Custom Search

(2)
การหลีกห่างจากเรื่องไร้สาระ

          คนที่เข้าเฝ้าอัลลอฮฺวันละ 5 เวลา ที่คอยวิงวอนขอความเมตตาและทางนำ จากพระองค์ ยังไม่คิดเลิกเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง และไร้ความหมายต่อชีวิตของตัวเอง กระนั้นหรือ

          คนที่ไม่ทิ้งทั้งละหมาดและเรื่องไร้สาระ มักจะเป็นคนจิตใจป่วยไข้ ขาดความสมบูรณ์ เป็นคนอ่อนแอ ตามอารมณ์ตัวเอง และเพ้อฝันอย่างไร้ทิศทาง คิดเพียงว่าเป็นมุสลิมก็ใช้ได้แล้ว อัลลอฮฺคงไม่คิดเอาลงนรกเหมือนกับพวกปฏิเสธ ละหมาดบ้าง ไม่ละหมาดบ้าง ก็คงไม่เป็นไร ทำบุญบ่อยๆ น่าจะชดเชยกันได้

          พวกไร้สาระชอบทำอะไรตามใจตัวเอง และคิดว่าการงานที่พวกเขากระทำนั้น คือความดีและเป็นความถูกต้องโดยอารมณ์ของตัวเองเป็นมาตรฐานวัด

          ดังนั้น คนที่ชอบความไร้สาระ จะเกลียดชังความมีสาระ คนพวกนี้จึงชอบ
          - ฟังการนินทา ฟังการใส่ร้าย
          - ดูภาพโป๊
          - ดูการพนัน
          มากกว่า
          - การฟังศาสนา
          - การฟังคำตักเตือน
          - ฟังคุตบะฮฺ

          ตราบใดที่ยังชอบเรื่องไร้สาระ ตราบนั้นการละหมาดของเขา จะไม่มีวันได้พบกับ "ความสงบ และความมีสมาธิได้"

          คนที่ชอบอ่านหนังสือการณ์ตูน ก็คือคนที่ชอบความไร้สาระ แต่ปัญญานั้น เกิดจากการอ่านและการพิจารณาสิ่งที่เป็นสาระ เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาอย่างมีเป้าหมายและทิศทาง ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสเอาไว้ ความว่า "และพวกเจ้าคิดหรือว่า เราสร้างพวกเจ้ามาอย่างไร้สาระ และพวกเจ้าจะไม่ถูกนำกลับคืนสู่เรา"  (อัล-มุอฺมินูน-115)

          คนที่คิดว่าชีวิตของตัวเองมีความหมาย ก็คือคนที่คิดอยู่เสมอว่า วันหนึ่งเขาจะต้องตาย และหลังจากตาย ก็จะถูกทำให้ฟื้น และถูกนำไปยืนเบื้องหน้าพระพักตร์แห่งอัลลอฮฺ เพื่อรายงานผลงานที่ทำไว้ในโลกนี้

          แล้วเขาจะคิดว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์ครั้งหนึ่ง ไร้จุดหมายและเป้าหมายได้อย่างไร อันเนื่องจากโอกาสของการทำความดี มีเพียงหนเดียวเท่านั้น

          ในอัลกุรอาน ได้เล่าถึงคนที่ไร้ผลงานได้พยายามต่อรองกับอัลลอฮฺ เพื่อที่จะทรงให้โอกาสแก่พวกเขาได้กลับคืนสู่โลกนี้อีกครั้งหลังจากตาย เพื่อจะได้ทำความดี เพราะพวกเขารู้ประจักษ์ดีว่า คนที่ไร้ผลงานแห่งความดี จะได้รับอะไรตอบแทน ที่นอกเหนือไปจากการลงโทษในไฟนรก

          แม้กระทั่งการสาบานพล่อยๆ ก็ไม่เป็นที่ปรารถนาในอิสลามดังที่ปรากฏอยู่ในอายะฮฺที่ 225 ของซูเราะตุลบะกอเราะฮฺ ซึ่งมีความว่า  "อัลลอฮฺไม่ทรงยึดเอาการสาบานอันไร้สาระของพวกเจ้า (ในการลงโทษ) แต่พระองค์ทรงยึดเอาที่หัวใจของพวกเจ้าแสวงหา (ประกอบขี้น) และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยยิ่ง   ผู้ทรงขันติยิ่ง

          แต่การเอาพระนามของอัลลอฮฺมาอ้างเล่นๆ ย่อมไม่เป็นสิ่งที่ดีนัก สำหรับผู้ที่อ้างตนเองว่าเป็นผู้ศรัทธา เพราะการทำอะไรเล่นๆ กับผู้ที่ได้รับการเคารภักดี ก็เท่ากับเป็นการลบหลู่ดูถูก ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

          ดังนั้น การไถ่โทษของเขาก็คือ
          1. การให้อาหารคนขัดสน 10 คน ตามปริมาณที่เขาให้อาหารแก่คนในครอบครัวของเขา หรือ
          2. ให้เครื่องนุ่งห่มแก่พวกเขา 10 คน หรือ
          3. ปล่อยทาสหนึ่งคน หรือ
          4. หากทำไม่ได้ตามที่กล่าวมาข้างต้น เขาจะต้องถือศีลอด 3 วัน

          ทั้งหมดถือเป็นโทษสำหรับคนปากพล่อย และเป็นการไถ่โทษ เพื่อให้เกิดความระมัดระวังในการใช้คำพูดว่า สิ่งใดสมควรหรือไม่สมควร มุสลิมจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะพูด เพื่อความสะใจ โดยไม่คำนึงถึงผลที่ออกมาว่า มีผลกระทบอย่างไรบ้าง

          มุสลิมที่จะก้าวพ้นบันไดขั้นที่สองนี้ ต้องยึดหลักสองประการดังต่อไปนี้

          1. ไม่ร่วมในการเป็นพยานเท็จ หรือร่วมวงในการมั่วคุยเรื่องไร้สาระ
          2. เดินผ่านเรื่องไร้สาระ (เช่น วงนินทา มหรสพ และอื่นๆ) อย่างมีเกียรติ (ซูเราะฮฺที่ 25 อายะฮฺที่ 72)

          สังคมใดที่ยังติดพันอยู่กับอบายมุข และการละเล่น ในรูปแบบต่างๆ อยู่ สังคมนั้น ก็จะจมปลักอยู่กับชัวิต "มั่วๆ" ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร นอกจาก
          - การตั้งวงการพนัน
          - การตั้งวงเหล้า
          สิ่งดังกล่าวเหล่านี้ จะไม่มีในชุมชนของผู้ศรัทธาอย่างเด็ดขาด และแม้กระทั่งการเชื่อฟังในศาสนา ก็จะไม่งมงายเหมือนคนหูหนวก ตาบอด พร้อมทั้งขอพรต่พระองค์ว่า
          1. ขอให้ได้คู่ครองและลูกๆ เป็นที่ชื่นอก ชื่นใจ หรือเย็นตา
          2. ขอให้พระองค์ทรงทำให้พวกเขาเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ปวงชนที่ดี (ซูเราะฮฺที่ 25 อายะฮฺที่ 73 - 74)

          เราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่รับใช้อัลลอฮฺ ใน 3 รูปแบบ คือ
          1. ต่ออัลลอฮฺ
          2. ต่อตัวเอง
          3. ต่อครอบครัวและสังคม
          เราจึงไม่มีหน้าที่มา
          1. โกหก
          2. นินทา
          3. ใส่ร้าย
          4. สนุกสนานสำเริงสำราญ

{ 1 } { 2 } { 3 } { 4 } { 5 } { 6 } { 7

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

 

จำนวนผู้เข้าชม