หลักความเชื่อในอิสลาม

แปลโดย  อิสมาอีล  กอเซ็ม

หลักความเชื่ออิสลาม ซึ่งเป็นหลักความเชื่อที่อัลลอฮ์   ได้ส่งบรรดาเราะซูลของพระองค์ลงมา ด้วยความจริง  และพระองค์ได้ประทานคัมภีร์ลงมา และได้กำหนดให้มนุษย์ทั้งหมด รวมทั้งญิน ตอบรับหลักความเชื่อนี้

ดังดำรัสของพระองค์ ที่ความว่า “และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า”

อัลลอฮ์ ได้ตรัสไว้ความว่า “และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใด นอกจากพระองค์ เท่านั้น”

อัลลอฮ์ ได้ตรัสไว้ความว่า และโดยแน่นอน เราได้ส่งร่อซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮ์ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด

บรรดาเราะซูล ได้มาทำการเรียกร้อง สู่หลักความเชื่ออัลอิสลาม และคัมภีร์ทั้งหมดของอัลลอฮ์  ได้ประทานลงมา เพื่ออธิบายชี้แจง และอธิบายถึงสิ่งที่จะมาทำลายหลักความเชื่ออิสลาม ให้ต้องเสียหาย  ทุกคนที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ จะถูกใช้ให้ตอบรับหลักความเชื่อ ด้วยกับความสำคัญของหลักความเชื่ออิสลาม และสมควรอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้ความสำคัญ เป็นประการแรก  ด้วยเฉพาะหลักความเชื่อ ที่จะมาทำให้เกิดความสุข ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

อัลลอฮ์ ทรงตรัสความว่า ดังนั้น ผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อ อัฎ-ฎอฆูต และศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคง ไว้แล้ว

ความหมายคือ ใครที่ละทิ้งหลักความเชื่ออิสลาม  การยึ่ดมั่นของเขา ก็อยู่กับสิ่งที่ไม่แน่นอน และสิ่งที่เป็นเท็จ  ดังนั้น ไม่มีอะไรหลังจากสัจธรรม นอกจากความหลงผิด

เช่นนั้นแหละ เพราะว่าอัลลอฮ์  คือผู้ทรงสัจจะ และแท้จริงสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขอ อื่นจากพระองค์ มันเป็นเท็จ

และเช่นนั้น ที่พำนักของเขา คือนรกญะอันนัม และเป็นที่พำนักที่เลวร้ายยิ่ง

สำหรับอากีดะห์หรือหลักความเชื่อ  คือ การที่บ่าวนั้นเชื่อมั่นด้วยกับหลักความเชื่ออิสลาม และได้ยึ่ดมั่นเป็นศาสนา  หากหลักความเชื่อ ตรงกับหลักการที่อัลลอฮ์ ได้ส่งบรรดาเราะซูลให้นำมา และตรงตามหลักความเชื่อ ที่ถูกระบุไว้ในอัลกุรอาน  ถือว่าหลักความเชื่อนั้น เป็นหลักความเชื่อที่ถูกต้อง  เขาจะได้รับความปลอดภัย และรอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์ จะได้รับความสุขในโลกดุนยา และอาคีเราะฮ์ (โลกหน้า) และหากใครที่มีหลักความเชื่อ สวนทางขัดแย้งกับหลักความเชื่อที่ถูกส่งมา และค้านกับหลักความเชื่อ ที่ถูกประทานลงมา ในคัมภีร์ของพระองค์   ดังนั้น ใครที่มีอากีดะห์ค้านกับบรรดาเราะซูล และค้านกับคัมภีร์ต่างๆ  เขาก็สมควร ที่จะได้รับการลงโทษ และความลำบาก ทั้งโลกนี้และโลกหน้า

ถ้ามีหลักความเชื่อที่ถูกต้อง และบริสุทธิ์  ทรัพย์สมบัติ และเลือดเนื้อของเขา จะได้รับการปกป้อง และห้ามการเป็นศัตรู สร้างความเดือดร้อน ให้แก่เขา เหมือนดังคำพูดของท่านนะบี ความว่า ฉันได้ถูกใช้ให้ทำการสู้รบกับผู้คน  จนกว่าเขาจะกล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าที่ถูกเคารพโดยแท้จริง นอกจากอัลลอฮ์  เมื่อพวกเขาได้กล่าวคำปฏิญาณ (ชะฮาดะฮ์) พวกเขาจะได้รับการปกป้องจากฉัน เลือดเนื้อของพวกเขา สมบัติของพวกเขา นอกจากสิทธิของมัน (หมายถึง สิทธิที่อิสลามอนุญาต ในเรื่องเลือดเนื้อ และทรัพย์สิน- ผู้แปล ) 

และท่านเราะซูล  ได้กล่าวไว้ความว่า ใครที่ได้กล่าวปฏิญาณว่า  ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่ถูกเคารพโดยแท้จริง นอกจากอัลลอฮ์ และเขาได้ปฏิเสธสิ่งที่ถูกเคารพ นอกจากอัลลอฮ์ สมบัติของเขา และเลือดเนื้อของเขา เป็นที่ต้องห้าม และจะได้รับการปกป้อง ส่วนการคิดบัญชีของเขา เป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติที่สูงส่ง  (บันทึกโดยมุสลิม)

และเช่นเดียวกัน ใครที่มีหลักความเชื่อที่ถูกต้อง เขาจะรอดพ้นการลงโทษในวันกิยามะห์ โดยมีรายงานจากอิหม่ามมุสลิม จากท่านญาบิร รอฏิยัลลอฮูอันฮู

แท้จริงท่านรอซูลุลลอฮ์  ได้กล่าวความว่า ใครที่ได้พบกับอัลลอฮ์ โดยที่เขาไม่เอา สิ่งหนึ่งสิ่งใด มาเป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ (การทำอิบาดะห์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมอบต่ออัลลอฮ์องค์เดียว )  เขาจะได้เข้าสวรรค์ และใครที่ไปพบกับอัลลอฮ์ โดยที่เขาได้ยึดสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นภาคีต่ออัลลอฮ์ (ชิริก) เขาจะได้เข้านรก

ซอเฮี๊ยะอัลบุคอรีย ์และมุสลิม จากหะดีษของท่านอุตบาน บิน มาลิก รอฏิยัลลอฮูอันฮู

แท้จริงอัลลอฮ์จะห้ามจากไฟนรก ผู้ที่ได้กล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่ถูกเคารพโดยแท้จริง นอกจากอัลลอฮ์  โดยที่เขาแสวงหาความพอพระทัย จากอัลลอฮ์”

หลักความเชื่อที่ถูกต้องต่ออัลลอฮ์ จะมาลบล้างความผิด

ได้มีรายงานจากอัตติรมีซีย์ และท่านอิหม่ามอัตติรมีซีย์ ถือว่าเป็นหะดีษที่ดี จากท่านอะนัส  กล่าวว่า

อัลลอฮ์ ได้ตรัสไว้ว่า โอ้มนุษย์ทั้งหลาย หากเจ้าได้มาพบฉัน ในสภาพที่นำพาบาปมาเต็มแผ่นดิน โดยที่เจ้ามาพบฉัน และไม่นำสิ่งหนึ่งสิ่งใด มาเป็นภาคีต่อฉัน แน่นอนฉันจะให้การอภัยโทษแก่เจ้า (เต็มแผ่นดิน)

การอภัยโทษมีจำนวนเต็มแผ่นดิน หรือเกือบเต็มแผ่นดิน  แต่มีเงื่อนไขที่จะได้รับการอภัยโทษอันนี้   คือ การมีหลักความเชื่อที่บริสุทธิ์ ปราศจากการตั้งภาคี (ชีริก)  ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งภาคีเล็ก หรือ การตั้งภาคีที่ใหญ่ ซึ่งอัลลอฮ์ ได้ตรัสไว้ความว่า วันที่ทรัพย์สมบัติ และลูกหลาน จะไม่อำนวยประโยชน์ได้เลย เว้นแต่ผู้มาหาอัลลอฮ์ ด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส

ท่านอิบนูกอยยิม รอฮิมาอุลลอฮ์ ได้กล่าวเกี่ยวกับความหมาย ของหะดีษ ท่านอุตบาน 

“จะได้รับการอภัยโทษ แก่บรรดาผู้ที่มีหลักเตาฮีด การให้เอกภาพต่อพระเจ้าที่บริสุทธิ์ ซึ่งไม่มีการเจือปน ของการตั้งภาคีใดๆ  และผู้ที่ไม่มีหลักเอกภาพ เหมือนที่กล่าวมา จะไม่ได้รับการอภัยโทษให้  ถึงแม้ผู้ที่มีหลักเตาฮีด ที่บริสุทธิ์ ไปพบพระเจ้าของเขา ในสภาพที่เขามีบาปเต็มแผ่นดิน แต่อัลลอฮก็จะการอภัยโทษ ให้แก่เขา เท่าเต็มผืนดิน  และผู้ที่หลักความเชื่อของเขา บกพร่อง จะไม่ได้รับการอภัยนี้  เพราะแท้จริงหลักเอกภาพ (หลักความเชื่อ) ที่บริสุทธิ์ ซึ่งไม่มีการตั้งภาคี (ชีริก) เข้ามาปะปน บาปต่างๆ จะไม่เหลืออยู่  เนื่องจากหลักเตาฮีดที่ถูกต้องนั้น จะมารวมไว้ ซึ่งความรักต่ออัลลอฮ์ และการสดุดีต่อพระองค์ และให้ความยิ่งใหญ่ต่ออัลลอฮ์ และมีความกลัว ต่อพระองค์ มีความหวังต่อพระองค์ เพียงพระองค์เดียว เมื่อเป็นเช่นนั้น บาปต่างๆ ก็สมควรที่จะได้รับการลบล้าง ถึงแม้จะมีบาปมากเต็มแผ่นดิน   สำหรับสิ่งสกปรกที่มันเกิดขึ้น และสิ่งที่ขจัดสิ่งสกปรกแข็งแรงกว่า....”จนจบคำพูด ของอิบนูกอยยิม

การงานที่เกิดขึ้นจากหลักความเชื่อที่ถูกต้อง จะถูกตอบรับ และผู้กระทำงานนั้น จะได้รับประโยชน์

“ ผู้ใดปฏิบัติความดี ไม่ว่าจะเป็นเพศชาย หรือเพศหญิงก็ตาม โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้น เราจะให้เขาดำรงชีวิตที่ดี และแน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขา ซึ่งรางวัลของพวกเขา ที่ดียิ่งกว่าที่พวกเขาได้เคยกระทำไว้ ”

และในทางตรงกันข้าม การมีหลักความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง จะมาทำให้การงานทั้งหมด เป็นโมฆะ และต้องเข้าไปอยู่ในนรกตลอดกาล อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่งได้ตรัสไว้ความว่า

“แท้จริงอัลลอฮ์ จะไม่ทรงอภัยโทษ ให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้มีภาคี ขึ้นแก่พระองค์ และพระองค์ทรงอภัย ให้แก่สิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ ทรงประสงค์

แท้จริงผู้ใดให้มีภาคีต่ออัลลอฮ์ แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงให้สวรรค์ เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา และที่พำนักของเขานั้น คือนรก และสำหรับบรรดาผู้อธรรมนั้น ย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ ( อัลมาอิดะห์ 72 )

สำหรับหลักความเชื่อที่บริสุทธิ์ ถูกต้อง มีผลที่ดีต่อจิตใจ การใช้ชีวิตในสังคม มีกฏระเบียบ ในการดำเนินชีวิต  

ในยุคของท่านนะบี มีคนอยู่สองกลุ่มที่ทำการสร้างมัสยิด  หนึ่งในสองกลุ่มที่กล่าวมานั้น ได้สร้างมัสยิด ด้วยเจตนาที่ดี มีหลักความเชื่อที่ถูกต้อง ต่ออัลลอฮ์   อีกกลุ่มหนึ่งได้สร้างมัสยิด โดยมีเจตนาที่เลวร้าย และมีหลักความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง อัลลอฮ์จึงมีคำสั่งใช้ให้นะบีของพระองค์ ละหมาดในมัสยิดที่สร้างขึ้น บนรากฐานของความยำเกรง และพระองค์ได้ห้ามท่านนะบี ไม่ให้ไปทำละหมาด ในมัสยิดที่สร้างขึ้น บนรากฐานของการปฏิเสธ และมีเจตนาที่เลวร้าย โดยที่อัลลอฮ์ ได้ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้

และบรรดาผู้ที่ยึดเอามัสยิดหลังหนึ่ง เพื่อก่อให้เกิดความเดือดร้อน และปฏิเสธศรัทธา และก่อให้เกิด การแตกแยกระหว่างบรรดามุมินด้วยกัน และเป็นแหล่งซ่องสุม สำหรับผู้ที่ทำสงคราม ต่อต้านอัลลอฮ์ และเราะซุลของพระองค์มาก่อน และแน่นอนพวกเขาจะสาบานว่า เราไม่มีเจตนาอื่นใด นอกจากที่ดี และอัลลอฮ์นั้น ทรงเป็นพยานยืนยันว่า แท้จริงพวกเขานั้น เป็นพวกกล่าวเท็จอย่างแน่นอน


เจ้าอย่าไปร่วมยืนละหมาดในมัสยิดนั้น เป็นอันขาด แน่นอน มัสยิดที่ถูกวางรากฐาน บนความยำเกรง ตั้งแต่วันแรกนั้น สมควรอย่างยิ่ง ที่เจ้าจะเข้าไปยืนละหมาดในนั้น เพราะในมัสยิดนั้น มีคณะบุคคลที่ชอบจะชำระตัว ให้บริสุทธิ์ และอัลลอฮ์นั้น ทรงรักบรรดาผู้ที่ชำระตัว ให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ

ผู้ที่วางรากฐานอาคารของเขา บนความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และบนความโปรดปรานนั้น ดีกว่า หรือว่าผู้ที่วางรากฐานอาคารของเขา บนริมขอบเหว ที่จะพังทลายลง แล้วมันก็พังนำเขาลงไปในนรก และอัลลอฮ์นั้น จะไม่ชี้แนะทางแก่กลุ่มชนที่อธรรม

  ดอกเตอร์ ซอและห์ บิน เฟาซาน

/www.islammore.com

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

อิสลามกับความหลากหลายของมุสลิม : แตกต่างแต่ไม่แตกแยก
อะไร? คือ อิสลาม
ลักษณะทั่วไปของอิสลาม
อิสลามเบื้องต้น
เสา 5 ต้นของอิสลาม
อิสลาม วิถีแห่งชีวิต
ศาสนาที่เที่ยงแท้
อิสลามศาสนาแห่งสันติภาพ
อิสลามกับคำถามที่คุณอยากรู้
ศาสนาคือบูรณาการแห่งชีวิต
ผู้ปฏิเสธพระเจ้า...

ย้อนกลับ


หน้าหลัก

กันยายน 01, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
E-mail : govee2011@hotmail.com หรือ www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม