Custom Search

บันใด 7 ขั้น
สู่สวรรค์ฟิรฺเดาซ์

คำว่า "ฟิรฺเดาซ์" ในอัลกุรอานมีอยู่ 2 แห่งเท่านั้น คือ

          (1) อายะฮฺที่ 107 ของซูเราะตุล-กะฮฺฟิ และ
          (2) อายะฮฺที่ 11   ของซูเราะตุล-มุอฺมินูน

          นักวิชาการให้ความหมายที่ไม่แตกต่างกัน คือ

          (1) ระดับสูงในสวรรค์ของสวรรค์ชั้นสูง (จากตัฟสีรฺอัยซะรุลตะฟาสีรฺ ของ อบูบักรฺ ญาบิรฮ อัล-ญะซาอิริ)
          (2) สถานที่สูงในสวรรค์ (จากตัฟสีรฺวาฎีฮ์ ของ ดร.มุหัมมัด มะหฺหมูด มะญาซี)
          (3) เป็นชื่อหนึ่งของสวรรค์ หรือ ชั้นของสวรรค์ที่อยู่อันดับสูง (จากตัฟสีร์บัยฎอวี ของ กอฎี นาศีรุดดีน อะบีสะอีด อับดุลลอฮฺ บุตรอุมัรฺ บุตรมุหัมมัด อัช-ชีรอซี อัลบัยฎอวี)
          (4) สวนที่กว้าง รวมไว้ซึ่งผลไม้ทุกชนิด (จากตัฟสีรฺ อัล-กัชชาฟ ของ อัล-ซะมัคชะริ)
          (5) สวรรค์ชั้นสูงที่มีลำน้ำแห่งสวรรค์ (จากตัฟสีรฺ ศ็อฟวะตุด ตะฟาสีรฺ ของมุหัมมัดอาลี อัศ-ศอบูรี)
          (6) เป็นที่สูงของสวรรค์ อยู่ตรงกลางและประเสริฐสุด (จากตัฟสีรฺอัล-กุรฏูบี ของอบูอับลิลลาฮฺ มุหัมมัด บุตรอะหฺมัด อัล-อันศอรี อัลกุรฏูบี)
          (7) ที่สูงของสวรรค์ และส่วนกลางของสวรรค์ มีลำน้ำของสวรรค์พุ่งอยู่ และอะรัชของอัลลอฮฺอยู่เหนือมัน (จากตัฟสีรฺอิบนุ กะษีร)

          การเดินทางสู่สวรรค์ฟิรฺเดาช์นั้น ไม่ใช่กระทำได้ง่ายๆ เพราะมันเป็นสวรรค์ชั้นสูง จะใช้เพียงการละหมาด หรือการถือศีลอด หรือ การทำฮัจญ์บ่อยๆ คงจะไม่ได้

          ดังนั้น เรามีบันใด 7 ขั้น ที่จะเสนอให้เดิน โดยได้เนื้อหาสาระมาจากซูเราะตุลมุอฺมินูน ตั้งแต่อายะฮฺที่ 1 ถึง 10 อันได้แก่

          (1) ความถ่อมตนในละหมาด
          (2) การหลีกห่างจากเรื่องร้ายสาระ
          (3) การบริจาคซะกาต และการขัดเกลากิเลส
          (4) การไม่ล่วงละเมิดทางเพศ
          (5) การมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย
          (6) การปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้
          (7) การรักษาเวลาละหมาดอยู่เสมอ

          หากจะพิจารณาแล้ว ไม่มีข้อใดที่ปฏิบัติไม่ได้ โดยมีเงื่อนไขอยู่เพียงข้อเดียวคือ "ใจรับหรือไม่" เท่านั้น ถ้าลงมือกระทำด้วยความศรัทธามั่น ผลก็คือ ความสำเร็จที่จะได้รับทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า

          ฉะนั้น ลองมาช่วยกันพิจารณากันทีละขั้น จนบันใดทั้ง 7 ขั้นสามาารถเชื่อมโยงกันได้ และในที่สุดไปบรรจบอยู่ที่ "ฟิรฺเดาซ์" อย่างสมบูรณ์แบบ

(1)
ความถ่อมตนในละหมาด

          ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการละหมาดเสียก่อน จึงจะก้าวไปสู่คุณลักษณะที่เป็นความเด่น และความงดงามของมัน

          ความสำคัญในแง่ของอัลกุรอาน

          1. การละหมาดยับยั้งการลามกและการชั่วช้า (ของผู้ละหมาดที่บริสุทธิ์ใจ) (อัล-อังกะบูต :45)
          2. การละหมาดเป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธา ตามเวลาที่กำหนดไว้ (อัน-นิสาอฺ :103)
          3. บรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิง บางคนเป็นผู้ปกครองอีก บางคนในการทำหน้าที่ใช้กันทำความดี ห้ามกันจากการทำชั่ว และจัดให้มีการละหมาด (ญะมาอะฮฺ)  (อัต-เตาบะฮฺ :71)
          4. (ชาวนรกซะกอรฺ กล่าวถึงการตกนรกซะกอรฺของพวกเขาว่า) พวกเขากล่าวว่า พวกเราไม่ได้เป็นผู้ละหมาด (อัล-มุดดัษษิรฺ : 43)
          5. หากพวกเขาสารภาพผิดและกลับตัว ดำรงละหมาด และบริจาคซะกาต ดังนั้น พวกเขาคือพี่น้องร่วมศาสนาของท่าน (อัต-เตาบะฮฺ - 11)
          6. ชนรุ่นหลังที่ละทิ้ง (ทำลาย) การละหมาด และตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ พวกเขาจะพบกับความหายนะ (มัรฺยัม: 59)

          ความสำคัญของการละหมาดจากวจนะของท่านนบี (ศ็อลฯ)

          1. ท่านนบี (ศ็อลฯ) เปรียบเทียบการละหมาด 5 เวลา กับการอาบน้ำในแม่น้ำหน้าบ้านวันละ 5 ครั้ง ที่ทำให้ร่างกายสะอาดได้ฉันใด การละหมาดก็สามารถลบความผิดได้ฉันนั้น (โดยบุคอรี และ มุสลิม)
          2. การละหมาด 5 เวลา และการละหมาดวันศุกร์ทุกศุกร์ สามารถไถ่บาประหว่างเวลาดังกล่าวได้ แต่จะต้องไม่ใช่บาปใหญ่ (โดยบุคอรี และติรฺมิซีย์)
          3. สิ่งแรกที่มนุษย์จะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ คือ การละหมาด หากละหมาดดี การงานทั้งหมดก็ดีไปด้วย หากไม่ดี การงานอื่นๆ ก็พลอยเสียไปด้วย (โดยฏ็อบรอนีย์)
          4. การแยกระหว่างบุคคลกับการปฏิเสธก็คือ การละทิ้งละหมาด (โดยอะหฺมัด และ มุสลิม)
          5. สัญญาระหว่างพวกเเรากับพวกเขา ก็คือการละหมาด ผู้ทิ้งใดละทิ้งการละหมาด คือ ผู้ปฏิเสธ (โดยอะหฺมัด, อบู ดาวูด, นะสาอีย์)

          สรุปประเด็นสำคัญจากอัลกุรอาน - อัลหะดีษ

          (1) เราจะต้องเอาการละหมาดของเรายับยั้งความชั่วทั้งหายให้ได้
          (2) ให้ถือว่าการละหมาดเป็นหน้าที่ของเราโดยความเต็มใจ
          (3) อิม่ามต้องทำหน้าที่ในการนำละหมาด พร้อมไปกับการใช้ประชาชนให้ทำดี และกล้าห้ามพวกเขาจากการทำชั่ว
          (4) มีนรกพิเศษไว้สำหรับมุสลิมที่ไม่ละหมาด ที่ชื่อ "ซะกอรฺ"
          (5) การละหมาดถือเป็นมาตรฐานหนึ่งในการวัดจิตใจคนที่กลับใจ
          (6) ความหายนะของคนรุ่นใหม่คือ การละทิ้งละหมาดและยึดเอาอารมณ์เป็นพระเจ้า
          (7) การละหมาดชำระจิตใจและบาปบางอย่างได้
          (8) การละหมาดเป็นตัว "จูน" การงานอื่นให้เป็นบวกและเป็นลบได้
          (9) คนละหมาดกับคนที่ทิ้งละหมาด อุณหภูมิแห่งความศรัทธาย่อมแตกต่างกัน
          (10) คนที่ละเลยการละหมาด ก็คือคนที่ละเลยบุญคุณแห่งอัลลอฮฺ

          เมื่อเราได้รับรู้ความสำคัญของการละหมาดแล้ว ก็ควรมาพิจารณาว่า ความงดงามของมันอยู่ตรงไหน? แน่นอน ความงดงามของการละหมาดต้องอยู่ที่การถ่อมตนของผู้ละหมาดนั่นเอง

          ในอัลกุรอานได้บอกว่าการละหมาดเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องหนัก แต่ต้องยกเว้นสำหรับผู้ที่ถ่อมตน และผู้ที่ถ่อมตนเป็นอย่างไร? อัลกุรอานได้ให้คำตอบไว้ว่า
          - ผู้ที่คิดว่าเขาจะได้พบกับพระผู้อภิบาลของเขา ล
          - ผู้ที่คิดว่าวันหนึ่งเจาจะต้องถูกนำกลับคือสู่พระองค์

          คนที่ยืนละหมาดในสภาพจิตใจที่มั่นคงอย่างนี้ ย่อมบอกกับตัวเองได้ว่า
           - ร่างกายของเขาจะหยุดนิ่ง
          - จิตใจของเขาสงบ

          เขาสำนึกอยู่เสมอว่า เขากำลังอยู่ต่อหน้า
           - พระผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
          - พระผู้ทรงอำนาจ
          - พระผู้ทรงให้คุณ ให้โทษได้

          จึงส่งผลให้
          - ความลำพองหดตัว
          - ความยิ่งใหญ่เล็กลง
          - ความโอ้อวดหมดรสชาติ

          ซึ่งขณะนี้มีแต่
          - ฉันตัวเล็กๆ
          - ฉันไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่
          - ฉันจะโอ้อวดไปเพื่ออะไร?

          แล้วทำไมจึง
          - ไม่ก้มกราบพระองค์ให้เนิ่นนาน
          - ไม่วิงวอนต่อผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง
          - ไม่มอบตัวเป็นทาสของพระองค์
          - ไม่ขอทางนำจากพระองค์
          - ไม่ขอความเมตตาจากพระองค์

          ต่อไปนี้
          - ฉันไม่เลิกก้มกราบพระองค์แต่เพียงพระองค์เดียว  
          - ฉันจะไม่แสวงหาทางนำ นอกจากทางนำของพระองค์
          - ฉันจะสลัดคราบของคนอกตัญญูออกไปอย่างสิ้นเชิง
          - และฉันจะเดินบนเส้นทางอันเที่ยงตรงของพระองค์ตลอดไป

          มุสลิมในยุคนี้ ยังมีหัวใจที่วุ่นวาย ไร้ความสงบ เพราะการรำลึก และการรำลึกที่ดีก็คือการละหมาดที่มีการถ่อมตน
          ผู้ถ่อมตนถูกอรรถาธิบายไว้ในซูเราะฮฺอัล-หัจญ์ อายะฮฺที่ 34 และ 35 ความว่า
          " และจงบอกข่าวดีแก่ผู้ถ่อมตน " (ผู้มีจิตใจสงบเสงี่ยม)  (34)
          " ผู้ซึ่งเมื่ออัลลอฮฺถูกกล่าวถึง หัวใจของพวกเขาอ่อนไหว และบรรดาผู้อดทนต่อการทดสอบและดำรงการละหมาด และใช้จ่ายจากปัจจัยที่อัลลอฮฺประทานให้ " (35)

          สรุปลักษณะของผู้ถ่อมตนทั่ว ๆ ไป คือ
          (1) จิตใจอ่อน เมื่อน้อมรำลึกถึงอัลลอฮฺ
          (2) อดทนและต่อสู้กับปัญหาชีวิตที่ถูกทดสอบด้วยความศรัทธา
          (3) ไม่ละทิ้งการละหมาด
          (4) บริจาคบางส่วนจากปัจจัยที่ได้รับจากอัลลอฮฺ

          นักวิชาการยุคต้น ได้ให้ความหมายของคำว่า "ผู้ถ่อมตนในละหมาด" ไว้ 5 มุมมองด้วยกัน คือ
          1. ผู้เกรงกลัว (โดยอัล-หะสัน และ กอตาดะฮฺ)
          2. ผู้นอมน้อม (โดยอิบนุ อีซา)
          3. ผู้เตาบะฮฺตัว (กลับใจ)  (โดยอิบรอฮีีม นัคอี)
          4. การลดสายตาและน้อมคารวะ (โดยมุญาฮิด)
          5. ผู้ที่ไม่ยกสายตาขึ้นสูงในเวลาละหมาด

          มีคำถามที่ถูกมองกันคนละมุม ก็คือ การถ่อมตนอยู่ที่ส่วนใดของร่างกาย?
          - ท่านหะสันและกอตาดะฮฺบอกว่า อยู่ที่หัวใจโดยเฉพาะ
          - แต่ท่านอิบรอฮีม นัคอี และ มุญาฮิด กว่าวว่า อยู่ที่หัวและสายตา

          สรุปเจตนารมณ์ของคำว่า การถ่อมตนในละหมาด จากวจนะของท่านศาสดามุหัมมัด (ศ็อลฯ)

          1. การละหมาดจะไม่ถูกรองรับจนกว่าสันหลังจะเหยียดตรงขณะรุกูอฺ และ ขณะสุญูด (โดยอะหฺมัด และ อบู ดาวูด)
          2. ขโมยที่เลวที่สุดคือการขโมยในละหมาด มีผู้ถามท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า เป็นอย่างไร? ท่านตอบว่า "การรุกูอฺไม่สมบูรณ์ สุญูดไม่สมบูรณ์ (โดยอะหฺมัด)
          3. สิ่งแรกที่จะหมดไปจากประชาชาติ ก็คือการถ่อมตน และเจ้าจะไม่ได้เห็นคนถ่อมตนสักคน (ไม่ว่าในละหมาดหรือนอกละหมาดก็ตาม (โดยฏ็อบรอนี)
          4. ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ได้ถามท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า การเหลือบมองในละหมาดเป็นอย่างไร? ท่านตอบว่า มันคือการฉกที่ชัยฏอนฉกจากการละหมาดของบ่าว (โดยบุคอรี และ นะสาอี)
          5. อัลลอฮฺยังคงทรงมุ่งพระพักตร์สู่บ่าวในขณะละหมาด ตราบที่เขาไม่ได้เหลือบขวาเหลือบซ้าย เมื่อเขาผินหน้าออกจากพระองค์ ดังนั้น พระองค์ก็จะผินพระพักตร์ (ไม่ทรงสนใจ) จากเขา (โดยอบู ดาวูด นะสาอี)

          ทำไมต้องเน้นเรื่องการถ่อมตนในละหมาด?

          ก็เพราะว่าเป็นจุดเด่นและความงดงาม ไม่ใช่เฉพาะในภาคของ "การภักดี" เท่านั้น แต่จะรวมถึงผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตด้วย
          เพราะขณะที่อยู่ในละหมาดจิตใจยังไม่สงบ แล้วในชีวิตจริงจะมีความสงบได้อย่างไร?
          ขณะที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์พระผู้ทรงอำนาจในการให้คุณให้โทษ แล้วจิตใจยังวุ่นวายไม่มั่นคงอีก ใครเล่าที่จะให้ความมั่นคงได้เท่ากับพระองค์.

{ 1 } { 2 } { 3 } { 4 } { 5 } { 6 } { 7

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม