ไม่ถามแล้วว่า เป็นบิดอะรึป่าว แต่ถามว่ามีแบบอย่างจากร่อซู้ล ซ ล ไหม

อาจารย์ครับ การยกมือขอดุอาหลังละหมาดฟัรดู มีสุนนะให้ยกมือรึป่าวครับ เห็นอุลามาในซาอุดี้ เค้าฟัตวาว่า ไม่มีการยกมือขอดุอาหลังละหมาดฟัรดู

1 มัสยิดฮารอม เค้าก็ปฏิบัตกันอยู่ใช่รึป่าวครับ คือไม่ยกมือหลังละหมาดฟัรดู

2 ยกมือกับไม่ยกมือ อันไหนคือซุนนะครับ หลังละหมาดฟัรดูเนีย ผมจะได้เลือกปฏิบัตตามซุนนะครับ เห็นที่มัสยิดแถวบ้าน พออีม่ามยกมือมะมูม ก็ยกตามกัน แล้วกล่าวอามีน มีซุนนะรึป่าว ถ้าไม่มีผมจะได้ไม่ทำครับ เพราะผมอยากตามซุนนะครับ

3 แล้วฮะดีษที่บอกว่า ให้อ่านกูนูตในซุบฮิ มันดออีฟ จริงป่าวครับ ที่รายงานโดยท่านอนัส บิน มาลิก อ่ะครับ และหากมันดออีฟ แสดงว่า นบีไม่ได้อ่าน หรอครับ แล้วถ้าเราทำตามที่มัสยิดเค้า โดยการยกมืออ่านกูนูต เราทำผิดรึป่าวครับ

4 แล้วสุนนะ นบี เนีย อ่านกูนูตในนมาซ ซุบฮิ รึปาวครับ ไม่ถามว่าเป็นบิดอะมั้ย แต่ถามว่า สุนนะนบียกมืออ่าน หรือไม่ยกมืออ่านครับ อัลลอฮุมมะดีนี ทำนองนี้อ่ะครับ

5 แล้วกูนูตในละหมาดวิเตร ละครับ ร่อกะอัตสุดท้าย ตามสุนนะเนียยกมืออ่านรึป่าวครับ ที่มีสำนวนว่า อัลลอฮุมมาดินี ฟีมันฮาดัย อ่ะครับ การยกมือกลับไม่ยก อันไหนดีกว่าครับ และที่ไกล้เคียงสุนนะที่สุด ในกูนูตในนมาซวิเตร ยกมืออ่านหรือไม่ยกมือ อ่าน ชัดเจนหน่อยน่ะครับ จะได้ปฏิบัตได้ถูกต้องครับ เพราะอยากจะตามสุนนะจริงๆ อ่ะครับ ญาซากัลลอฮุคอยรอนครับ

6 อยากทราบว่า ถ้ามีหลักฐานจากสุนนะแล้ว เนีย การกิยาสทีอุลามา บอกใว้เราไม่ต้องเอาหรอครับ เช่น การจ่ายซะกาตฟิตเราะ เป็นเงินอ่ะครับ เป็นการกิยาสของ อบูฮานีฟะ ไม่มีตัวบทหรอครับ และการกล่าวอุซอลลี เป็นการกิยาสของอีม่ามชาฟีอี ไม่มีตัวบทใช่มั้ยครับ เราต้องเลือกตามสุนนะใช่มั้ยครับอาจารย์ ผมคิดถูกมั้ยครับ

7 การตัดสินปัญหาศาสนา เค้าตัดสินกันยังไงครับ ตอบด้วยน่ะครับ ทัศนะของอาจารย์อ่ะครับ ตัดสินยังไงหรือครับ อยากให้เรียงลำดับให้ดูหน่อยอ่ะครับ เช่น กุรอ่าน ซุนนะ การกระทำของซอฮาบะ อิจมา กิยาส ทำนองนี้เป็นต้นครับ

8 แล้วทัศน่ะของ อะฮลิซซุนนะวัลญามะอ่ะ เค้าตัดสิน ยังไง ครับ ที่ชัดเจนที่สุดอ่ะครับ ถ้ามีแบบจากนบี เลือกทำตามนบีใช่มั้ยครับ ขอบคุณอาจารย์ที่สุดครับ จะได้หายข้องใจซะที่ครับ

ถามโดย - ฮัซซาน

الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد ....؛

คุณ ฮัซซาน ถามมาถึง 8 ข้อ เต็มหน้าพอดี เฉพาะคำถาม หากจะตอบโดยละเอียด คงเขียนหนังสือได้เล่มหนึ่งทีเดียว! เอาเป็นว่า ขอเลือกตอบ โดยไม่เรียงลำดับข้อแล้วกัน


8. ถูกต้องครับ! อะฮฺลิซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ จะตัดสินตามตัวบท เป็นอันดับแรก ในกรณีที่มีตัวบท ชัดเจนและถูกต้อง และเมื่อมีแบบจากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) รายงานมาอย่างชัดเจน และถูกต้อง ก็ต้องเลือกแบบ ที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวหรือกระทำเอาไว้ครับ

แต่ ต้องเข้าใจว่า บางกรณีท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็กระทำเอาไว้ให้เป็นแบบมากกว่าหนึ่งแบบก็มี เช่น วิธีการละหมาดวิตร์ สำนวนการอ่านดุอาอฺอิฟติตาฮฺ สำนวนการตัสบีฮฺในละหมาด การนั่งตะชะฮฺฮุดแบบอิฟติรอชฺหรือตะวัรรุก การตักบีรในละหมาดญะนาซะฮฺ เป็นต้น

บางกรณีท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวเอาไว้ (ซุนนะฮฺ เกาลียะฮฺ) แต่นักวิชาการระดับมุจตะฮิด หรือชนรุ่นซอฮาบะฮฺ อธิบายความเข้าใจจากตัวบทด้วย มุมมองที่แตกต่างกัน ก็มี หรือมีมุมมองต่อสถานภาพของหะดีษ ที่รายงานมา แตกต่างกัน อันเป็นผลให้การให้น้ำหนัก ในประเด็นนั้น ๆ แตกต่างกันก็มี

กล่าวโดยสรุปก็คือ เมื่อมีตัวบทระบุมาแล้ว ทำไมนักวิชาการ จึงมีมุมมองต่างกัน เรื่องนี้กลับไปยังสาเหตุใหญ่ ๆ 4 ประการ คือ

1. การมีความเห็นต่างกันว่า ตัวบทนั้น เป็นที่ยืนยัน ในการเป็นหลักฐานหรือไม่? รวมถึงการที่ตัวบทนั้น ๆ ไปถึงอิหม่ามท่านนี้ และไปไม่ถึงอิหม่ามท่านนั้นด้วย เป็นต้น
2. การมีความเข้าใจตัวบทต่างกัน
3. การมีความแตกต่างของวิธีการรวมหลักฐาน และการให้น้ำหนัก ระหว่างบรรดาตัวบทที่ขัดกัน
4. การมีความแตกต่างกัน ในบรรดากฎมูลฐาน และที่มาของการวินิจฉัย (แหล่งอ้างอิง)


7. การตัดสินปัญหาศาสนา มีกฎระเบียบ และคุณสมบัติ ของผู้ทำหน้าที่ตัดสินปัญหาศาสนา ที่นักวิชาการระบุเอาไว้ เรียกว่า (อาดาบุ้ลมุฟตีย์ วัล มุสตัฟตีย์) ผม มิใช่มุฟตีย์หรือผู้ตัดสิน (หรือผู้วินิจฉัยปัญหา) แต่เป็นคนกลางที่ถ่ายทอด (นักฺล์) คำวินิจฉัยของนักวิชาการ ที่มีระบุเอาไว้ในตำรับตำราอ้างอิง เท่านั้น ยกเว้นบางประเด็นข้อปัญหา ที่ไม่สามารถค้นหาจากตำราอ้างอิงได้ ก็จะตอบตามความเห็นความเข้าใจ ซึ่งเป็นไปตามภูมิความรู้ที่ร่ำเรียนมา

หากผิดพลาด ผมก็ต้องรับผิดชอบเอาเอง ถึงผลที่จะตามมา ซึ่งก็ต้องบอกตามตรงว่า อาจจะผิดและแย้ง กับความเห็นของผู้รู้ท่านอื่นก็ได้ การที่ผมเปิดกระดานถามตอบ ในเว็บไซด์นี้ ผมก็ต้องเตรียมใจเอาไว้แล้ว ต่อความรับผิดชอบทางวิชาการ มีเจตนาในการสร้างความเข้าใจอันดี แก่ผู้เข้ามาใช้บริการ มิได้มีเจตนา เพื่อโอ้อวดภูมิความรู้ และทำเพื่อชื่อเสียง หรือหาแนวร่วม แต่อย่างใด พระองค์อัลลอฮฺทรงเป็นพยาน

ส่วนตัวอย่างที่ถามมา ในการเรียงลำดับการตอบปัญหาศาสนานั้น อาทิเช่น ข้อชี้ขาดว่าด้วยการบัญญัติการอะซาน
อัลกุรอาน : ซูเราะห์อัลญุมุอะฮฺ อายะฮฺที่ 9 (ตัวบท) ซุนนะฮฺ : ตัวบท) ความหมาย “เมื่อการละหมาดมาถึง คนหนึ่งในหมู่พวกท่าน จงทำการอะซานให้แก่พวกท่าน...” (รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม) อิจญ์มาอฺ : ถ่ายทอดการอิจญ์มาอฺ จากการระบุของนักวิชาการ

(ส่วน กิย๊าสนั้น เมื่อมีตัวบทระบุมาชัดเจนเด็ดขาด ก็จะไม่มีการกิย๊าส เพราะ (لاقياس مع النص) อย่างนี้ เป็นต้น) หลังจากนั้น อาจจะมีการนำเสนอมุมมอง ของนักวิชาการ ที่มีต่อคำสั่งในตัวบท ประกอบด้วยก็ได้ เช่น การอะซานในวันศุกร์ช่วงใด ที่จำต้องละทิ้งการซื้อขาย การซื้อขายในขณะช่วงเวลานั้น ใช้ได้หรือไม่? และห้ามตั้งแต่เวลาไหนถึงไหน สำนวนที่ระบุในหะดีษว่า “จงทำการอะซาน” บ่งว่ามีข้อชี้ขาดอย่างไร? เป็นต้น

ส่วน การกิย๊าส ซึ่งหมายถึง การผนวกเรื่องที่ไม่มีตัวบท ระบุถึงฮุ่ก่มตามหลักชัรอีย์ ของเรื่องนั้นเข้าไป ยังเรื่องที่มีตัวบท ระบุถึงฮุก่มของมัน เนื่องจากทั้งสองเรื่องร่วมกัน ในเหตุผลของฮุก่มนั้น (อัลลุมะอฺ , ชีรอซีย์ 51/มิรอาตุ้ลอุซู้ล 2/275 , เราเฎาะฮฺ อันนาซิร 2/227 , อุซูลลุลฟิกฮิ ; ซะกียุดดีน ชะอฺบาน 59) ก็จะถูกนำมาใช้ในกรณี

เช่น มีคำถามมาว่า การดื่ม 4x100 มีข้อชี้ขาดอย่างไร? ก็ต้องพิจารณาว่า 4x100 ไม่มีตัวบทกำหนดข้อชี้ขาดเอาไว้ แต่มีตัวบทเด็ดขาดกำหนดห้ามสุรา ยาเมา ในคัมภีร์อัลกุรอานและหะดีษ เราก็ต้องหาเหตุผล (อิลละฮฺ) ของการห้ามสุรา ยาเมา ซึ่งก็คือการทำให้มึนเมา (อิสก๊ารฺ) เพราะมันก่อให้เกิดความเสียหายทางศาสนา และทางโลก ทั้งในส่วนตัวของผู้ดื่ม สุรา ยาเมา และผู้อื่น เมื่อพิจารณาก็พบว่า การทำให้มึนเมานั้น มีอยู่จริงในการดื่ม 4x100 ดังนั้น 4x100 จึงถูกผนวกเข้ากับสุรา ยาเมา ในการห้ามดื่ม หรือเสพย์ เช่นกัน สุรา ยาเมา จึงเป็นฐาน (อัศลฺ) 4X100 ถือเป็นหน่วยย่อย (ฟัรอฺ) และข้อชี้ขาด คือ เป็นที่ต้องห้าม (ตะฮฺรีม) และเหตุผล (อิลละฮฺ) ที่ร่วมกันระหว่างทั้งสองคือ การทำให้มึนเมา เป็นต้น

6. ถ้ามีหลักฐานจากซุนนะฮฺ ชัดเจน ถูกต้อง และเด็ดขาด จะใช้การกิย๊าสไม่ได้ เพราะถือตามกฎนิติศาสตร์ที่ว่า (لاَقِيَاسَ مع النَّصِّ) ส่วนการที่อุละมะอฺกิย๊าสนั้น จะกิย๊าสในประเด็นปัญหา ที่ไม่มีตัวบทระบุถึงข้อชี้ขาดของสิ่งนั้น (غَيْرُ مَنْصُوْصٍ عليه)

ส่วนที่ยกตัวอย่าง เรื่องการจ่ายฟิตเราะฮฺเป็นเงินนั้น จะว่าเป็นการกิย๊าส ก็ไม่ถูกนัก เพราะนักวิชาการที่อนุญาตเรื่องดังกล่าว พิจารณาจากเป้าหมายของตัวบทที่ว่า "จงทำให้พวกเขา-คนยากจน-พอเพียงในวันนี้ (อีด)" การทำให้พอเพียงเกิดขึ้นจริงได้ ด้วยการออกค่าที่ตีจากอาหาร (กีมะฮฺ) (-ดู ฟิกฮุซซิยาม ; ยูซุฟ อัลก็อรฎอวีย์ เล่มที่ 2 หน้า 1002-1004)

กรณีการกล่าวอุซอลลี ก็มิใช่การกิย๊าสของอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ (ร.ฎ.) หากแต่เป็นความเข้าใจ ของอบู อับดิลลาฮฺ อัซซุบัยรีย์ ซึ่งเจ้าของตำราอัลฮาวีย์ กล่าวว่า : บุคคลผู้นี้กล่าวว่า จะใช้ไม่ได้ จนกว่าผู้ละหมาดจะรวม ระหว่างการเหนียตของหัวใจ และการเปล่งวาจา ของลิ้น โดยมีเหตุผลว่า อิหม่ามอัชชาฟิอีย์ (ร.ฎ.) กล่าวไว้ในเรื่องฮัจญ์ว่า : เมื่อเขาเหนียตฮัจญ์ หรืออุมเราะฮฺ ก็ถือว่าใช้ได้ ถึงแม้ว่า จะไม่เปล่งวาจาออกมา

(อบูอับดิลลาฮฺ อ้างว่า) ฮัจญ์ไม่เหมือนกับการละหมาด ซึ่งการละหมาดจะใช้ไม่ได้ นอกจากต้องเปล่งวาจาออก มา” บรรดานักวิชาการ ในมัซฮับอัชชาฟิอีย์ กล่าวว่า : ผู้ที่กล่าวนี้ (คืออบู อับดิลลาฮฺ) ผิดพลาดแล้ว เป้าหมายของอัชชาฟิอีย์ที่ว่า ให้เปล่งวาจาในละหมาด มิใช่สิ่งนี้ หากแต่หมายถึง การกล่าวตักบีร่อตุ้ลเอียะฮฺรอม (อัลมัจญมูอฺ เล่มที่ 3 หน้า 241)

3. หะดีษที่รายงานจากท่านอนัส อิบนุ มาลิก (ร.ฎ.) นั้น เป็นหะดีษซ่อฮีฮฺ นักท่องจำหะดีษกลุ่มหนึ่ง ได้รายงาน และชี้ขาดว่า เป็นหะดีษซ่อฮีฮฺ ส่วนหนึ่งจากนักวิชาการ ที่ระบุว่า เป็นหะดีษซ่อฮีฮฺ คือ อัลฮาฟิซฺ อบู อับดิลลาฮฺ มุฮำมัด อิบนุ อะลี อัลบะละคี่ย์ , อัลฮากิม อบู อับดิลลาฮฺ ในหลายที่จากบรรดาตำราของท่าน และอัลบัยหะกีย์ ตลอดจนอัดดาร่อกุฏนีย์ ก็รายงานเอาไว้ ด้วยบรรดาสายรายงานที่ซ่อฮีฮฺ

ส่วนหะดีษของท่านอะนัสอีกบทหนึ่ง และหะดีษของท่านอบี ฮุรอยเราะฮฺ ที่ระบุว่า ต่อมาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ละทิ้งการดุอาอฺนั้น นักวิชาการฝ่ายอัชชาฟิอีย์ ตอบว่า หมายถึง ละทิ้งการดุอาอฺสาปแช่ง ต่อบรรดากุฟฟ๊ารเหล่านั้น เท่านั้น มิได้หมายถึง ละทิ้งการกุหนูตทั้งหมด หรือละทิ้งการกุหนูตในละหมาดอื่น นอกจากศุบฮิ ทั้งนี้ เพราะหะดีษของอะนัส (ร.ฎ.) ที่ระบุว่า : "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังคงกุหนูตในศุบฮิ จนกระทั่งท่านจากโลกนี้ไป" เป็นหะดีษซ่อฮีฮฺ ที่ชัดเจน ก็จำเป็นต้องรวมหะดีษทั้งสองรายงาน เข้าด้วยกัน (ดูรายละเอียดในอัลมัจญ์มูอฺ ชัรฮุล มุฮัซซับ , อิหม่ามอันนะวาวีย์ เล่มที่ 3 หน้า 483-485) ดังนั้น การละหมาดตามอิหม่าม ที่อ่านกุหนูต จึงไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่างใด

4. ถ้าถือตามนักวิชาการ และชาวสะลัฟส่วนใหญ่ เช่น ท่านอบูบักร , อุมัร , อุสมาน , อะลี , อิบนุ อับบาส , อัลบะรออฺ และตาบิอีน ซึ่งอาศัยตัวบทจากข้อที่ 3 ก็ถือว่า เป็นซุนนะฮฺให้กุหนูตในละหมาดศุบฮิ ส่วนการยกมือในขณะดุอาอฺกุหนูตนั้น ก็มีหลักฐานที่รายงานโดย อัลบัยหะกีย์ ด้วยสายรายงานที่ซ่อฮีฮฺ หรือฮะซัน จากท่านอะนัส (ร.ฎ.) ว่า ท่านอะนัสเห็นร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ยกมือทั้งสอง และซ่อฮาบะฮฺจำนวนหนึ่ง ก็ยกมือในการกุหนูต เช่น ท่านอุมัร (ร.ฎ.) ซึ่งท่านอัลบัยหะกีย์ ระบุว่า ซ่อฮีฮฺ (อ้างแล้ว เล่มที่ 3 หน้า 479) ฉะนั้น ในมัซฮับอัชชาฟิอีย์ จึงระบุทัศนะที่ถูกต้อง (ซ่อฮีฮฺ) เอาไว้ว่า มีซุนนะฮฺให้ยกมือทั้งสอง โดยไม่ต้องลูบหน้า เมื่อดุอาอฺ (กุหนูต) จบ (อ้างแล้ว เล่มที่ 3 หน้า 480)

5. การกุหนูตในละหมาดวิตฺร์ ก็เช่นกัน มีซุนนะฮฺให้ยกมือ ดังรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว ในข้อที่ 4 ส่วนการอ่านดุอาอฺกุหนูต ด้วยสำนวนเฉพาะนั้น ทัศนะที่ถูกต้อง ไม่มีสำนวนที่เจาะจงเฉพาะ ขอดุอาอฺใดก็ได้ ส่วนสำนวน “อัลลอฮุมมะฮฺดินีฯ” นั้น มีรายงานชัดเจน จากท่านอัลหะซัน อิบนุ อะลี (ร.ฎ.) ว่า ท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้สอนดุอาอฺสำนวนนี้ ให้กับท่าน รายงานโดย อบูดาวูด อัตติรมิซีย์ อันนะซาอีย์ และท่านอื่น ๆ ด้วยสายรายงานที่ซ่อฮีฮฺ แต่อัตติรมิซีย์กล่าวว่า นี่เป็นหะดีษฮะซัน (อ้างแล้ว เล่มที่ 3 หน้า 476)

2. การยกมือขณะขอดุอาอฺ มีรายงานระบุในซุนนะฮฺของท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) อย่างมากมาย นักวิชาการระบุว่า ถึงขั้นมุตะวาติรมะอฺนา ทั้งนี้ เมื่อละหมาดเสร็จแล้ว มีซุนนะฮฺให้กล่าวคำซิกรุ้ลลอฮฺ ที่มีรายงานมา หลังจากนั้น ก็มีซุนนะฮฺให้กล่าวคำซ่อละหวาต เมื่อซ่อละหวาตแล้ว จะขอดุอาอฺหลังละหมาดได้ตามประสงค์ และเมื่อจะขอดุอาอฺ ก็มีซุนนะฮฺให้ยกมือ ส่วนจะไม่ยกมือ ก็ไม่เป็นอะไร เพราะเป็นซุนนะฮฺเท่านั้น ถ้าเราจะขอดุอาอฺตามอิหม่ามก็ได้ โดยให้เรากล่าวอามีน

ส่วนฟัตวาของชัยค์ บิน บ๊าซฺ (ร.ฮ.) นั้น ท่านแยกระหว่างละหมาดฟัรฎ ูกับละหมาดซุนนะฮฺ โดยสรุปว่า การขอดุอาอฺหลังละหมาดฟัรฎู นั้น ไม่มีบัญญัติให้ยกมือ ส่วนหลังละหมาดซุนนะฮฺ ท่านระบุว่า ไม่ทราบว่ามีข้อห้ามในการยกมือ ในการขอดุอาอฺ โดยถือตามนัยกว้าง ๆ ของหลักฐาน ซึ่งการแยกระหว่างหลังละหมาดฟัรฎู กับหลังละหมาดซุนนะฮฺ ไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะถ้าหลังละหมาดฟัรฎู ไม่มีบัญญัติให้ยกมือ หลังละหมาดซุนนะฮฺ ก็น่าจะไม่มีบัญญัติเหมือนกัน และถ้าหากอาศัยนัยกว้าง ๆ ของหลักฐาน มารับรองการยกมือ หลังละหมาดซุนนะฮฺ ก็น่าจะใช้นัยกว้าง ๆ นั้น มารับรองการยกมือ หลังละหมาดฟัรฎูด้วย (ดูมัจญมูอฺ ฟะตาวา , ชัยค์ บินบ๊าซฺ เล่มที่ 11/180-181)

1. การกระทำของผู้คนที่มัสญิดฮะรอมนั้น ไม่เป็นหลักฐานทางวิชาการ ในการชี้ขาดปัญหาศาสนา เพราะผู้คนที่มาร่วมละหมาดนั้น มีความหลากหลาย อิหม่ามมัสญิดฮะรอม อาจจะไม่ยกมือขอดุอาอฺหลังละหมาด แต่คนที่มาร่วมละหมาด อาจจะยกมือขอดุอาอฺกัน เป็นจำนวนมากก็ได้

والله أعلم

www.alisuasaming.com

หน้าหลัก

กุมภาพันธ์ 5, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม