Custom Search

การกล่าว..ซัยดินา..ในละหมาด

ถาม  มีคนบอกผมว่า การเพิ่ม...ซัยดินา..ในอัตฮี่ยา นั้น เป็นบิดอะฮ เพราะไม่มีฮาดิษบอกว่า นบีทำ ลองถามอุซตะ อุซตะบอกว่ากล่าวได้ เเต่ไม่ควรกล่าวดีกว่า

ตอบ  بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم

اَلْحَمْدُ للهِ رَبِّ الْعَالَمِيْنَ وَ الصَّلاَةُ وَالسَّلاَمُ عَلىَ سَيِّدِنَا مُحَمَّدٍ وَعَليَ اَلِهِ وَصَحْبِهِ أَجْمَعِيْنَ

ท่านซัยยิดินามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  คือผู้เป็นหัวหน้า (ซัยยิดนา) แห่งมวลมนุษยชาติ ผู้เป็นลูกหลานของนบีอาดัม  ดังนั้น มนุษย์คนหนึ่ง จะไม่เข้าไปอยู่ในห้วงของอิหม่าน นอกจากเขาต้องมีความรัก  ให้เกียรติ  ต่อท่านนบีมุฮัมมัด  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

อนึ่ง  อัลเลาะฮ์ตะอาลา  ทรงสอนให้เรามีมารยาท ต่อซัยยิดนามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ขณะที่พระองค์ได้ทรงสนทนา กล่าวถึงบรรดานบีทั้งหมด เพียงแค่เอ่ยนามของพวกเขา เท่านั้น แต่สำหรับท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  พระองค์มิได้กล่าวเพียงแต่ชื่อของท่านเพียงเท่านั้น   แต่ทว่าพระองค์จะทรงตรัสว่า   يَا أَيُّهَا النَّبِيُّ  “โอ้นบีเอ๋ย”  และทรงตรัสว่า  يَا أَيُّهَا الرَّسُولُ  “โอ้ร่อซูลเอ๋ย” และพระองค์ได้ทรงบัญญัติใช้ให้เรา มีมารยาท และทำการให้เกียรติต่อท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ซึ่งพระองค์ทรงตรัสความว่า

إِنَّا أَرْسَلْنَاكَ شَاهِدًا وَمُبَشِّرًا وَنَذِيرًا * لِتُؤْمِنُوا بِاللَّهِ وَرَسُولِهِ وَتُعَزِّرُوهُ وَتُوَقِّرُوهُ وَتُسَبِّحُوهُ بُكْرَةً وَأَصِيلًا

แท้จริงเราได้แต่งตั้งเจ้าให้เป็นศาสนทูต เพื่อเป็นสักขีพยาน  เพื่อเป็นผู้ประกาศข่าวอันประเสริฐ  และเป็นผู้ตักเตือน  เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความศรัทธาต่ออัลเลาะฮ์  และศาสนทูตของพระองค์ และเพื่อพวกเจ้าจะได้ช่วยเหลือเขา  และให้เกียรติยกย่องเขา  และพวกเขาจงสดุดีความบริสุทธิ์ ต่อพระองค์ทั้งยามเช้าและยามเย็น”  อัลฟัตห์ 8 – 9

ท่านอัลก่อตาดะฮ์  ตาบิอีน  ได้กล่าวอธิบายว่า

وَتُوَقِّرُوهُ أمر الله بتسويده وتفخيمه

“พวกท่านจะได้ให้เกียรติยกย่องเขา  หมายถึง  พระองค์ทรงบัญชาใช้กล่าวซัยยิดินาต่อท่านนบี และยกย่องให้เกียรติต่อท่าน”  ตัฟซีรอัฏฏ่อบะรีย์ อธิบายซูเราะฮ์อัลฟัตห์ อายะฮ์ 8 - 9

ท่านอัซซุดีย์  ได้กล่าวอธิบายว่า

 وَتُوَقِّرُوهُ  ‏أي تسودوه

“เพื่อพวกท่านจะได้ให้เกียรติยกย่องเขา  หมายถึง  เพื่อพวกท่านจะได้กล่าวซัยยิดินาต่อเขา”  ตัฟซีรอัลกุรฏุบีย์  อธิบายซูเราะฮ์อัลฟัตห์ อายะฮ์ 8 - 9

และพระองค์ได้ทรงห้ามเรา จะสนทนาเรียกท่านร่อซูลุลลอฮ์  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เหมือนกับที่พวกเราสนทนาเรียกชื่อกันเอง  พระองค์ทรงตรัสความว่า

لاَ تَجْعَلُوا دُعَاءَ الرَّسُولِ بَيْنَكُمْ كَدُعَاءِ بَعْضِكُم بَعْضًا

“พวกเจ้าอย่าทำการเรียกท่านศาสนทูต ในระหว่างพวกเจ้า ให้เหมือนการเรียกของพวกเจ้า ซึ่งกันและกัน (คือเรียกชื่อเฉย ๆ แบบตรง ๆ หรือตะโกน  หรือเรียกอย่างขาดมารยาท)”  อันนูร 63

ดังนั้น  จึงเป็นสิทธิบนพวกเรา  ที่จะต้องสนองคำบัญชาใช ้ของอัลเลาะฮ์ ตะอาลา  และศึกษาร่ำเรียน เกี่ยวการมีมารยาท พร้อมกับความรักที่มีต่อท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  และส่วนหนึ่งจากการมีมารยาท ต่อท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ก็คือ  การกล่าวซัยยิดนา และซ่อลาวาตต่อท่านนบี ในทุกครั้งที่ถูกกล่าวขึ้น  และเราอย่ากล่าวพูดถึงท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  โดยปราศจากการให้เกียรติและยกย่อง

ปวงปราชญ์แห่งประชาชาติอิสลาม  ได้ลงมติว่า  ชอบให้กระทำ (มุสตะฮับ) การเอ่ยนามอันมีเกียรติของท่านนบี พร้อมกับคำว่า ซัยยิดินา  ที่อื่นจากถ้อยคำ ที่ไม่ได้รายงานไว้ ในเชิงอิบาดะฮ์จากทางด้านบัญญัติศาสนา  แต่สำหรับถ้อยคำการเอ่ยนามของท่านนบี ที่มีรายงานมาจากทางด้านศาสนานั้น  เป็นมัซฮับส่วนมาก ของนักปราชญ์ที่มีความเน้นแฟ้นในความรู้  ซึ่งเป็นทัศนะที่ถูกยึดถือ ของปราชญ์อัชชาฟิอียะฮ์  -  อาทิเช่น  ท่านอิมามญะลาลุดดีน อัลมุฮัลลีย์ , ท่านอิมามอัสศะยูฏีย์ , ท่านอิมามอิบนุหะญัร อัลฮัยตะมีย์ , ท่านอิมามอัรร็อมลี  เป็นต้น -  และเป็นทัศนะของปราชญ์ฮะนะฟียะฮ์  -  เช่น  ท่านอิมามอัลฮะละบีย์ , ท่านอิมามอัฏเฏ่าะห์ฏอวีย์ -   และเป็นทัศนะของปราชญ์มาลิกียะฮ์บางส่วน  ซึ่งพวกเขาได้กล่าวว่า  ชอบให้กระทำ (มุสตะฮับ) การเอ่ยนามอันมีเกียรติ ของท่านนบีอยู่ พร้อมกับคำว่า ซัยยิดินา  ในละหมาด  โดยขึ้นอยู่บนหลักการที่ว่า  “การแสดงออกซึ่งมารยาทนั้น จะถูกอยู่ ก่อนการปฏบัติ ตาม”  ซึ่งหลักการดังกล่าว ได้ปรากฏว่าเป็นจุดยืนของท่านอะลี ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  ในช่วงการทำสนธิสัญญาอัลฮุดัยบียะฮ์  โดยท่านอะลีได้ปฏิเสธการลบถ้อยคำว่า “ร่อซูลุลลอฮ์” ในขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้สั่งใช้ให้ลบมัน  เนื่องจากว่าท่านอะลี ได้นำการแสดงออกซึ่งมารยาทอยู่ ก่อนการปฏิบัติตาม

และ หลักการดังกล่าว ได้เกิดขึ้นท่านอบูบักร  อัศศิดดีก ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  เช่นกัน  กล่าวคือ  ในขณะนำละหมาดอยู่ท่านอบูบักร์  ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ  ได้ถอยหลังกลับจากการนำละหมาด  หลังจากที่ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้สั่งใช้ให้ท่านอบุบักร คงอยู่ในสถานที่เดิม  และท่านอบูบักรได้กล่าวแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ภายหลังจากละหมาดเสร็จว่า

  مَا كَانَ لاِبْنِ أَبِي قُحَافَةَ أَنْ يَتَقَدَّمَ بَيْنَ يَدَيْ رَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وآله وسلم

“ไม่บังควรแก่อิบนุอบีกุฮาฟะฮ์ (คือท่านอบูบักร) ทำการล้ำหน้าท่านร่อซุลุลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม”

การกระทำของท่านอุษมาน  อิบนุ  อัฟฟาน  ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ   ก็เช่นเดียวกัน  คือท่านอุษมานได้ล่าช้าการตอวาฟ  กล่าวคือในช่วงเวลาการทำสนธิสัญญาอัลฮุดัยบียะฮ์  ท่านอุษมานได้เข้าไปยังมักกะฮ์ ท่านรู้ดีว่าจำเป็น (วายิบ) ต้องทำการตอวาฟต่อผู้ที่เข้ามักกะฮ์ตามคำสั่งของ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม   แต่ทว่าด้วยการแสดงถึงมารยาท ต่อท่านร่อซูลุลลอฮ์  ท่านอุษมานจึงล่าช้าการตอวาฟ  โดยไม่ตอวาฟก่อนท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  แล้วท่านอุษมาน  ก็กล่าวว่า

مَا كُنْتُ لأَفْعَلَ حَتَّى يَطُوفَ بِهِ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وآله وسلم

“ฉันจะไม่ทำการตอวาฟอย่างแน่นอน  จนกว่าท่านร่อซุลุลลอฮ์  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้ทำการตอวาฟเสียก่อน”

ท่านอัลลามะฮ์  ญะลาลุดดีน  อัลมุฮัลลีย์  กล่าวว่า  “การแสดงออกซึ่งมารยาทกับผู้ที่ถูกเอ่ยนามขึ้น  ด้วยการกล่าวว่า  ซัยยิด  ถูกใช้ให้กระทำตามหลักของศาสนา  ดังนั้น ในฮะดิษที่รายงานโดยบุคอรีและมุสลิม  ที่ว่า  “พวกท่านจงยืนให้แก่หัวหน้า (ซัยยิด) ของพวกท่านเถิด” หมายถึงท่านสะอัด บิน มุอาซฺ  และการเป็นหัวหน้าแกนนำของท่านสะอัด บิน มุอาซฺ นั้น  คือ  ในแง่ของความรู้และเคร่งครัดในศาสนา  และคำกล่าวของผู้ทำการละหมาด  ที่ว่า

اللهم صل على سيدنا محمد

“อัลลอฮุ้มม่า  ซ็อลลิ  อะลา  ซัยยิดินา  มุฮัมมัด”

ในคำกล่าวนี้  เป็นการนำมาซึ่งสิ่งที่เราได้ถูกบัญชาใช้  และเพิ่มการบ่งบอกถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (คือท่านนบีเป็นซัยยิดินาเป็นนายและหัวหน้าของเรา)  นั่นก็คือ  การแสดงออกถึงการมีมารยาท  ซึ่งย่อมเป็นสิ่งที่ الأفضل ประเสริฐกว่าการละทิ้งการกล่าวซัยยิดินา อันเนื่องจากความชัดเจนของฮะดิษดังกล่าว  และหากแม้นว่าท่านอัชชัยค์  ญะมาลุดดีน  อัลอัสนาวี  จะมีความสับสนในเรื่องที่ว่าประการใดความประเสริฐกว่า  (คือการกล่าวซัยยิดินาหรือไม่กล่าวนั้นอันใดประเสริฐกว่า) ก็ตาม

สำหรับฮะดิษที่ว่า

لا تُسَيِّدُوني في الصلاة

พวกท่านอย่ากล่าวซัยยิดินากับฉัน ในละหมาด

ซึ่งเป็นฮะดิษที่โมฆะ  ไม่มีที่มาของสายรายงาน  เสมือนกับที่บรรดาฮุฟฟาซฺ นักปราชญ์ฮะดิษ ยุคหลังบางส่วน ได้กล่าวไว้...”

ท่านอัลฮาฟิซฺ  ญะลาลุดดีน  อัสศะยูฏีย์  ได้ถูกถามเกี่ยวกับฮะดิษดังกล่าว ท่านอัสศะยูฏีย์  ได้ตอบว่า  “ฮะดิษดังกล่าวไม่เคยมีการรายงานมาเลย”  และกล่าวอีกว่า  “แท้จริงการที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ไม่ได้กล่าวคำว่า  ซัยยิดินา  ในขณะที่ท่านได้ทำการสอนซอฮาบะฮ์เกี่ยวกับวิธีการซอลาวาตนั้น  เนื่องจากท่านมิชอบการยกเกียรติตนเอง  ด้วยเหตุนี้  ท่านจึงกล่าวว่า

أَنَا سَيِّدُ وَلَدِ آدَمَ وَلاَ فَخْرَ

ฉันนาย (ซัยยิด) ของลูกหลานอาดัม  โดยมิได้ทนงตน

สำหรับ เรานั้น  จำเป็นต้องทำการให้เกียรติและยกย่องต่อท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  และด้วยเหตุนี้  อัลเลาะฮ์ตะอาลา  จึงทรงห้ามเราให้เรียกท่านนบี  เพียงแค่ชื่อเฉย ๆ   พระองค์ทรงตรัสความว่า

لاَ تَجْعَلُوا دُعَاءَ الرَّسُولِ بَيْنَكُمْ كَدُعَاءِ بَعْضِكُم بَعْضًا

พวกเจ้าอย่าทำการเรียกท่านศาสนทูต ในระหว่างพวกเจ้า ให้เหมือนการเรียกของพวกเจ้า ซึ่งกันและกัน (คือเรียกชื่อเฉย ๆ แบบตรง ๆ หรือตะโกน  หรือเรียกอย่างขาดมารยาท)”  อันนูร 63

ในหนังสือ  มิฟตาฮุลฟะลาห์  ของท่านอิมามอิบนุ อะฏออิลลาฮ์  อัสสะกันดารีย์  กล่าวว่า  “ท่าน จงระวังการละทิ้งคำว่า  ซัยยิดินา  เพราะในคำว่า  ซัยยิดินา  นั้น  มีความเร้นลับที่ได้ปรากฏขึ้น แก่ผู้ที่ทำการกล่าวมันเป็นประจำกับอิบาดะฮ์ (การซ่อลาวาต) นั้น” อ้างอิงสรุปจาก  สถาบันฟัตวาแห่งประเทศอียิปต์

ถัดไป

หน้าหลัก

กรกฎาคม 26, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
ติดต่อทีมงาน  www.facebook.com/hasem.piwdee

 

จำนวนผู้เข้าชม