การตามกิตาลุลลอฮฺและสุนนะฮฺกับการทำตามโต๊ะครูหรือผู้นำในชุมชน


ผมมีปัญหาข้องใจอยู่หลายข้อ ดังนี้ (หากซ้ำขอมาอัฟด้วยครับ)

1. ผมได้ฟังรายการจากโทรทัศน์ช่องดาวเทียม ว่า การปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ ต้องเอาแบบอย่างจากกีตาลุลเลาะห์แลแะซูนนะนาบี ไม่ใช้ตามโต๊ะครู หรือคนเฒ่าคนแก่ บรรพบุรุษ แล้วคนธรรมดาสามัญชนอย่างผมต้องทำยังไงดีครับ เพราะไม่มีความรู้ ตีความหมายของอัลกุรอานที่เค้าแปลมาแล้วยังไม่ได้เลยครับ

2. ทางทีวีช่องนั้นได้บอกว่า ถ้าเราปฏิบัติศาสนกิจโดยตามกีตาบุลเลาะและซุนนะห์ของท่านนบี ก็จะพบว่า จะมีสิ่งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง แต่ถ่าเราตามหนังสือ ยกข้อความในหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้มาอ้าง ยกทัศนะของคนนั้นคนนี้ ก็จะไม่มีใครผิดใครถูก แล้วเราจะทำยังไงดีครับ

3. ในการละหมาดญามาอะห์แบบอีหม่ามอ่านฟาตีอะห์เสียงดังในสองรอกะอะห์แรก เช่น ละหมาดมัฆริบ เราไม่ต้องอ่านฟาตีฮะห์แล้ว เพราะอีหม่ามจะเป็นผู้รับผิดชอบแล้ว เค้าก็ยกหลักฐานมาจากอัลกุรอานว่า เมื่อมีการอ่านอัลกุรอาน เจ้าก็จงฟังและนิ่งเสีย อาจารย์มีความคิดเ้ห็นยังไงบ้างครับ

ถามโดย halim

وعليكم السلام ورحمة الله و بركاته
الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛

ข้อ 1. คำพูดที่ว่า “การปฏิบัติศาสนกิจต่าง ๆ ต้องเอาแบบอย่างมาจากกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺ” เป็นคำพูดที่ถูกต้องและเป็นสิ่งจำเป็นที่มุสลิมต้องยึดมั่นในกิตาบุลลอฮฺและ สุนนะฮฺ การปฏิบัติตามโต๊ะครู (ผู้รู้ทางศาสนา) หรือคนเฒ่าคนแก่ หรือบรรพบุรุษที่มีความรู้ทางศาสนาอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่สามารถปฏิบัติตาม ได้ในกรณีที่สิ่งนั้นมิได้ขัดกับกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺ

หากการกระทำของโต๊ะครูหรือคนเฒ่าคนแก่หรือบรรพบุรุษขัดแย้งกับกิตาบุลลอฮฺ และสุนนะฮฺก็มิอาจถือตามได้ ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าการกระทำนั้นถูกต้องหรือค้านกับกิตาบุลลอฮฺและสุ นนะฮฺ

ในเมื่อเราเป็นคนเอาวามฺที่ไม่รู้หลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ตัวบททางศาสนา ก็ย่อมไม่พ้นจาก 2 กรณี คือ 1. เราต้องใช้กำลังสติปัญญาวิเคราะห์ (อิจญติฮาดฺ) ตามหลักเกณฑ์ในวิชาการที่เป็นศาสตร์ประกอบ เรียกว่า ต้องมีคุณสมบัติของการเป็นมุจญ์ตะฮิด 2. ถามผู้รู้ซึ่งก็คือโต๊ะครูนั่นเอง

ฉะนั้นหากจะว่าไปแล้ว การตามกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺก็ไม่วายต้องอาศัยผู้รู้ในการวิเคราะห์ตัวบทและ อรรถาธิบายข้อชี้ขาดอยู่ดี คนที่บอกกับชาวบ้านว่าอย่าตามโต๊ะครูหรือคนเฒ่าคนแก่แต่ให้ตามกิตาบุลลอฮฺ และสุนนะฮฺ พอเอาเข้าจริงก็ว่าตามโต๊ะครูหรือผู้รู้ที่ตนยอมรับและเชื่อถือนั่นเอง เรื่องมันจึงวนอยู่ในอ่างเช่นนี้แหล่ะ

เอาเป็นว่าตั้งใจศึกษาเรื่องราวทางศาสนาให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น สอบถามผู้รู้และขอหลักฐานสนับสนุนในคำตอบก็น่าจะเพียงพอแล้ว และหลักฐานที่สนับสนุนนี้มิได้หมายความว่าต้องเป็นอัล-กุรอานหรืออัล-หะดีษเสมอไป คำวินิจฉัยของผู้รู้ที่มีอยู่ในตำราอ้างอิงที่เป็นมาตรฐานโดยมาก ถูกสังเคราะห์และย่อยเนื้อหา มาจากตัวบทของศาสนาแล้ว มิใช่เขียนเอาแบบเดาสุ่มแต่อย่างใด

ข้อ 2. ที่ว่านั้นก็ถูกอยู่ แต่ไม่ทั้งหมดเพราะคนที่นำเอาหลักฐานจากกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺมาบอกก็ต้องดู หนังสือมาก่อนแล้วว่าในแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นมีรายละเอียดอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นข้อปลีกย่อยที่มีการวิเคราะห์ตัวบทต่างกันของบรรดานัก วิชาการ

ลองสังเกตและตั้งใจฟังคำตอบของผู้รู้ประเภทนี้ในทีวีช่องนั้นคุณจะพบว่า ใช่ว่าทุกคำตอบที่อาจารย์นั้นตอบจะมีหลักฐานจากอัล-กุรอานและอัล-หะดีษเสมอ ไป บางคำตอบก็ไม่พ้นต้องอ้างคำตอบของนักวิชาการที่มีอยู่ในตำราและบางคำตอบก็ ตอบตามความเข้าใจของตัวเองด้วยซ้ำไป

เรียกว่าตั้งมาตรฐานเอาไว้เสียสวยหรูพอเอาเข้าจริงก็ดำน้ำและว่าเองเออเองไป เสียโน่น มีอาจารย์บางท่านตอบคำถามได้ดีมีหลักวิชา เช่น อ.ซิดดิก มุฮำมัดสะอิ๊ด เป็นต้น ก็เลือกฟังหน่อยแล้วกันครับจะได้ไม่สับสน

ข้อ 3. ที่เขาว่ามาก็เป็นการวิเคราะห์ของนักวิชาการอีกนั่นแหล่ะ แต่ละฝ่ายก็มีหลักฐานมาสนับสนุนทัศนะของตน ที่อาจารย์ในทีวีเขาตอบอย่างนั้นก็อาศัยการวิเคราะห์ของนักวิชาการนั่นแหล่ะ เป็นเรื่องที่เขาพูดกันมานมนานแล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร?

والله أعلم بالصواب

ที่มา http://www.alisuasaming.com

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม