งตั้งจากท่านอุมัร (ร.ฎ.) (ดู อัล-มะนียะฮฺ วัล-อะมัล หน้า 124, 125 )

และข้อเท็จจริง ก็คือในสมัยที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) มีชีวิตอยู่นั้น บรรดาเศาะหาบะฮฺ เป็นกลุ่มชนเดียวกัน ไม่ได้แตกออกเป็นพรรคเป็นพวก และไม่ปรากฏว่า เบื้องหน้าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) มีชีอะฮฺ หรือสุนนะฮฺ หรือกลุ่มชีอะฮฺ-สุนนียฺ แต่อย่างใด มีแต่บรรดาผู้ศรัทธา ตามแนวทางของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) และศาสนาของท่าน คือ อัล-อิสลามเท่านั้น

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) มิได้ถูกส่งมา เพื่อเรียกร้องสู่แนวทางของชีอะฮฺ หรือทำสงครามกับพวกปฏิเสธ เพื่อให้พวกนั้น ยอมรับในการเป็นอิมามของท่านอะลี (ร.ฎ.) แต่อย่างใดเลย และในสมัยของคอลีฟะฮฺอบูบักร (ร.ฎ.) และอุมัร (ร.ฎ.) ก็ไม่ปรากฏว่ามีกลุ่มของเศาะหาบะฮฺ ที่เป็นชีอะฮฺของท่านอะลี (ร.ฎ.) และกล่าวถึงการเป็นอิมามของท่านอะลี (ร.ฎ.)

ซึ่งนักวิชาการคนสำคัญของชีอะฮฺเอง ก็ยอมรับในข้อเท็จจริงนี้ เช่น มูฮัมมัด หุสัยนฺ อาลฺกาชิฟ อัล-ฆิฎอ กล่าวว่า : ไม่ปรากฏว่าสำหรับชีอะฮฺ และการตะชัยยุอฺ (การเป็นชีอะฮฺ) ในช่วงเวลานั้น (ในสมัยคอลีฟะฮฺอบูบักร (ร.ฎ.) และอุมัร (ร.ฎ.) มีประเด็นให้ปรากฏขึ้น เพราะศาสนาอิสลาม ได้ดำเนินไปบนบรรดาวิถีทางอันเที่ยงตรง...” (อัศลุตตะชัยยุอฺ หน้า 48)

และมุฮัมมัด หุสัยน์ อัล-อามิลียฺ ก็กล่าวว่า : แท้จริงคำว่า อัช-ชีอะฮฺ ได้ถูกเลิกร้างไป ภายหลังการเป็นคอลีฟะฮฺ อย่างสมบูรณ์ สำหรับอบูบักร และบรรดามุสลิม ก็กลายเป็นกลุ่มเดียวกัน จวบจนช่วงปลายในสมัยของคอลีฟะฮฺที่สาม...” (อัช-ชีอะฮฺ ฟี อัต-ตารีค หน้า 39-40)

ซึ่งในการที่คำว่า อัช-ชีอะฮฺ ถูกเลิกร้างไปนั้น จริงๆ แล้วก็คือ มันไม่เคยปรากฏมีมาก่อนนั่นเอง เพราะมันจะถูกเลิกร้างไปได้อย่างไร หรือไม่ปรากฏขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาลของคอลีฟะฮฺ ที่มีมาก่อนท่านอะลี (ร.ฎ.) ต่อจากท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยตรง ในความเชื่อของพวกชีอะฮฺเอง เป็นรัฐบาลของผู้ปฏิเสธ และเป็นไปได้อย่างไร ที่มุสลิมเคยแบ่งเป็นกลุ่ม และพรรคพวกในสมัยท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้วกลายมาเป็นกลุ่มชนที่มีเอกภาพ และเป็นหนึ่งเดียวในสมัยคอลีฟะฮฺทั้งสามนั้น อย่างที่ อัล-อามิลียฺ ได้กล่าวไว้

*ชัยคฺ อัล-มุฟีด (เสียชีวิต ฮ.ศ. 413) ให้คำนิยามว่า : คำว่า อัช-ชีอะฮฺ ถูกเรียกถึงบรรดาผู้ปฏิบัติ ตามอะมีรุลมุอฺมินีน เศาะละวาตุลลอฮฺอะลัยฮิ บนแนวทางของการเป็นมิตร (อัล-วะลาอฺ) และความเชื่อต่อการเป็นอิมามของท่าน ภายหลังท่าน รสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยไม่มีการคั่น และการปฏิเสธการเป็นอิมามจากบุคคลที่มาก่อนท่าน ในตำแหน่งคอลีฟะฮฺ และกำหนดว่า ท่านอมีรุลมุอฺมินีน เป็นผู้ถูกปฏิบัติตามสำหรับพวกเขาในความเชื่อ มิใช่ผู้ปฏิบัติตามคนหนึ่งคนใด จากพวกเขาในเชิงของการถือตาม” (อะวาอิลุล มะกอลาต ; ชัยคฺ อัล-มุฟีด ; สำนักพิมพ์อัด-ดาวิรียฺ กุม-อิหร่าน หน้า 39)

ชัยคฺ มุฟีด ได้อธิบายไว้ในตำราอัล-อิรฺชาด หน้า 12 ว่า : การเป็น อิมามของอมีรุลมุอฺมินีน ภายหลังท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) นั้น คือเวลา 30 ปี โดย 24 ปี กับอีก 6 เดือน จากช่วงเวลานั้น ท่านถูกห้ามจากการดำเนินการ ในบรรดาหลักของการ เป็นผู้นำโดยใช้การอำพราง (ตะกียะฮฺ) และอีก 5 ปี กับอีก 6 เดือน ท่านได้รับการทดสอบ ด้วยการญิฮาด กับพวกมุนาฟิก จากบรรดาผู้ผิดคำสัญญา ผู้ละเมิด และบรรดาผู้ออกนอกศาสนา ตลอดจนเป็นผู้ที่ถูกกดขี่ ด้วยการสร้างความวุ่นวายของบรรดาผู้หลงผิด..”

ซึ่งจะสังเกตได้จากคำนิยามของชัยคฺ มุฟีด นี้ว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺ และเหล่าคอลีฟะฮฺทั้งสามท่าน ตลอดจนบรรดามุสลิมในเวลานั้น ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กลับกลอก หน้าไหว้หลังหลอก ไม่ยอมรับการเป็นอิมามของท่าน อะลี (ร.ฎ.) และกดดันท่านไม่ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ ในตำแหน่งอิมามได้ ตลอดช่วงการปกครองของคอลีฟะฮฺทั้งสาม โดยท่านอะลี (ร.ฎ.) ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางบุคคลเหล่านั้น ด้วยการอำพรางตน

ซึ่งแน่นอนความเชื่อ และการอธิบายของกลุ่มชีอะฮฺในทำนองนี้ เป็นการกระจาบจ้วงต่อท่านอะลี (ร.ฎ.) เอง ว่า ไม่ยืนยันในสิทธิแห่งความเป็นอิมาม ที่ได้รับการแต่งตั้งจากท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยตรง และเป็นการดูแคลนความกล้าหาญของท่านอะลี (ร.ฎ.) ที่ใช้ชีวิตในท่ามกลางบุคคลเหล่านั้น ด้วยการอำพราง และที่สำคัญยังเป็นการโจมตีต่อศาสนาอิสลาม และภาระกิจของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ในการประกาศศาสนา และนำผู้คนออกจากความหลงผิด สู่สัจธรรมอีกด้วย

*ชัยคฺ อัฏฏูสียฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 460) ได้ให้คำนิยามอัช-ชีอะฮฺ โดยผูกพันลักษณะการเป็นชีอะฮฺ (ตะชัยยุอฺ) กับความเชื่อต่อสถานะของท่านอะลี (ร.ฎ.) ว่า เป็นอิมามสำหรับชาวมุสลิม ด้วยการวะศียะฮฺ (สั่งเสีย) ของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) และด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) (ตัลคีศุชชาฟียฺ 2/56)

และชัยคฺ มุฮัมมัด เญาวฺว๊าด มุฆนียะฮิ ระบุว่า คำว่าชีอะฮฺ เป็นนามชื่อเรียกบุคคลผู้ศรัทธาว่า แท้จริงท่านอะลี (ร.ฎ.) นั้น คือคอลีฟะฮฺด้วยการกำหนดเป็นตัวบท ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) (อัช-ชีอะฮฺ ฟิล มีซาน หน้า 15) นอกจากนี้ ยังคงมีนิยามอื่นๆ ที่นักวิชาการฝ่ายชีอะฮฺ ได้ระบุเอาไว้ สรุปก็คือ ชีอะฮฺ คือกลุ่มชนที่มีหลักความเชื่อ แตกต่างจากกลุ่มของอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ

โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงชีอะฮฺส่วนใหญ่ ในปัจจุบัน ก็จะหมายถึง กลุ่มชีอะฮฺ อิมามียะฮฺ อิษนาอะชะรียะฮฺ (ชีอะฮฺอิมามสิบสอง) ซึ่งมีบทบาทสำคัญ ในการเผยแพร่หลักความเชื่อของพวกตน ในบ้านเรา เฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการปฏิวัติอิสลาม ในอิหร่าน ของอายาตุลลอฮฺ โคมัยนียฺ และการประกาศตั้งสาธารณรัฐอิสลาม แห่งอิหร่าน ในปี ค.ศ. 1979 เป็นต้นมา

เดิมทีเดียวชีอะฮฺกลุ่มนี้ มีมาในบ้านเรา นับแต่สมัยอยุธยา เป็นกลุ่มพ่อค้าชาวเปอร์เซีย และขุนนางในราชสำนัก แต่ชีอะฮฺกลุ่มนี้ ก็ยังอยู่ร่วมกับชาวสุนนีย์ มาอย่างปกติ และไม่มีปัญหากระทบกระทั่งกัน ระหว่างพวกเขาและชาวสุนนียฺ แม้กระทั่งสุสานยังเคยใช้ฝังร่วมกัน (เช่นที่มัสยิดต้นสน คลองบางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี) มีการแต่งงานระหว่างกัน และอยู่ร่วมกัน ด้วยสายสัมพันธ์อันดี

แต่เมื่อมีการปฏิวัติอิสลาม เกิดขึ้นในอิหร่านเป็นต้นมา การเคลื่อนไหวของกลุ่มชีอะฮฺ และท่าทีของพวกเขา ก็เปลี่ยนไป ในการเผยแพร่ลัทธิชีอะฮฺ ในหมู่พี่น้องชาวสุนนียฺ การกระทบกระทั่ง และการขัดแย้ง ทางความเชื่อ จึงเกิดขึ้นตามมา ในปัจจุบันพวกชีอะฮฺ มีการจัดตั้งองค์กร และสร้างบุคลากร เพื่อการเผยแพร่ลัทธิชีอะฮฺ ในทุกระดับ ตั้งแต่ในหมู่ปัญญาชน นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว นักศึกษาในมหาวิทยาลัย ตลอดจนชาวบ้านทั่วไป ซึ่งแต่เดิมก็คือชาวสุนนียฺนั่นเอง

สำหรับหลักความเชื่อ ที่สำคัญที่สุด ของกลุ่มชีอะฮฺ อิมามียะฮฺนั้น ได้แก่ เรื่องอิมามะฮฺ หรือวิลายะฮฺของท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) ภายหลังท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยตรง อาจกล่าวได้ว่า หลักความเชื่อของกลุ่มชีอะฮฺ อิมามียะฮฺ มีเรื่องสถานภาพของท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นแกนหลัก เพราะไม่ว่าจะเป็นการเชื่อว่ามีตัวบทในอัล-กุรอาน และหะดีษ กำหนดถึงการเป็นวะศียฺ (ผู้รับสืบทอด)

การเป็นอิมามมะอฺศูม (ผู้บริสุทธิ์จากมลทิน) ของท่านอะลี (ร.ฎ.) และอิมามอีก 11 ท่าน การแสดงความเป็นมิตร (อัล-วะลาอฺ) และการแสดงความไม่เกี่ยวข้อง (อัล-บะรออฺ) การอำพรางตน (อัต-ตะกียฺ) สถานภาพของเหล่าเศาะหาบะฮฺ ภายหลังจากท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) การเชื่อในอิมามมะฮฺดียฺที่หายตัวไป

ทั้งหมดเป็นผลมาจากการอธิบาย และการมีความเชื่อในสถานภาพของท่านอะลี (ร.ฎ.) ทั้งสิ้น แต่โดยหลักความเชื่อพื้นฐานของชีอะฮฺ อิมามียะฮฺ ก็จะมี 5 ประการ คือ 1) อัต-เตาหีด 2) อัน-นุบูวะฮฺ 3) อัล-มะอาด 4) อัดลุลลอฮฺ และการเป็นอิมามของอิมามสิบสองท่าน (ดิรอสาต ฟี – อะกออิด อัช-ชีอะฮฺ อัล-อิมามียะฮฺ อัส-สัยยิด มุฮัมมัด อะลี อัล-หะสะนียฺ หน้า 68)

ส่วนที่ถามว่า ชีอะฮฺกับวะฮฺฮาบียฺ ใครแรงกว่ากัน ก็คงตอบได้เพียงว่า เรื่องนี้ เป็นเรื่องของคน ซึ่งมีความหลากหลาย ชีอะฮฺบางคน ก็ใช้ปัญญามากกว่าความรุนแรง วะฮฺฮาบียฺที่ใช้ปัญญา และเหตุผล มากกว่าการใช้ความรุนแรงก็มี พวกหลังนี้เข้าทำนองขิงก็รา ข่าก็แรง อะไรประมาณนั้น จึงต้องว่าเป็นคนๆ ไปครับ

والله أعلم بالصواب

http://www.alisuasaming.com

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม