Custom Search

(5)
การมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย

          ความรับผิดชอบมีมากมายบนต้นคอของปัจเจกชน และกลุ่มชนในสังคม นั่นก็คือ ความรับผิดชอบทางธรรมชาติที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดเป็นมาตรการบ่งชี้ ถึงการมีอยู่ของพระผู้สร้างและความเป็นเจ้าที่แท้จริงแต่เพียงพระองค์เดียว ด้วยกฏเกณฑ์ของการสัมผัสภายใน ดังนั้น ความเชื่อมั่นในความมีอยู่จริงของอัลลอฮฺจึงเป็นอะมานะอฺของมนุษย์ หรือเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่จะต้องแบกรับไว้ตลอดชีวิต แล้วความรับผิดชอบอื่นจึงจะตามมาหรือเกิดขึ้นได้

           ในอัล-กุรอานได้ระบุถึงคำสั่งของอัลลอฮฺต่อการมอบหมายความรับผิดชอบ แก่บุคคลที่สมควร ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า

           "แท้จริงอัลลอฮฺทรงบัญชาพวกเจ้าให้มอบการพิทักษ์ (อะมานะฮฺ) ทั้งหลาย แก่ผู้ทรงคุณของมัน และเมื่อพวกเจ้าตัดสินความระหว่างมนุษย์ จงตัดสินโดยยุติธรรม...." (สูเราะฮฺที่ 4 อายะฮฺที่ 58)

            การพิทักษ์ทั้งหลาย หมายความว่าอย่างไร ? คำตอบก็คือ
                    (1) การดูแลกิจการทั้งหลายของมุสลิม (เซด บิน อัสลัม)
                    (2) การบัญชาใช้ให้ผู้ปกครองได้อบรมบ่มนิสัยสตรีเพศ (อิบนุ อับบาส)
                    (3) เป็นคำสั่งให้ท่านนบี (ศ็อลฯ) มอบกุญแจกะอฺบะฮฺคืนแก่อุษมาน บิน อบีฏ็อลฮะฮฺ (อิบนุ ญะรีรฺ)
                    (4) เกี่ยวกับทุกคนที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลสิ่งหนึ่งสิ่งใด             
                    (โดยเกาะตาดะฮฺที่ได้นำหลักฐานจากท่านนบี (ศ็อลฮฺ) ที่กล่าวไว้ว่า "จงมอบความรับผิดชอบแก่ผู้ที่ท่านไว้ใจได้ และอย่าฉ้อฉลกับคนที่ฉ้อแลเจ้า" (โดยฏ็อบรอนี)

             เมื่อประชาชนมอบความไว้วางใจให้เรารับผิดชอบในตำแหน่งอิมาม เราก็ต้องนำทางคนที่เรารับผิดชอบสู่วิถีชีวิตที่ถูกต้อง ไม่หลงไปจากหนทางของอัลลอฮฺ โดยไม่ทำตัวเป็น
                     - หมอมนต์
                     - คนใบ้หวย
                     - คนปัดรังควาน
             แต่ต้องเป็นคนที่พัฒนาิจิตใจไปพร้อมๆกับวัตถุ
             หรือหากเราได้รับความไว้วางใจให้เป็นรัฐมนตรี เราก็จะต้องไม่เป็น
                     - คนฉ้อโกง
                     - คนพูดปด 
                     - คนดีแต่พูด แต่ไม่ยอมทำงาน
                     - คนอวดโตด้วยตำแหน่ง อำนาจ
             แต่จะต้องเป็น
                     - คนให้บริการ
                     - คนพูดจริง ทำจริง
                     - คนซื่อสัตย์
                     - คนที่ไม่โอหัง
                     - คนที่พร้อมจะรับบริการร้องทุกข์จากประชาชน

             คำว่า อะมานะฮฺ จะแปลเป็นไทยในลักษณะใดก็ตาม ความหมายของมัน ยังคงยิ่งใหญ่อยู่เสมอ ดังที่อัลลอฮฺได้ทรงแจ้งแก่เราไว้ว่า
              "แท้จริงเราได้นำ้เสนออะมานะฮฺต่อชั้นฟ้าทั้งหลาย ผินแผ่นดิน และปวงขุนเขา (ให้รับผิดชอบ) แต่พวกมันปฏิเสธที่จะรับมันและกลัวต่อมัน (หน้าที่นี้) แท้จริงมนุษย์นั้นเป็นผู้อธรรมยิ่ง งมงายยิ่ง" (สูเราะฮฺที่ 33 อายะฮฺที่ 72)

              อะมานะฮฺมีความหมายกว้างขวางอย่างไร ก็ต้องอาศัยนักอรรถาธิบาย อัลกุรอานในยุคต้นๆนำเสนอจากอายะฮฺข้างต้นไว้ดังนี้
              (1) อะมานะฮฺในที่นี้คือ สิ่งที่อัลลอฮฺทรงบัญชาใช้ในเรื่องการภักดี และห้ามการฝ่าฝืน (อะบุล อาลิยะฮฺ)
              (2) กฎต่างๆ และกฎหมายต่างๆ ที่อัลลอฮฺได้ทรงวางเป็นหน้าที่แก่มนุษย์ อันนี้มีความหมายใกล้ดว่าอันแรก (ทัศนะของอบนุ อับบาส)
              (3) การปกป้องอวัยวะพึงสงวนของผู้ชายและผู้หญิง (ทัศนะของอุบัย รายงานโดยอิบนุ ญะรีรฺ)
              (4) ความไว้วางใจที่มนุษย์มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน (ซะดี) 
              (5) อะมานะฮฺคือสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงฝากไว้ในชั้นฟ้าทั้งหลาย แผ่นดิน ขุนเขา และสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง ซึ่งหลักฐานที่สำแดงให้เห็นถึงความเป็นพระผู้อภิบาล ของพระองค์แต่ถูกปิดบังต่อมนุษย์ (ทัศนะของเหล่านักตรรกศาสตร์)

          อันเนื่องจากมนุษย์ไม่รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของอะมานะฮฺ จึงได้ขันอาสาที่จะแบกรับ หรือนัยหนึ่งก็คือ การอาสาดังกล่าว เกิดจากการฉ้อฉลในตัวมนุษย์นั่นเอง
          - ไม่มีศักยภาพที่จะเป็นอิม่าม แต่ก็อาสาเป็นอิม่าม
          - ไม่มีศักยภาพที่จะเป็น ส.ส.  แต่ก็อาสาจะเป็น ส.ส.
          ในเรื่องนี้ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ข้อสังเกตเอาไว้ความว่า "หากตำแหน่งความรับผิดชอบถูกวางไว้ผิดที่ ก็จงรอคอยวันโลกสลาย"  

          มันเป็นยุคที่คนซื่อถูกปฏิเสธ แต่คนมดเท็จได้รับการยอมรับ ผู้คนเกิดความหลงใหลอย่างมืดบอด ผู้นำฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ เมื่อวันแห่งแสงสว่างแห่งความจริงปรากฏขึ้น สังคมก็พิการเกินแก้เสียแล้ว เหมือนคนใกล้ตายที่ขอต่ออัลลอฮฺว่า "โปรดทรงเลื่อนเวลาชีวิตของฉัน ไปอีกสักระยะหนึ่ง ฉันจะได้บริจาคและทำความดี"
          แล้วแน่ใจหรือที่เขาจะทำความดี เพราะตอนที่เขาจะตายนั้น อายุของเขาเฉียด 80 ปีแล้ว

          ดังนั้น คนที่กลับกลอกไม่มีอะมานะฮฺ หรือบันไดขั้นที่ 5 นี้ จะมีลักษณะดังนี้
          - เมื่อได้รับความไว้วางใจแล้วหักหลัง
          - เมื่อพูดต้องโกหก
          - เมื่อสัญญาแล้วบิดพลิ้ว
          - และเมื่อวิวาทกันจะทำเกินเลย (รายงานโดย บุคอรี มุสลิม)

          ความสำคัญของอะมานะฮฺก็คือ การเป็นตัวเงื่อนไขของความถูกต้องของความศรัทธา เสมือนกับน้ำละหมาด ที่มีความสำคัญต่อการละหมาด ดังที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้กล่าวไว้ความว่า "ไม่มีอีมาน (ความศรัทธา) แก่บุคคลที่ไม่มีอะมานะฮฺ และไม่มีการละหมาด สำหรับคนที่ไม่มีความสะอาด"  (รายงานโดย ฎ็อบรอนี)
          ในสมัยของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้มีชายคนหนึ่งจากตระกูล "อาลียะฮฺ" มาถามท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า "อะไรที่แข็งแกร่ง และอะไรที่อ่อนโยนในศาสนา" ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ตอบว่า "ที่อ่อนโยนก็คือคำปฏิญาณตนทั้งสอง และที่แข็งแกร่งในศาสนาก็คืออะมานะฮฺ เพราะว่าไม่มีศาสนาแก่ผู้ที่ไม่มีอะมานะฮฺ พร้อมทั้งไม่มีการละหมาดและการจ่ายซะกาตสำหรับเขา" (รายงานโดยอัลบัซซารฺ)
          คนที่ละหมาดไม่ขาด ถือศีลอดไม่ขาด และแม้กระทั่งจ่ายซะกาตไม่เว้น แต่ถ้าเขาไม่มีอะมานะฮฺ จะไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่กับเขาในวันโลกหน้่า ไม่ว่าจะเป็นความดีที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม
          อะมานะฮฺเป็นอาหารหลักของมุสลิม ถ้าขาดมันเท่ากับขาดอาหาร และยังเป็นมิตรที่ดีที่สุด ดังคำไทยที่พูดว่า "ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน"
          ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงหมั่นเพียรขอดุอาอฺให้พ้นจากความหิวโหย และการไม่มีอะมานะฮฺ ดังที่ขอไว้ความว่า

"โอ้อัลลอฮฺ ฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความหิวโหย เพราะมันเป็นเพื่อนที่ไม่ดี และฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ ให้พ้นจากการฉ้อฉล (ไม่อะมานะฮฺ) เพราะมันเป็นมิตรสนิทที่เลว"
(รายงานโดย อบู ดาวูด และ นะสาอี)

          เวลาหิวเราวิ่งต้นหาอาหาร แต่เวลาขาดคุณธรรมเรากลับทำเฉย ไม่หิวเหมือนอาหาร นี่แหละที่เรียกว่า "กะเพาะอันตราย"

{ 1 } { 2 } { 3 } { 4 } { 5 } { 6 } { 7

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม