Custom Search

การจัดงานเลี้ยงรำลึกถึงนักวิชาการบางท่านที่เสียชีวิตไปแล้ว

คำถาม 

         อะไรคือข้อชี้ขาดของการจัดงานเลี้ยงครบรอบสี่สิบวัน ของการสิ้นชีวิตของนักวิชาการ ?

การสรรเสริญทั้งมวลเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮ

คำตอบ

         ส่วนหนึ่งของเรื่องราวอุตริที่ได้อุบัติขึ้นในสังคมมุสลิม นั่นคือ การจัดงานเลี้ยงเพื่อรำลึกถึงผู้ตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การจัดงานเลี้ยง เพื่อรำลึกถึงนักวิชาการที่สิ้นชีวิตไปแล้ว ซึ่งการจัดงานนั้น จะตรงกับวันที่ผู้นั้นเสียชีวิตเป็นเวลาหนึ่งปี หรือมากกว่านั้น การจัดงานจะมีสภาพแตกต่างกันไป บ้างเป็นการจัดให้แก่สามัญชนคนธรรมดา บ้างจัดให้แก่บุคคลที่มีความรู้  จนเมื่อครบสี่สิบวัน หลังจากการสิ้นชีวิตของบุคคลนั้นๆ  คนในครอบครัวผู้ตาย จะจัดงานเลี้ยงระลึกถึงผู้ตาย โดยเรียกงานนี้ว่า "สี่สิบ" ผู้คนจะมารวมตัวกันในเต้นท์ที่ถูกกางไว้โดยเฉพาะ บ้างก็รวมตัวกันที่บ้านผู้ตาย แล้วเชิญคนมาอ่านอัลกุรอาน ทำการเลี้ยงฉลอง ประหนึ่งการเลี้ยงฉลองงานแต่งงาน พวกเขาจะตกแต่งสถานที่นั้นด้วยดวงไฟ มีฟูกมีเตียง ใช้จ่ายกันเกินตัว โดยมีจุดประสงค์เพื่อโอ้อวด ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องนี้เป็นที่ต้องห้าม

          เนื่องจากเป็นการใช้ทรัพย์สินผู้ตาย ให้มลายไปกับเรื่องที่มีเป้าหมายผิดๆ ซึ่งผู้ตายจะไม่ได้รับประโยชน์อันใดจากการนี้ อีกทั้งครอบครัวของผู้ตาย ยังจะได้พบกับการขาดทุน นี่สำหรับกรณีทายาทที่พอจะมีทรัพย์สิน    ส่วนทายาทที่ไม่มีทรัพย์สินเล่า จะเป็นอย่างไรกัน พวกเขาต้องหันไปกู้เงิน ด้วยวิธีที่มีดอกเบี้ย!!!! เราขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ ให้พ้นจากความโกรธกริ้วของพระองค์ (อัล-อิบฺดาอฺ หน้า๒๒๘)

ท่านอิบนุ ก็อยยิม อัล-เญาซียะฮฺ (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) ได้กล่าวว่า

 “และส่วนหนึ่งจากแนวทางของท่านนบี  คือ การปลอบโยนญาติผู้ตายให้มีความอดทน  ส่วนสิ่งที่ไม่นับว่าเป็นแนวทางของท่านนบี  คือ  การรวมตัวกัน เพื่อปลอบใจญาติผู้ตายเป็นการเฉพาะ  โดยการอ่านกุรอานให้แก่ผู้ตาย ไม่ว่าจะที่กุโบรหรือที่อื่นๆ ถือว่าทั้งหมดนี้ เป็นอุตริกรรมอันน่าเกลียด”  (ซฺาดุ้ลมะอฺาด๑/๕๒๗)
 

อลี มัฮฟูฎ  (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาท่าน) ได้กล่าวว่า

“สิ่งที่ผู้คนในทุกวันนี้ทำกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงอาหารของเจ้าบ้าน (บ้านผู้ตาย) การจับจ่ายในคืนงานเลี้ยง  และคืนอื่นๆ หลังจากนั้น เช่น คืนสี่สิบ ทั้งหมดนี้ ถือเป็นอุตริกรรมอันน่าตำหนิ เป็นสิ่งที่ค้านกันกับสิ่งที่ท่านร่อซูล   และชนรุ่นก่อน (สลัฟซอและฮฺ) ได้กระทำกันไว้" (อัล-อิบฺดาอฺ หน้า๒๓๐)

          งานเลี้ยงเช่นนี้ ถือเป็นอุตริกรรม ไม่มีแบบอย่างมาจากท่านร่อซูล  และบรรดาศ่อฮาบะฮฺ และสลัฟซอและฮฺ ส่วนแนวทางที่ท่านร่อซูล   ได้ปฏิบัติไว้ นั่นคือ ท่านได้นำอาหาร ไปให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย  ไม่ใช่ว่าครอบครัวของผู้ตาย ทำอาหารและเชิญผู้คนมาร่วมรับประทาน  ซึ่งท่านร่อซูล  ได้กล่าวไว้ในช่วงมีข่าวการเสียชีวิตของท่านญะอฺฟัร ว่า "พวกท่านทั้งหลายจงทำอาหารให้แก่ครอบครัวของญะอฺฟัรเถิด เพราะพวกเขามีสิ่งที่ต้องง่วนกันอยู่"

 บันทึกโดยอะฮหมัด ในมุสนัดของท่าน (๑/๒๐๕)  อบูดาวูด ในซุนันของท่าน (๓/๔๙๗) ในบทพิธีศพ และฮดีษหมายเลข (๓๑๓๒)  อัต-ติรมิซี ในซุนันของท่าน (๒/๒๓๔) ในบทพิธีศพ และฮดีษหมายเลข (๑๐๐๓)  โดยท่านกล่าวว่า นี่เป็นฮดีษฮซัน  อิบนุ่ มาญะฮฺ ในซุนันของท่าน(๑/๕๑๔) ในบทพิธีศพ และฮดีษหมายเลข (๑๖๑๐)  อัล-ฮากิม ในอัล-มุสตัดฺร๊อก (๑/๓๗๒) ในบทพิธีศพ ซึ่งท่านกล่าวว่า ฮดีษนี้มีสายรายงานที่ศ่อฮี้ฮ  หากแต่ท่านอิมามบุคอรีและมุสลิมไม่ได้บันทึกไว้  โดยท่านอัซซะฮะบีก็เห็นตรงกันกับท่านฮากิม ในหนังสือตัลคีศุลมุสตัดฺร๊อก
 

ท่านญะรีร บิน อับดิลลาฮฺ อัล-บะญะรี กล่าวว่า

 "เราเห็นว่าการรวมตัวกันของญาติผู้ตาย และการประกอบอาหารของบ้านที่มีผู้ตาย เป็นหนึ่งใน นิยาฮะฮฺ" (นิยาฮะฮฺ คือการร้องไห้ครวญคราง เมื่อมีคนเสียชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านร่อซูล  ได้ห้ามเอาไว้-ผู้แปล)

 บันทึกโดย อิบนุ มาญะฮฺ ในซุนันของท่าน (๑/๕๑๔) ในบทพิธีศพ ฮะดีษหมายเลข (๑๕๑๒)

 ท่านอบูซอยรีได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือ ซะวาอิดฺ อิบนิ่ มาญะฮฺ ว่า (๒/๕๓)

"สายรายงานนี้ศ่อฮี้ฮ ผู้รายงานของสายรายงานแรก ตรงตามเงื่อนไขของอิมามบุคอรีย์ ส่วนรายงานที่สองนั้น ตรงตามเงื่อนไขของอิมามมุสลิม"

การจัดงานเลี้ยง เพื่อรำลึกถึงนักวิชาการ เมื่อครบรอบวันสิ้นชีวิต พร้อมทั้งมีการจัดพิมพ์หนังสือ ที่ประมวลไว้ด้วยชีวประวัติ แนวทางการประพันธ์หนังสือ และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับผู้ที่ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว อีกทั้งยังมีการแจกจ่ายหนังสือดังกล่าว ในงานเลี้ยง หรือตามท้องตลาด เพื่อให้ผู้คนได้ระลึกถึงผลงาน การทุ่มเทเสียสละในการเผยแพร่ความรู้ และประพันธ์หนังสือ ตามคำกล่าวอ้างของพวกเขา รวมทั้งการจัดงานเลี้ยง เพื่อระลึกถึงเหล่ากษัตริย์ หัวหน้า ผู้มีอำนาจทั้งหลาย อันเนื่องจากครบรอบวันเสียชีวิต พร้อมการจัดพิมพ์หนังสือเป็นที่ระลึก และการที่บุคคลหนึ่งไปที่กุโบร แล้ววางช่อดอกกุหลาบ อ่านฟาติฮะฮฺให้แก่วิญญาณผู้ตาย ทั้งหมดนี้ ถือเป็นอุตริกรรมทั้งสิ้น อัลลอฮฺไม่ได้ทรงประทานหลักฐานใด ลงมาเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ฉะนั้น การจัดงานเลี้ยงรำลึกถึงผู้ตาย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักปกครอง หรือบุคคลทั่วไป เป็นเรื่องอุตริกรรม ซึ่งการตำหนิในเรื่องนี้ก็นับว่าพอเพียงแล้ว

เพราะไม่มีใครจะมีความรู้มากมายเท่ากับท่านนบี  ไม่มีใครจะใช้วิถีการเชิญชวนผู้คน สู่ศาสนาได้ดียิ่งเท่าท่าน    และไม่มีใครจะมีฐานะอันมีเกียรติ ไปมากกว่าท่าน  เพราะท่านนั้น คือบุคคลที่ประเสริฐที่สุด และถึงแม้กระนั้นก็ตาม บรรดาศ่อฮาบะฮฺไม่ได้จัดงานเลี้ยงรำลึกให้แก่ท่าน   ทั้งๆที่ความรักของมนุษย์ด้วยกันก็ยังไม่สามารถเทียบเท่ากับความรักของศ่อฮาบะฮฺ ตาบิอีน และสลัฟซอและฮฺ ที่มีต่อท่านร่อซูล  และหากเรื่องนี้ดีจริง พวกท่านเหล่านั้นก็คงรุดหน้ากันไปแล้ว

ส่วนการเผยแพร่หนังสือของนักวิชาการ ที่ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว การเขียนถึงชีวประวัติ แนวทางการประพันธ์ การตีพิมพ์หนังสือ ดังกล่าวนี้ ถือว่าไม่เป็นไร อีกทั้งยังมีการส่งเสริมให้กระทำหากสมควร หากแต่อย่าได้เจาะจงว่า ต้องมีขึ้นในงานเลี้ยง ครบรอบการเสียชีวิต เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ กษัตริย์ ผู้มีอำนาจ หรือใครก็ตาม
 
การให้เกียรติผู้ตาย จึงไม่จำเป็นที่ต้องแสดงออก ด้วยการจัดงานเลี้ยงรำลึก หากแต่เป็นการฝักใฝ่ หาประโยชน์จากสิ่งที่ท่านเหล่านั้น ได้ประพันธ์เขียนแต่งขึ้นมา  ด้วยการแจกจ่ายเป็นวิทยาทาน อ่านขยายความ อธิบายเพิ่มเติม  และเราจะทำเช่นนั้นได้ หากผู้ตายท่านนั้นมีสิทธิสมควร กล่าวคือ จะต้องเป็นผู้ที่เดินตามรอยทางของชนรุ่นก่อนที่ถูกต้อง (สลัฟศ่อฮี้ฮ)  ไม่ใช่พวกที่ตามรอยกลุ่มที่หลงผิด หรือเดินตามหลังพวกตะวันตก

นักวิชาการจากชนรุ่นก่อน และถัดจากนั้น  ความรู้และการรายงานของพวกเขา ได้ถูกจารึกไว้ในความทรงจำของชนรุ่นหลัง อันเนื่องมาจากความรู้ที่พวกเขาถ่ายทอดส่งต่อมาถึงเรา    ซึ่งความจริงคือทุกคนต้องตายและจากโลกนี้ไป มีแต่ความรู้เท่านั้นที่จะถ่ายทอดต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น และเพราะผู้คนต่างได้รับประโยชน์จากความรู้ของผู้ตาย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ผู้ตายนั้น ได้รับความเอ็นดูเมตตา ได้รับการขอพรจากผู้คนให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีงาม เช่นนี้ต่างหาก จึงจะเป็นการแสดงออกถึงการระลึกถึงพวกเขา
 
การจัดงานระลึกถึง การขอความจำเริญจากพวกเขา การเวียนรอบกุโบรพวกเขา ทั้งหมดนี้เป็นอุตริกรรม ซึ่งบางอย่างจากการนี้ ถึงขั้นเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺเลยทีเดียว เราขอความคุ้มครองจากพระองค์ ให้พ้นจากเรื่องดังกล่าว และหากว่าบรรดาผู้ตาย (ที่ถูกขอความจำเริญ) มีชีวิตอยู่ พวกเขาคงปฏิเสธเรื่องดังกล่าว ต่อผู้ทำอุตริกรรมเหล่านี้ขึ้นมา
 
หากแต่ว่ามีบางคน ที่ชัยฏอนได้ล่อลวงและชักชวนเขาไปสู่การอุตริ เพื่อแสวงหาประโยชน์ หรือตำแหน่งในดุนยา จนเขาได้ถลำตัวไปสู่การอุตรินี้ ซึ่งเขาไม่สามารถจะผละตัวออกมาได้ เว้นแต่ด้วยการกลับมาหาคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และแนวทางของท่านร่อซูล พร้อมยืนหยัดอยู่บนสองสิ่งนี้  และหลีกห่างจากสิ่งที่บรรดานักวิชาการ ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ไว้ (อิจญมาอุ้ลอุมมะฮฺ) พร้อมทั้งละทิ้งสิ่งที่เป็นอุตริกรรม ซึ่งตัวมันเองก็มีแต่เรื่องร้ายๆ และอาจนำพาไปสู่สิ่งที่ร้ายยิ่งกว่านั้น 

เราขอต่ออัลลอฮฺ ให้พระองค์ทรงชี้นำเรา และพวกเขาสู่หนทางอันเที่ยงตรง คือหนทางที่พระองค์ทรงประทานความโปรดปราน ให้แก่บรรดานบี บรรดาผู้สัจจริง บรรดาผู้เสียชีวิตในหนทางของพระองค์ และบรรดาคนดีๆ และขอพระองค์ทรงหันห่าง จากหนทางของผู้ที่ถูกกริ้ว และผู้ที่หลงทาง ออกไปจากเราด้วย และพระองค์นั้น คือผู้ทรงปรีชาญานในทุกสิ่ง

อุตริกรรมรอบตัว โดย เชค อับดุลลอฮฺ บิน อับดุลอฺซีซ บิน อะฮหมัด อัต-ตุวัยญิรี (หน้า๓๕๐)

/www.islamqa.com/ar/ref/9055

แปลและเรียบเรียง  ซาตุลนิฏอกัยน์

 

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม