ทายาทต้องถือศีลอดชดใช้ให้หรือไม่


ขอความสันติ ความเมตตาและความจำเริญจากอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จงประสบแด่ท่านอาจารย์
คำถามมีอยู่ว่า "ผู้เป็นบิดา/มารดา ขาดการถือศีลอด อันเนื่องจากป่วย หรือ เจตนาขาดเฉยๆ แล้วเขาได้เสียชีวิตลง โดยยังไม่ได้ชดใช้ ผู้เป็นทายาทจะต้องถือศีลอดชดใช้แทนให้หรือไม่"
ขออัลลอฮ์ทรงตอบแทนความดีแก่อาจารย์ครับ

ถามโดย - หะซัน

وعليكم السلام ورحمة الله و بركاته
الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛

ต้องแยกเป็น 2 กรณี คือ

1) กรณีขาดการถือศีลอด อันเนื่องจากป่วยหรือมีอุปสรรค (อุซรฺ) และยังไม่สามารถเกาะฎออฺชดใช้จนกระทั่งเสียชีวิต ก็ถือว่าไม่มีสิ่งใดจำเป็นเหนือบุคคลในกรณีนี้ไม่ต้องถือศีลอดชดใช้ (เกาะฎออฺ) แทนให้และไม่ต้องออกอาหารแทนแต่อย่างใด กรณีนี้ไมีมีข้อขัดแย้งในมัซฮับอัซ-ซาฟิอียฺ และตามนี้อิหม่ามอบูหะนีฟะฮฺ อิหม่ามมาลิก และปวงปราชญ์ กล่าวเอาไว้

อัล-อับดะรียฺกล่าวว่า : เป็นคำพูดของบรรดานักปราชญ์ทั้งปวง ยกเว้น ฏอวูส และเกาะตาดะฮฺ ซึ่งทั้ง 2 กล่าวว่า จำเป็นต้องออกอาหารให้แก่คนยากจนวันละ 1 มุดดฺ ตามจำนวนวันที่ขาดไป

2) กรณีบุคคลที่สามารถถือศีลอดในเราะมะฎอนได้ แต่ไม่ถือจนกระทั่งเสียชีวิต ในมัซฮับ อัซ-ซาฟิอียฺมี 2 คำกล่าว ที่มัซฮู๊รที่สุดคือให้ออกอาหารแทนวันละ 1 มุดดฺตามจำนวนวันที่ขาดไป สองเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องที่สุด (อะเศาะหฺ) ตามหลักฐานคือให้ผู้ปกครอง (วะลียฺ) อันหมายถึงญาติใกล้ชิด เช่น ลูก เป็นต้น ถือศีลอดชดใช้ (เกาะฎออฺ) แทนให้แก่ผู้เสียชีวิต ซึ่งฏอวูส อัล-หะสัน อัล-บะศอรียฺ อัซ-ซุฮฺรียฺ เกาะตาดะฮฺ อบูเษาริน และอาวูด ก็กล่าวเช่นนี้

ส่วนอิบนุ อับบาส อิหม่ามอะหฺหมัด และอิสหาก กล่าวว่า : ถ้าเป็นการถือศีลอดนะซัร (บนบาน) ก็ให้ถือศีลอดชดใช้แทนให้แก่ผู้เสียชีวิต แต่ถ้าเป็นการถือศีลอดเราะมะฎอนก็ให้ออกอาหารแทน ส่วนอิหม่ามอบูหะนีฟะฮฺและมาลิกชี้ขาดว่าให้ออกอาหารแทนและไม่อนุญาตให้ถือศีลอดแทน (กิตาบ อัล-มัจญมูอฺ ซัรหุ้ลมุฮัซซับ เล่มที่ 6 หน้า 421) ก็ให้พิจารณาตามที่กล่าวมาข้างต้น

والله أعلم بالصواب

 

พิธีกรรมต่างๆ

อยากทราบดังนี้ครับ
1.มุสลิมสามารถเข้าร่วมพิธีไหว้ครูหรือวันแม่ที่มีการมอบดอกไม้ต่างๆได้หรือ ไม่ครับพอดีว่าแถวบ้านผมเป็นเด็กมุสลิมเกือบทั้งหมดแต่เห็นมีการคุกเข่า มอบดอกไม้อะไรประมาณนี้ครับ
2.สามารถเข้าร่วมงานสังสรรปีใหม่ได้หรือไม่หรือแค่มาร่วมจับของขวัญปีใหม่

الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛

ข้อ 1 คำว่า “พิธี” หมายถึง งานที่จัดขึ้นตามลัทธิเพื่อความขลัง แบบ , อย่าง , ธรรมเนียม และการกำหนด เป็นต้น ส่วนคำว่า “พิธีกรรม” หมายถึง การบูชา และ คำว่า “บูชา” หมายถึงแสดงความเคารพบุคคลหรือสิ่งที่นับถือด้วยเครื่องสักการะ มีดอกไม้ ธูป เทียน เป็นต้น หรือหมายถึง ยกย่องเทิดทูนด้วยความนับถือหรือเลื่อมใสในความรู้ความสามารถ

ส่วนคำว่า “ไหว้” เป็นคำกิริยา หมายถึง ทำความเคารพโดยยกมือขึ้นประนมไหว้ครู หมายถึง ทำพิธีไหว้ครูบาอาจารย์ จากคำนิยามถ้อยคำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพิธีไหว้ครู

จะเห็นได้ว่าพิธีไหว้ครูโดยรวมจะมี 2 นัย

1) งานที่จัดขึ้นตามธรรมเนียมเพื่อแสดงการยกย่องด้วยความนับถือในความรู้ของครู ที่ประสิทธิประสาทวิชาให้แก่ศิษย์ ซึ่งนัยนี้เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติที่สามารถกำหนดแบบของงานให้สอดคล้องกับ หลักการของศาสนาอิสลามได้ เช่น มีการมอบของขวัญ (ฮะดียะฮฺ) ให้แก่ครู การบรรยายศาสนธรรมในหัวข้อเรื่องที่เกี่ยวกับความสำคัญของครู เป็นต้น หากพิธีไหว้ครูเป็นไปในลักษณะนี้ก็สามารถเข้าร่วมได้ ซึ่งโรงเรียนสามัญที่มีนักเรียนมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็น อย่างที่ว่านี้

2) งานที่จัดขึ้นตามลัทธิความเชื่อทางศาสนาในรูปแบบพิธีกรรมที่มีการบูชาเป็น องค์ประกอบโดยคำว่าบูชานี้หมายถึง การแสดงความเคารพบุคคลคือครูด้วยเครื่องสักการะ มีดอกไม้ ธูป เทียน เป็นต้น มีการกล่าวคำไหว้ครูเป็นภาษาบาลี เช่น ปาเจรา จริยา โหนฺติ ฯลฯ เป็นต้น ตามนัยที่ 2 นี้มุสลิมไม่สามารถเข้าร่วมพิธีไหว้ครูในแบบนี้ได้ และจำต้องหลีกเลี่ยงเพราะเป็นพิธีกรรมมีคติความเชื่อและรูปแบบทางศาสนาเข้า มาเกี่ยวข้อง หากเลี่ยงไม่ได้ก็ร่วมได้เฉพาะในส่วนที่อนุโลมให้เท่านั้น ซึ่งคงทำได้เพียงนั่งเฉยๆ ส่วนการปรับรูปแบบเป็นเพียงการมอบดอกไม้และคุกเข่าต่อหน้าครูนั้นก็ถือว่า กระทำได้ แต่ยังเป็นสิ่งที่ไม่ควร (มักรูฮฺ) ผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องควรปรับให้เป็นตามรูปแบบข้อแรกน่าจะเหมาะสมกว่า

ข้อ 2. งานสังสรรค์วันปีใหม่มิใช่เรื่องศาสนาและมิใช่เรื่องของพิธีกรรม แต่เป็นประเพณีนิยมที่เป็นสากลทางโลกซึงมีที่มาจากชาวคัมภีร์ ดังนั้นการไม่เข้าร่วมได้เป็นดีที่สุดเนื่องจากไม่ใช่วันสำคัญสำหรับมุสลิม!

والله أعلم بالصواب

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม