Custom Search

ซุนนะห์ กับ อะห์ลีซุนนะห์วัลยามาอะห์

อาจารณ์ครับ ระหว่าง ซุนนะห์ กับ อะห์ลีซุนนะห์วัลยามาอะห์ เหมืออนหรือต่างกันอย่างไรครับ แล้วคณะเก่ากับคณะใหม่ มันต่างกันตรงไหนครับ รบกวนอาจารย์ด้วยนะครับ)

ถามโดย - คนรู้น้อย

الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛

คำว่า อัส-สุนนะฮฺ มีความหมายตามรากศัพท์ ว่า แนวทาง ส่วนความหมายตามอิศฏิลาฮียฺ หมายถึง แนวทางของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ทั้งที่เป็นคำพูด การกระทำ และการรับรองของท่าน

ส่วนคำว่า อัล-ญะมาอะฮฺ หมายถึง หมู่คณะ หรือกลุ่มชน อันหมายถึงบรรดาศ่อฮาบะฮฺ และชน ในยุคสะลัฟ ที่ดำเนินตามแนวทาง ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ดังมีปรากฏในอัล-ฮะดีษว่า (مَاأَنَاعَلَيْهِ وَأَصْحَابِيْ) “สิ่งซึ่งฉัน (นบี) และเหล่าศ่อฮาบะฮฺของฉัน ดำรงอยู่บนสิ่งนั้น”

คำ 2 คำนี้ คือคำว่า อัส-สุนนะฮฺ กับ อัล-ญะมาอะฮฺ เวลากล่าวแยกกันโดดๆ ก็จะมีนัย และความหมาย รวมถึงคำอีกคำหนึ่ง แต่ถ้านำมากล่าวรวมกัน ก็จะมีนัยและความหมาย โดยเฉพาะ เรียกว่า เมื่อรวมกันก็จะแยก เมื่อแยกกันก็จะรวม ผู้ที่ดำเนินตามแนวทางของท่านนบี เรียกว่า อะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ โดยเรียกสั้นๆ ว่า อะฮฺลุสสุนนะฮฺ ก็ได้ หรือ อะฮฺลุ้ลญะมาอะฮฺ ก็ได้ หรือจะเรียกยาวอย่างที่ว่ามาก็ได้ คือ กลุ่มชนเดียวกัน

ส่วนคณะใหม่ กับคณะเก่านั้น ไม่มีนิยามตามหลักวิชาการ ระบุเอาไว้ และไม่มีหลักฐาน ให้เรายึดคณะหนึ่งคณะใด ไม่ว่าจะเป็นคณะเก่า หรือคณะใหม่ เป็นเพียงชื่อเรียก ที่เป็นผลมาจากความขัดแย้ง ในทัศนะความเห็นของมุสลิม ในภูมิภาคนี้ ซึ่งหมายถึงชาวมลายู โดยส่วนใหญ่ เรียกกลุ่มที่ยึดแนวทาง ในมัสฮับ อัช-ชาฟิอีย์ ว่า โกมตุวอ คือ กลุ่มหัวเก่าหรือคณะเก่า และเรียกพวกที่ไม่ยึดมัสฮับเป็นหลัก ว่า พวกโกมมุดอ คือ คณะใหม่

ซึ่งทั้งสองกลุ่ม ก็ถือเป็นอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้น คำว่าคณะใหม่ คณะเก่า จึงเป็นเพียงการเรียกขาน คนที่มีความเห็น และการปฏิบัติในข้อปลีกย่อย ไม่เหมือนกัน ตามประสาคน ที่ชอบแบ่งพรรคแบ่งพวก หรือตะอัศศุบนั่นเอง

والله أعلم بالصواب

เจ้ากรรมนายเวร


ถ้าเกิดในกรณี ที่เป็นศาสนาอิสลาม หากโดนของ หรือมีคนจงใจทำสิ่งที่ไม่ดี กับตัวเรา โดยการใช้วิญาณเจ้ากรรมนายเวร อยากทราบว่า พอจะมีหนทางแก้ไขอย่างไรบ้าง

وعليكم السلام ورحمة الله و بركاته

ในหลักความเชื่อ ของศาสนาอิสลาม ไม่ปรากฏความเชื่อ เรื่องเจ้ากรรมนายเวร คำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” หมายถึง ผู้ที่เคยมีกรรมมีเวรแก่กัน และคำว่า “กรรมเวร” หมายถึง การกระทำที่สนองผลร้าย ซึ่งทำไว้แต่ปางก่อน จึงต้องมีวิบากกรรม คือผลของกรรม ที่กระทำเอาไว้ ซึ่งเป็นหลักคำสอน ในพุทธศาสนา มิใช่เป็นคติความเชื่อ ในศาสนาอิสลาม ซึ่งศาสนาอิสลาม ไม่เชื่อในเรื่อง สังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด อย่างที่พุทธศาสนา เชื่อ

แต่อิสลามสอนว่า “กรรม” อันหมายถึงการกระทำนั้น มี 2 ลักษณะ คือ

1) กรรม อันหมายถึงการกระทำ ของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ในการกำหนดสภาวการณ์ และการลิขิต (อัล-เกาะฎออฺ วัลเกาะดัร) ซึ่งเป็นไปตามความรู้ อันสมบูรณ์ของพระองค์ ที่มีมาแต่เดิม (อัล-อะซะลียฺ) และเกิดขึ้น ตามพระประสงค์ของพระองค์ (อัล-อิรอดะฮฺ) กล่าวคือ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่ เป็นไปตามความรู้ และพระประสงค์ของพระองค์ สิ่งใดพระองค์ประสงค์ให้มีขึ้น และเป็นไป สิ่งนั้น ย่อมต้องเกิดขึ้น และเป็นไป สิ่งใดที่พระองค์ไม่ประสงค์ให้มีขึ้น และเป็นไป สิ่งนั้น ย่อมไม่มีขึ้น และไม่เป็นไป ดังปรากฏในอัล-กุรอานว่า : وَكَانَ أَمْرُالله مَفْعُوْلاً “และกิจของอัลลอฮฺนั้น เป็นกรรมที่ถูกกำหนดไว้หมดแล้ว” (อัล-นิสาอฺ : 47)

2) กรรม อันหมายถึงการกระทำของมนุษย์ ซึ่งเป็นไปตามความรู้ และพระประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) กล่าวคือ ทุกสิ่งที่มนุษย์กระทำ ล้วนอยู่ภายใต้ความรู้ อันสมบูรณ์ของพระองค์ และการกระที่เกิดขึ้น ไม่ว่าดีหรือชั่ว อยู่ภายใต้พระประสงค์ของพระองค์ คือสิ่งนั้นเกิดขึ้น และเป็นไป ตามที่พระองค์มีประสงค์ เรียกว่า อิรอดะฮฺเกานียะฮฺ (الإِرَادَةُالكَوْنِيَّةُ) แต่ก่อนที่มนุษย์จะตัดสินใจ กระทำสิ่งใดลงไปนั้น มนุษย์ไม่รู้ว่า พระองค์อัลลอฮฺทรงรู้ และทรงมีพระประสงค์ กำหนดเอาไว้อย่างไร? มนุษย์จึงไม่อาจนำสิ่งที่อัลลอฮฺรู้ และประสงค์ มาอ้างในการกระทำของตน มนุษย์จึงลงมือกระทำ ตามการตัดสินใจของตน ซึ่งอัลลอฮฺทรงรู้ อยู่แต่เดิมแล้วว่า มนุษย์นั้นจะตัดสินใจอย่างไร และที่มนุษย์กระทำสำเร็จ ก็เป็นไปตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ให้มันสำเร็จ หรือให้มันเป็นไป ซึ่งถ้ามนุษย์ตัดสินใจ กระทำความดี มนุษย์ก็จะได้การตอบแทน ด้วยสิ่งที่ดี แต่ถ้ามนุษย์ตัดสินใจทำชั่ว มนุษย์ก็ฝ่าฝืน สิ่งที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติ ผ่านการประกาศศาสนาของรสูลแล้ว เรียกพระประสงค์ ที่ผูกพันอยู่กับความพึงพอพระทัย หรือความกริ้วของพระองค์ว่า อิรอดะฮฺ ชัรฺอียะฮฺ (الإِرَادَةُ الشَرْعِيَّةُ) อันหมายถึง พระประสงค์ตามพระบัญญัติ ที่ทรงวางไว้ว่า ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว

ดังนั้น ผลของกรรมที่อิสลามสอนเอาไว้ จึงเป็นผลจากการกระทำ ที่มนุษย์ได้กระทำเอาไว้ ในช่วงอายุขัยของตน ในภาวะปัจจุบัน คือช่วงเวลาที่มนุษย์ มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ซึ่งมีเพียงชีวิตเดียว มิได้มีชีวิตมาก่อน ในชาติอดีตปางก่อน แต่อย่างใด กล่าวโดยสรุปก็คือ อิสลามสอนว่า มนุษย์เกิดในโลกนี้ เพียงครั้งเดียว แล้วก็สิ้นชีวิตลง เพื่อเกิดใหม่อีกครั้ง ในโลกหน้า ผลจากการกระทำของมนุษย์ ในโลกนี้ อาจเกิดขึ้นในช่วงอายุขัยนี้ก็ได้ หรือในโลกหน้าก็ได้ ไม่มีผลกรรมจากชาติปางก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อ ในเรื่องสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิด มนุษย์เกิดมารูปชั่ว ตัวดำ หรือมีรูปโฉมงดงาม มีชาติตระกูล ยากจนหรือร่ำรวย ล้วนไปตามการกำหนดลิขิตของอัลลอฮฺ มิใช่เป็นเพราะมนุษย์เคยกระทำ หรือสร้างกรรมเอาไว้ เมื่อชาติปางก่อน กรรมคือการกระทำของมนุษย์ จะส่งผลแก่ตนช้าหรือเร็ว ล้วนแต่เป็นการกระทำในชีวิตนี้ ของมนุษย์ ซึ่งมีเพียงชีวิตเดียว

ดังนั้น เจ้ากรรมนายเวร คือคนที่เคยสร้างกรรมทำเวรเอาไว้แก่กัน ในชาติปางก่อน จึงไม่มีในคำสอนอิสลาม แต่เจ้ากรรมนายเวร ที่มนุษย์ได้กระทำกับมนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิต ในช่วงชีวิต หรืออายุขัยในโลกนี้นั้นมี! กล่าวคือ บุคคลใดละเมิดล่วงล้ำก้ำเกิน ประทุษร้ายกับบุคคลอื่น หรือสิ่งมีชีวิต เช่น ทำร้ายเขา ทั้งๆที่เขาไม่ผิด คดโกงและอธรรมต่อเขา กักขังสัตว์ให้ได้รับความหิวโหยจนตาย เป็นต้น

ทั้งหมดนั้น ถือเป็นเจ้ากรรมนายเวรในชาตินี้ ที่ผู้ก่อกรรมสร้างเวร จะถูกวิบากกรรม คือ ได้รับผลของการกระทำผิดนั้น ไม่ช้าก็เร็ว ไม่ในโลกนี้ ก็โลกหน้า หากอธิบายอย่างนี้ ก็พอรับได้ แต่ในคติความเชื่อของอิสลาม ก็ไม่ใช้คำๆ นี้ คือคำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” เพราะเป็นการเลียนแบบ คำสอนของศาสนาอื่น และอาจทำให้เกิดความสับสนได้ แต่อิสลามเรียกว่า ผู้ถูกละเมิด (มัซฺลูม) และเรียกการตอบแทนการกระทำนั้นว่า อัล-ญะซาอฺ หรือ อัล-กิศ็อส ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะทางศาสนาอิสลาม ดังนั้น ในคำถามที่มีมานั้น เป็นเรื่องของการใช้ไสยศาสตร์ ทำร้ายคนอื่น ถือเป็นสิ่งต้องห้าม ตามหลักศาสนา และวิญญาณเจ้ากรรมนายเวร ที่ว่านั้น ก็คือบรรดาซัยฏอนนั่นเอง

วิธีการป้องกัน ก็คือต้องรักษาตัว ให้อยู่ในหลักคำสอนที่ถูกต้อง ปฏิบัติตามใช้ ตามห้าม ไม่กระทำสิ่ง ที่ผิดต่อบัญญัติ ของศาสนา และอ่านบทต่างๆ จากอัล-กุรอาน ที่มีสุนนะฮฺ ระบุเอาไว้ เช่น อายะฮฺ อัล-กุรสียฺ , 2 อายะฮฺสุดท้ายจาก อัล-บะเกาะเราะฮฺ อ่านสูเราะฮฺ อัล-ฟะลัก และ อัน-นาส เป็นต้น หากเราไม่ได้ไปละเมิด ประทุษร้ายพวกญินก่อน เราก็ไม่ต้องหวั่นเกรงต่อหมู่ญิน นั้น แต่ให้ขอความคุ้มครอง จากพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) และที่สำคัญให้ยึดมั่น ในหลักศรัทธาที่ถูกต้อง คติความเชื่อใด ที่ไม่มีในอิสลาม ก็ไม่ต้องไปใส่ใจ ให้ไขว้เขว ใครเชื่ออย่างไร ก็ปล่อยให้เขาเชื่อไปเถิด ศาสนาของพวกเขา ก็สำหรับพวกเขา ศาสนาของเรา ก็สำหรับพวกเรา!

والله أعلم بالصواب

www.alisuasaming.com

หน้าหลัก

ธันวาคม 05, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม