ฮูก่มการผิดประเวณี



สลามครับอาจารย์
ผมอยากให้อาจารย์อธิบาย อายะห์กุรอ่าน โองการที่ว่า والزانية والزنى فاجلدوا كل واحد منهما مائة جلدة........ الخ
อายะห์นี้ อัลเลาะห์ใช้ให้ต ี100 ครั้ง ทั้งคนที่แต่งงาน แล้วและไม่ได้ได้แต่งงาน ใช่หรือเปล่าครับ
แล้วเรื่องที่ให้ขว้างจนตาย ละครับ อาจารย์ช่วยอธิบาย ถึงฮุก่มเรื่องนี้หน่อยครับ
แล้วโองการที่ว่า الزانى لا ينكح الا زانية........ الخ
แล้วอายะห์นี้ ชายที่ผิดประเวณีกับหญิงที่ผิดประะเวณี ทั้งแต่งงานกับคนอื่นไม่ได้ นอกจาก แต่งกันเองใช่ไหมครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วโองการที่ว่า
فانكحوا ما طاب لكم من النساء
และอาดิษของท่านนาบีที่ว่า
وقال رسول الله صلى الله عليه وسلم الحرام لا يحرم الحلال
ขอให้อายจารย์อธิบาย ถึงฮุก่มเรื่อง ทุกๆ อย่างละเอียดได้ไหมครับ
ชุกรอนมากครับ
วัสลาม

وعليكم السلام ورحمة الله وبركاته
الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛


1. อายะฮฺที่ 2 จากสูเราะฮฺ อันนูร "الزَّانِيَةُ وَالزَّانِي فَاجْلِدُوا كُلَّ وَاحِدٍ مِّنْهُمَا مِائَةَ جَلْدَةٍ" เป็นหลักฐานที่เด็ดขาด ในเรื่องบทลงโทษ ผู้ผิดประเวณี ทั้งชายหญิง ด้วยการเฆี่ยน (الجلْد) จำนวน 100 ที ปวงปราชญ์ฝ่ายอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ มีทัศนะพ้องกันว่า ผู้ผิดประเวณีที่ถูกลงโทษ ด้วยการเฆี่ยนนั้น คือผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน (غَيْرُالْمُحْصَنِ) ส่วนพวกเคาะวาริจญ์ มีทัศนะว่า นัยของอายะฮฺนี้ ครอบคลุมทั้งผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน และผู้ที่แต่งงานแล้ว (اَلْمُحْصَنُ) และปฏิเสธบทลงโทษ ว่าด้วยการขว้างด้วยก้อนหิน (اَلرَّجْمُ)

ฝ่ายอะฮฺลิสสุนนะฮฺ อธิบายว่า ถึงแม้ว่าอายะฮฺนี้ จะครอบคุลมผู้กระทำผิดประเวณี ทุกประเภท แต่สุนนะฮฺของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ทั้งที่เป็นสุนนะฮฺในเชิงคำพูด และการกระทำ ก็มาอธิบาย และให้ความกระจ่าง ในสิ่งที่อัล-กุรอานได้ระบุเอาไว้ โดยคร่าวๆ (اَلْمُجْمَلُ) ด้วยการจำกัดความของนัยที่บ่งถึงโดยรวม (تَخْصِيْصُ عُمُوْمِ الكتابِ) ซึ่งอัล-กุรอานเอง ก็ระบุถึงหน้าที่นี้เอาไว้ เช่น อายะฮฺที่ว่า

" لِتُبَيِّنَ لِلنَّاسِ مَا نُزِّلَ إِلَيْهِمْ "

เพื่อที่ท่านจะได้ให้ความกระจ่างชัด แก่ผู้คนถึงสิ่งที่ถูกประทานลงมายัง (เรื่องราวของ) พวกเขา

และอายะฮฺที่ว่า

" وَمَا آَتَاكُمُ الرسولُ فَخُذُوهُ "

และสิ่งที่ใดที่รสูลได้นำมายังพวกท่าน พวกท่านก็จงยึดถือสิ่งนั้น (มาปฏิฺบัติ)”

และอายะฮฺที่ว่า

" وَمَا يَنْطِقُ عَنِ الْهَوَى إِنْ هُوَ إِلاَّ وَحْيٌ يُوحَى "

และเขา (รสูล) จะไม่กล่าวถ้อยคำตามอำเภอใจ สิ่งที่กล่าวนั้น หาใช่อื่นใดไม่ นอกจากเป็นวะฮียฺ ที่ถูกดลใจ” เป็นต้น มีตัวอย่างมากมาย ที่สุนนะฮฺของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) มาจำกัดความ และนัยกว้างๆ ของอัล-กุรอาน เช่น อายะฮฺที่ว่า

" وَالسارقُ والسَّارِقَةُ فَاقْطَعُوا أيديهما "

และชายที่ลักขโมย และหญิงที่ลักขโมยนั้น พวกท่านจงตัดมือ บุคคลทั้งสอง” ถ้อยคำของ อายะฮฺนี้ ครอบคลุมผู้ลักขโมย ทุกประเภท แม้กระทั่งผู้ขโมยสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ เช่น เข็มเย็บผ้าหนึ่งอัน เป็นต้น แต่สุนนะฮฺได้มาจำกัดความ ของข้อชี้ขาดในอายะฮฺ ที่ว่าสิ่งที่ถูกลักขโมยนั้น ต้องมีราคาหนึ่งในสี่ของดีนาร หรือเท่ากับ 10 ดิรฮัม เป็นต้น

และบรรดาเศาะฮะบะฮฺ ตลอดจนบรรดานักวิชาการในยุคสลัฟ ต่างก็มีมติเป็นเอกฉันท์ (อิจญ์มาอฺ) ว่าผู้ที่กระทำผิดประเวณี ซึ่งแต่งงานแล้ว จะต้องถูกขว้าง ด้วยก้อนหินจนตาย การที่อัล-กุรอาน ไม่ได้ระบุถึงเรื่องการลงโทษ ด้วยการขว้างเอาไว้ ก็ไม่ได้ หมายความว่า บทลงโทษนี้ ไม่มีในบัญญัติของศาสนา เพราะมีรายงานมา อย่างท่วมท้นในเชิงความหมาย (مُتَوَاتِرٌمَعْنَوِيٌ) ว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ดำเนินการบทลงโทษ ด้วยการขว้างนี้ กับเศาะหาบะฮฺบางท่าน เช่น มาอิซฺ และสตรีอัล-ฆอมิดียะฮฺ เป็นต้น

บรรดาคุละฟาอฺ อัร-รอชิดูน ก็ดำเนินการบทลงโทษนี้ และประกาศให้เป็นที่รับรู้ว่า การขว้างด้วยก้อนหิน คือ บทลงโทษของการผิดประเวณี ที่เกิดขึ้นภายหลังการแต่งงานแล้ว (ดู เราะวาอิอุลบะยาน ตัฟสีร อาตฺ อัล-อะหฺกาม ; มุฮัมมัด อะลี อัศ-ศอบูนียฺ เล่มที่ 2 หน้า 21-24)

พวกเคาะวาริจญ์ได้ตำหนิ ท่านอุมัร อิบนุ อับดิลอะซีซ (ร.ฎ.) ในเรื่องการขว้างด้วยก้อนหิน ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในอัล-กุรอาน ท่านอุมัร อิบนุ อับดิลอะซีซ ก็ถามพวกเคาะวาริจญ์ ว่า ถ้าเช่นนั้น จำนวนรอกอะฮฺของการละหมาดฟัรฎู และอัตรา พิกัดของทรัพย์ซะกาตนั้น เอามาจากไหน? ทั้งๆ ที่ ไม่มีระบุในอัล-กุรอาน! พวกเคาะวาริจญ์ตอบว่า : นั่นเป็นสิ่งที่เอามาจาก การกระทำของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) และชาวมุสลิม ท่านจึงตอบพวกนั้น ว่า : เรื่องนี้ (การขว้าง) ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน! (รูหุล มะอานียฺ ; อัล-อะลูสียฺ 18/78)

2. อายะฮฺที่ 3 จากสูเราะฮฺ อัน-นูรที่ว่า

" الزَّانِي لَا يَنكِحُ إِلَّا زَانِيَةً أَوْ مُشْرِكَةً وَالزَّانِيَةُ لَا يَنكِحُهَا إِلَّا زَانٍ أَوْ مُشْرِكٌ ۚ وَحُرِّمَ ذَٰلِكَ عَلَى الْمُؤْمِنِينَ "

ชายที่ผิดประเวณีจะไม่แต่งงาน นอกจากกับหญิงที่ผิดประเวณี หรือหญิงที่ตั้งภาคี และหญิงที่ผิดประเวณี จะไม่แต่งงาน นอกจากชายที่ผิดประเวณี หรือชายที่ตั้งภาคี และสิ่งดังกล่าวถูกบัญญัติห้าม เหนือเหล่าศรัทธาชน

อายะฮฺนี้ มีมูลเหตุแห่งการประทานลงมา (سَبَبُ النُّزُوْلِ) ระบุเอาไว้หลายรายงานด้วยกัน เช่น อัล-หากิม และอัต-ติรมีซียฺ รายงานจาก อัมรฺ อิบนุ ชุอัยบฺ จากปู่ของเขาว่า มีชายคนหนึ่งชื่อว่า “มัรษัด อัล-เฆาะนะวียฺ” ได้ไปนำเชลยจากมักกะฮฺ เพื่อพาไปยังมะดีนะฮฺ ที่มักกะฮฺมีหญิงโสเภณีนางหนึ่ง ชื่อ “อะน๊าก” เคยเป็นเพื่อนหญิงของมัรษัด (ผู้รายงานได้เล่าเรื่องการพบกกัน ของบุคคลทั้งสอง)

เมื่อมัรษัดกลับมายังมาดีนะฮฺ ก็มาหาท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) และกล่าวว่า ตนจะแต่งงานกับอะน๊าก ได้หรือไม่? ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็ไม่ได้ตอบอันใด จนกระทั่งอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงประทานอายะฮฺนี้ลงมา ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) อ่านอายะฮฺให้มัรษัดฟัง และกล่าวว่า “โอ้ มัรษัด จงอย่าแต่งงานกับนาง”

ในบางรายงาน ก็ระบุเรื่องของหญิงโสเภณี ที่ชื่อ อุมมุ-มะฮฺซู้ล นางจะร่วมหลับนอนกับชาย และตั้งเงื่อนไขว่า หล่อนจะเลี้ยงดูส่งเสียฝ่ายชาย เศาะหะบะฮฺท่านหนึ่ง จึงประสงค์จะแต่งงานกับนาง เป็นเหตุให้อายะฮฺนี้ ประทานลงมา (อัด-ดุรรุลมัรษูร ; อัส-สะยูฏียฺ เล่ม 5 หน้า 19)

บางรายงาน ก็ระบุถึงเรื่องของชาวเพิง (อะฮฺลุศศุฟฟะฮฺ) ซึ่งเป็นเศาะหะบะฮฺ ที่อาศัยอยู่ที่เพิงติดกับมัสยิด อันนะบะวียฺ มีบางคนอยากจะแต่งงาน กับหญิงโสเภณี ในนครมะดีนะฮฺ เพื่อจะได้อาศัยบ้านของพวกนาง เป็นที่พักพิง และกินอาหารของพวกนาง อายะฮฺนี้ จึงถูกประทานลงมา (ตัฟสิร อัล-กุรฏุบียฺ เล่ม 12 หน้า 168)

นักวิชาการอธิบายว่า อายะฮฺที่ 3 จากสูเราะฮฺนี้ เป็นการบอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ กล่าวคือ ชายโฉดที่ทำซินา และความชั่วนั้น ย่อมไม่ปรารถนาจะแต่งงาน กับสตรีผู้ศรัทธาที่ประพฤติดี แต่จะปรารถนาในสตรีชั่ว เช่นเดียวกับตน หรือหญิงที่ตั้งภาคี ส่วนหญิงชั่ว ก็จะไม่ปรารถนาในการแต่งงาน กับชายที่ศรัทธาผู้ประพฤติดี แต่ปรารถนาชาย ที่เป็นประเภทเดียวกับนาง หรือชายมุชริก ซึ่งสิ่งนี้ เป็นไปโดยส่วนใหญ่ (เราะวาอิลอุลบะยานฯ 2/50)

และในทัศนะของนักวิชาการส่วนมาก ถือว่าอายะฮฺนี้ ถูกยกเลิก (มันสูเคาะฮฺ) ด้วยอายะฮฺที่ 32 จากสูเราะฮฺ อัน-นูร ที่ว่า وَأَنكِحُوا الْأَيَامَىٰ مِنكُمْ... เหตุนี้ ฝ่ายอัล-หะนะฟียะฮฺ จึงกล่าวว่า : คนที่ทำซินากับหญิงใด เขาผู้นั้นมีสิทธิแต่งงาน กับหญิงนั้นได้ และชายอื่นก็มีสิทธิ ที่จะแต่งงานกับหญิงนั้นได้ นักวิชาการฝ่ายอื่น ก็กล่าวเช่นกันว่า การแต่งงานกับหญิงที่ทำซินานั้น ถือว่าใช้ได้ และเมื่อภรรยาของชายหนึ่งทำซินา (คบชู้) ก็ไม่ทำให้การนิกาหฺเสียไป และเมื่อฝ่ายสามีทำซินา (คบชู้) การแต่งงานของเขากับภรรยา ก็ไม่เสียไปเช่นกัน

นักวิชาการรุ่นก่อน ระบุอายะฮฺที่ 3 จากสูเราะฮฺ อัน-นูรนี้ เป็นอะยะฮฺ มุหฺกะมะฮฺ ไม่ได้ถูกยกเลิก ดังนั้น ตามทัศนะนี้ เมื่อฝ่ายสามีทำซินา การนิกาหฺระหว่างสามีกับภรรยาของตน ก็เสียไป และเมื่อฝ่ายหญิงทำซินา การนิกาหฺระหว่างนางกับสามี ก็เสียไป แต่บางคนในนักวิชาการฝ่ายนี้ กล่าวว่า : การนิกาหฺยังไม่ถูกยกเลิก ไปด้วยสิ่งดังกล่าว แต่ฝ่ายสามีจะถูกใช้ให้หย่าภรรยาของตน เมื่อนางทำซินา หากเขายังคงรับนางไว้ เป็นภรรยาดังเดิม เขาก็มีบาป (ตีฟสีร อัล-มุนีร ดร.วะฮฺบะฮฺ อัซ-ซุหัยลียฺ เล่มที่ 18 หน้า 139)

ดังนั้น ในประเด็นว่าด้วยการแต่งงาน กับหญิงทีทำซินา จึงแบ่งออกเป็น 2 ทัศนะ คือ

1) เป็นที่ต้องห้าม เป็นทัศนะที่ถูกถ่ายทอด มาจากท่านอะลี (ร.ฎ.) อัล-บะรออฺ (ร.ฎ.) ท่านหญิงอาอิซะฮฺ (ร.ฎ.) และอิบนุ มัสอู๊ด (ร.ฎ.) หลักฐานของฝ่ายนี้ ถือตามนัยที่ปรากฏของอายะฮฺข้างต้น ซึ่งเป็นประโยคบอกเล่า แต่มีความหมายเป็นการห้าม และถือว่าหะรอม โดยการบ่งชี้ ของท้ายอายะฮฺที่ว่า ... “และสิ่งดังกล่าวถูกบัญญัติห้ามเหนือเหล่าศรัทธาชน” และอาศัยรายงาน ที่ระบุถึงมูลเหตุ แห่งการประทานอายะฮฺนี้ ลงมา ในเรื่องของ มัรษัด ซึ่งท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ห้ามมิให้ท่านแต่งงาน กับหญิงโสเภณี ที่ชื่ออะน๊าก

2.) อนุญาต เป็นทัศนะที่ถูกถ่ายทอด มาจากท่านอบูบักร (ร.ฎ.) อุมัร (ร.ฎ.) และอิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) และเป็นทัศนะของปวงปราชญ์ และอิหม่ามทั้ง 4 ท่าน หลักฐานก็คือ อัล-หะดิษบทที่ยกมาในคำถาม ซึ่งรายงานโดยท่านหญิงอาอิซะฮฺ (ร.ฎ.) เองว่า ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ถูกถามถึงชายคนหนึ่ง ทำซินากับหญิงหนึ่ง และเขาก็ต้องการแต่งงานกับนาง ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า :

" أُوَّلُهُ سِفَاحٌ وآخِرُه نِكَاحٌ ، وَالْحَرَامُ لايُحَرِّمُ الحَلَالَ "

ตอนแรกเป็นการผิดประเวณี ตอนท้ายเป็นการนิกาหฺ และสิ่งต้องห้าม จะไม่ทำให้สิ่งที่หะล้าล เป็นสิ่งต้องห้าม

หมายถึงการผิดประเวณี (ซินา) อันเป็นสิ่งต้องห้ามนั้น ไม่ได้ทำให้สิ่งหะล้าล (คือการแต่งงาน) เป็นที่ต้องห้ามไปด้วย แต่อย่างใด หะดีษนี้บันทึกโดย อัฏ-เฏาะบะรอนียฺ และอัด-ดาเราะกุฏนียฺ และอาศัยหลักฐานจากการกระทำของท่านอบูบักร (ร.ฎ.) ที่มีเรื่องของชายผู้หนึ่ง ไปเป็นแขกของเจ้าของบ้าน แล้วชายผู้นั้น ก็ทำซินากับลูกสาวเจ้าของบ้าน
ท่านอบูบักร (ร.ฎ.) ใช้ให้นำคนทั้งสองไปเฆี่ยน แล้วก็แต่งงานคนทั้งสอง และเนรเทศทั้งคู่ เป็นเวลา 1 ปี (อะหฺกามุลกุรอาน ; อิบนุอะเราะบียฺ เล่ม 3 หน้า 1319) และอ้างคำกล่าวของอิบนุอับบาสฺ (ร.ฎ.) ที่ถูกถามถึงประโยคที่ว่า ตอนแรกเป็นการทำซินา ตอนท้ายเป็นการนิกาหฺ ว่า เรื่องดังกล่าว ก็เหมือนกับกรณี ของชายคนหนึ่ง ได้ขโมยผลไม้ จากสวนของชายคนหนึ่ง ต่อมาชายที่ขโมยนี้ ก็มาหาเจ้าของสวน แล้วซื้อผลไม้จากเขา สิ่งที่เขาขโมย เป็นที่ต้องห้าม และสิ่งที่เขาซื้อนั้น เป็นที่หะล้าล (ตัฟสิร อัล-กุรฏุบียฺ เล่มที่ 12 หน้า 170)

والله أعلم بالصواب

www.alisuasaming.com

หน้าหลัก

ธันวาคม 07, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม