เรื่องการใหว้ / التشبه การเลียนแบบ

สลามครับ
มีเรื่องรบกวน อ.อาลี อีกแล้วนะครับ คือเรื่องการใหว้นะครับ เกิดข้อข้องใจว่าในหลักการอิสลามนั้น ถ้าหากเราใหว้คนมุสลิมด้วยกัน จะเป็นไรใหม เพราะเคยได้ยินว่า มีฮาดิษบอกว่า "ใครก็ตามที่เลียนแบบกลุ่มชนหนึ่ง เขาก็คือกลุ่มชนนั้น" เลยอยากทราบคำตอบที่ชัดเจน พร้อมหลักฐานจากหนังสือนะครับ

وعليكم السلام ورحمة الله وبركاته
الحمد لله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد


ท่านรสูล ( ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม ) กล่าวว่า

مَنْ تَشَبَّهَ بِقَوِمٍ فَهُوَ مِنْهُمْ

ความว่า “ ผู้ใดเลียนแบบ( เอาอย่าง ) กลุ่มชนหนึ่ง ผู้นั้นคือส่วนหนึ่ง จากกลุ่มชนนั้น” รายงานโดย อิบนุอุมัร ( ร.ฏ ) และหุซัยฟะฮฺ ( ร.ฏ )

อัซซัรกะชียฺ กล่าวว่า ในสายรายงานหะดีษนี้อ่อน อัสสะยูฏียฺ กล่าวว่า สายรายงานหะดีษนี้อ่อน ( อัด-ดุร๊อร ) อัศ-ศอดร์ อัล-มุนาวียฺ กล่าวว่า ในสายรายงานหะดีษบทนี้ มีอับดุรเราะหฺมาน อิบนุ ษาบิต อิบนิ เษาบาน ซึ่งฏ่ออีฟ ตามที่ อัล-มุนซิรียฺ กล่าวเอาไว้ อัส-สะคอวียฺ กล่าวว่า สายรายงานหะดีษบทนี้อ่อนแอ แต่มีชะวาฮิด มาสนับสนุน อิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า สายรายงานหะดีษบทนี้ดี ( جَيِّد ) อิบนุ หะญั รกล่าวไว้ใน อัลฟัตหฺ ว่า สายรายงานหะดีษบทนี้ หะสัน ในสายรายงานจาก หุซัยฟะฮฺ ( ร.ฏ ) นั้น อัล-หาฟิซฺ อัล-อิรอกียฺ กล่าวว่า สายรายงานนี้ อ่อนแอ อัล-ฮัยษะมียฺ กล่าวว่า “ อัฏ-เฏาะบะรอนียฺ บันทึกเอาไว้ในอัล-เอาสัฏ ซึ่งในสายรายงาน มี อะลี อิบนุ ฆุร็อบ มากกว่าหนึ่งคน ถือว่า บุคคลผู้นี้เชื่อถือได้ ( ษิเกาะฮฺ ) และกลุ่มหนึ่งถือว่า เขาอ่อนแอ ส่วนผู้รายงานที่เหลือเชื่อถือได้ ( ษิกอตฺ ) ตามนี้ สายรายงานจากอิบนุ อุมัร ที่บันทึกโดย อบูดาวูด ไม่ดีเท่าสายรายงานของอัฏ-เฏาะบะรอนียฺ ที่รายงานจากหุซัยฟะฮฺ (ฟัยฏุลเกาะดีร ชัรหุลญามิอฺ อัศเศาะฆีร ของ อัล-มินาวียฺ เล่ม 6 หน้า104-105 หะดีษเลขที่ 8593 )

ดังนั้น หะดีษบทนี้ มิใช่หะดีษเศาะฮีหฺ แต่มีระดับที่ดีที่สุด ของหะดีษบทนี้ หะสัน ลิฆอยฺริฮฺ ฉะนั้น ข้อชี้ขาดที่เกิดจากหะดีษบทนี้ จึงเป็นสิ่งที่เข้าข่ายน่ารังเกียจ ( มักรูฮฺ ) ตามหลักศาสนา ยังไม่ถึงขั้นต้องห้าม ( หะรอม ) ในหลักเดิมทั่วๆไป เพียงแต่บางกรณีนั้น อาจจะเลื่อนขั้น จากระดับมักรูฮฺ ไปเป็นมักรูฮฺ ตันซีฮฺ หรือมักรูฮฺ ตะหฺรีม หรือหะรอมก็ได้ จึงต้องดูเนื้อหาของแต่ละเรื่อง เป็นกรณีๆไป จะเหมารวมทั้งหมดไม่ได้

ทั้งนี้ เพราะการเลียนแบบชนต่างศาสนิก มี 2 ประเภท คือ

1) การเลียนแบบ ที่ชอบด้วยหลักการของศาสนา ( التَشَبُّهُ المَحْمُوْد ُ ) กล่าวคือ เป็นสิ่งที่อนุญาตให้เลียนแบบ และเอาอย่างชนต่างศาสนาได้ โดยเฉพาะเรื่องทางโลก ที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ ส่วนรวม การศึกษา เรียนรู้ศาสตร์แขนงต่างๆ ที่ไม่ขัดต่อหลักการของศาสนา และตอบสนองความต้องการ ของสังคมมุสลิม เช่น การแพทย์ วิศวะกรรมศาสตร์ กฎหมายสากล ศาสตร์ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และการสื่อสาร นิเทศศาสตร์ และวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ เป็นต้น การเลียนแบบ และเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ตามหลักการของศาสนา ในทางโลก จากชนต่างศาสนา เป็นสิ่งที่กระทำได้ ในบางกรณี มีข้อชี้ขาดว่าส่งเสริม ( มุสตะหับ ) และในบางกรณี อาจจะเป็นวาญิบ เช่น วาญิบกิฟาอียฺ ( ฟัรฏุกิฟายะฮฺ ) อย่างการเป็นหมอ นักกฎหมาย ทนายความ เป็นต้น และในหลายๆ กรณี หรือส่วนใหญ่มีข้อชี้ขาดว่า อนุญาต ( มุบาหฺ ) เช่น มีคอมพิวเตอร์ หรือโน๊ทบุ้ค เอาไว้ใช้สอย มีรถเก๋งยี่ห้อดีๆ เอาไว้ ปลูกบ้านสไตล์ยุโรป หรือสไตล์ประยุกต์ เป็นต้น ทั้งนี้ มีเงื่อนไขว่า ต้องอยู่ในขอบเขต ที่ศาสนาอนุญาตให้ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย หรือมีเจตนาโอ้อวด

2) การเลียนแบบ ที่ไม่ชอบด้วยหลักการของศาสนา ( التَشَبُّهُ المَذْمُوْمُ ) กล่าวคือ เป็นสิ่งศาสนาตำหนิ และเรียกร้องให้หลีกห่าง จากการเลียนแบบ หรือเอาอย่างชนต่างศาสนิก หรือแม้กระทั่งคนศาสนิกเดียวกัน แต่เป็นคนชั่ว ( ฟาสิก ) โดยเฉพาะเรื่อง ที่เกี่ยวข้องพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อ จารีตประเพณี อันมีคติความเชื่อในทางศาสนา การแต่งกายเฉพาะของกลุ่มชน เช่น สวมห่มจีวร แต่งชุดนักบวช บาทหลวง หรือการแต่งกายตามแฟชั่น ที่เปิดเผยเอาเราะฮฺ นุ่งน้อยห่มน้อย การเที่ยวกลางคืน ตามสถานบันเทิงเริงรมย์ การตั้งก๊วนตั้งแก๊งค์ แล้วยึดมอเตอร์ไซค์ ออกป่วนเมือง สร้างความรำคาญให้ชาว บ้านชาวช่อง และสร้างภาระให้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง การกินไม่เลือก เสพย์ไม่เลือก การเห่อแฟชั่น และตามกระแสอินเทรนด์ ของดารานักแสดง นักร้อง และศิลปิน การแสดงจำอวด ตลกโปกฮา การมีรสนิยมทางเพศ ที่เบี่ยงเบน เป็นตุ๊ด เป็นแต๋ว เป็นเกย์ และอีกสารพัด ที่กำลังแพร่ระบาด อยู่ในสังคมเมือง ทั้งหมดเป็นการเลียนแบบเอาอย่าง ที่ศาสนาตำหนิ ซึ่งบางกรณีก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ( มักรูฮฺ ) เช่น ใส่แหวนมากกว่าหนึ่งวง ( สำหรับผู้ชาย ) ทักทายกันโดยการอิชาเราะฮฺ (ยกมือตะเบะกฺ) เพียงอย่างเดียว โดยไม่ให้สล่าม การโค้งคำนับ เป็นต้น บางกรณีก็เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม ) เช่น การใส่ตุ้มหู การเจาะจมูก แล้วใส่ห่วง ( สำหรับผู้ชาย ) เป็นต้น และบางกรณี ก็ถึงขั้นหะรอมรุนแรง และอาจจะตกศาสนาด้วย วัลอิยาซุบิลลาฮฺ เช่น เลียนแบบในเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา และความเชื่อ หรือกระทำตน เหมือนกับคนนอกศาสนา ทั้งภายใน และภายนอก เป็นต้น

ย้อนกลับมา ในเรื่องของการไหว้ สำหรับคนมุสลิมด้วยกันแล้ว ไม่ควรอย่างยิ่ง ที่จะไหว้กัน เพราะการทักทาย และการแสดงความเคารพ ระหว่างมุสลิมด้วยกัน มีสุนนะฮฺ และรูปแบบที่ชัดเจน ตามตัวบทของศาสนา กล่าวคือ ให้ทักทายกัน ด้วยการให้สล่าม และตอบสล่าม จะมีการสัมผัสมือ หรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าจะไหว้กัน ก็ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่เป็นสิ่งที่มักรูฮฺ เพราะเป็นการละทิ้งสุนนะฮฺ และเป็นการกระทำ ที่ไม่มีในตัวบทของศาสนา อันนี้ระหว่างมุสลิมด้วยกัน แต่ถ้าเป็นกรณี ระหว่างมุสลิมกับต่างคนต่างศาสนิก ก็ไม่อนุญาตให้มุสลิม กล่าวสล่ามกับคนต่างศาสนิก ตามทัศนะที่ถูกต้อง ของปวงปราชญ์ ( กิตาบ อัล-มัจญมูอฺ 4/468 ) แล้วจะทำอย่างไร ? ก็ให้กลับไปดูธรรมเนียมปฏิบัติ ตามจารีตทั่วไปในสังคม ซึ่งสามารถกระทำได้ ตราบใดที่ไม่มีตัวบท ที่ถูกต้องชัดเจน รายงานระบุห้ามมา และการไหว้ ก็ไม่มีตัวบทที่ถูกต้องชัดเจน รายงานระบุห้ามมา จึงอนุญาตให้กระทำได้ ตามกาลเทศะ และตามความเหมาะสม ทั้งนี้ เพราะการไหว้ ด้วยการยกมือ มิใช่เรื่องเฉพาะที่ใช้ ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจารีตประเพณี ในการทักทาย เวลาเจอกันของผู้คน ในภูมิภาคนี้ นับตั้งแต่อินเดีย จนถึงอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม การไหว้ระหว่างมุสลิม กับคนต่างศาสนิก เป็นเรื่องที่เลี่ยงได้ ก็ควรจะเลี่ยง ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่อนุญาต ให้กระทำได้ก็ตาม เช่น ถ้าชนต่างศาสนิกเขาไม่ได้ไหว้เราก่อน เราก็ไม่ควรไหว้ก่อน แต่เมื่อเขาไหว้เราก่อน เราก็ควรรับไหว้ แต่พอเป็นพิธี หรือถ้าชนต่างศาสนิก เป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ การที่เราเริ่มไหว้เขาก่อน ก็เป็นสิ่งที่อนุญาตให้กระทำได้ และไม่เป็นข้อห้ามที่จะกระทำเช่นนั้น

จริงๆแล้ว การกระทำเลียนแบบ หรือเอาอย่างชนต่างศาสนิกนั้น ชัดๆ มีอยู่ 2 อย่าง คือ

1) เลียนแบบด้วยการกระทำ ( اَلتَّشَبُّهُ بِالفِعْ ل ) เช่นการไหว้ การจับมือ ( เช็คแฮนด์ ) เป็นต้น

2 เลียนแบบด้วยคำพูด ( التَشَبُّهُ بِالْقَوْل ِ ) เช่นการกล่าวสวัสดี อรุณสวัสดิ์ ซำบายดีหรือ กินข้าวหรือยัง เป็นต้น ทั้งสองกรณีนี้ เป็นเรื่องของวิถีปฏิบัติ ตามประเพณีนิยม ที่มิได้เกี่ยวกับเรื่องคติความเชื่อ ทางศาสนา และไม่ใช่เรื่องอิบาดะฮฺ แต่เป็นเรื่อง มุอามะละฮฺ ( ปฏิสัมพันธ์ ) ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ถ้าบอกว่า การไหว้ การจับมือ เวลาเจอกัน เป็นสิ่งต้องห้าม การกล่าว “สวัสดี” หรือ good morning , hi hello ก็ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะถือเป็นการเลียนแบบทั้งคู่ แต่ถ้ากรณีที่ 1 ทำได้ กรณีที่ 2 ก็ต้องทำได้เช่นกัน การนำเอาหะดีษข้างต้น มาตีขลุม มาเหมารวม โดยไม่แยกแยะเนื้อหา และกรณี ตลอดจนสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่อาจจะทำให้เราสับสน และอยู่ในสังคม ได้ยากยิ่ง

ถ้าพิจารณาสถานภาพของหลักฐาน จากหะดีษบทดังกล่าวแล้ว ย่อมไม่ถือเป็นหลักฐานด้วยซ้ำไป เพราะมีนักวิชาการเป็นจำนวนมาก บอกว่าสายรายงานอ่อน ! คนที่เคร่งครัดกับหะดีษเศาะฮีหฺ เพียงอย่างเดียว และตั้งมาตรฐานว่า ไม่รับหะดีษเฎาะอีฟ ก็ไม่ควรจะซีเรียสในเรื่องนี้ ด้วยการยกหะดีษบทนี้ มาหุ่ก่มแบบเหมารวม ท้ายที่สุด ก็เสียมาตรฐาน ที่ตนประกาศเอาไว้ว่า รับเฉพาะหะดีษเศาะฮีหฺ แต่ดันชอบยกหะดีษบทนี้ มาตีขลุม หุก่มแบบเหมารวมทั้ง ๆ ที่เข้าข่ายว่า เป็นหะดีษเฎาะอีฟ !

والله اعلم بالصواب

www.alisuasaming.com

หน้าหลัก

ธันวาคม 18, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม