กุศลทาน : รากฐานของเศรษฐศาสน์

ก่อนที่จะอ่านข้อเขียนถัดไปจากนี้ ผมขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านเสียก่อนว่าคำว่า ?เศรษฐศาสน์? ในหัวข้อบทความดังกล่าวข้างต้น ผมเขียนไม่ผิดนะครับ แต่ผมจงใจเขียนเช่นนั้นเองเพื่อให้มันแตกต่างไปจากคำว่า ?เศรษฐศาสตร์? ที่อ่านออกเสียงเหมือนกัน แต่มีความหมายที่แตกต่างกันทางด้านพื้นฐาน กล่าวคือ ?เศรษฐศาสน์? เป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่มีพื้นฐานมาจากคำสอนของศาสนา แต่ ?เศรษฐศาสตร์? เป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่มาจากความคิดหรือทฤษฎีของมนุษย์

ศาสนิกส่วนใหญ่ไม่ว่าจะศาสนาใดมักจะคิดว่าศาสนาเป็นเรื่องของการปฏิบัติ พิธีกรรมตามความเชื่อโดยสงฆ์หรือนักบวชหรือเป็นเรื่องของการสวดมนต์ภาวนาภาย ในสี่มุม แคบๆของศาสนสถานเท่านั้น ศาสนาไม่เกี่ยวอะไรกับการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ ความคิดเช่นนี้เองที่นำมนุษย์ไปสู่ความหายนะในทุกๆด้านของชีวิตไม่ว่าจะเป็น ด้านส่วนตัว ครอบครัวหรือสังคม เพราะประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเมื่อใดก็ตามที่ พฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้วางพื้นฐานอยู่บนหลักคำสอนหรืออยู่ในกรอบของศาสนา สังคมนั้นก็จะล่มสลายในที่สุด

ความจริงแล้วศาสนาคือแนวทางในการ ดำเนินชีวิตของมนุษย์และเป็นกฎระเบียบของสังคม การละเมิดหรือฝ่าฝืนคำสอนของศาสนาก็คือการฝ่าฝืนกฎระเบียบของสังคมซึ่งมีแต่ จะนำความวุ่นวายหายนะมาสู่สังคมนั้นเอง แต่เนื่องจากสังคมประกอบไปด้วยมนุษย์ที่มีจิตใจโน้มไปในทางชั่วรวมอยู่ด้วย ดังนั้น ศาสนาจึงได้กำหนดพิธีกรรมต่างๆให้ศาสนิกของตนปฏิบัติเพื่อเป็นการขัดเกลาจิต ใจของมนุษย์ให้สะอาดบริสุทธิ์ เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลคนในสังคมและเพื่อควบคุมจิตใจมนุษย์มิให้ทำชั่วทั้ง ในที่ลับและในที่แจ้งนั่นเอง นอกจากนี้แล้วทุกศาสนายังมีทั้ง ?ข้อห้าม? และ ?ข้อใช้ให้ปฏิบัติ? ในการดำเนินชีวิตประจำวันควบคู่กันไปด้วย พิธีกรรมทางศาสนาจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของศาสนาเท่านั้น มิใช่ทั้งหมดของศาสนา

ถึง แม้โดยพื้นฐานแล้ว ?ข้อห้าม? และ ?ข้อพึงปฏิบัติ? ของทุกศาสนาจะคล้ายๆกัน แต่ในความคล้ายกันโดยหลักการก็มีความแตกต่างกันในรายละเอียดของการปฏิบัติ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสภาพของสังคมในสมัยของศาสดาแต่ละคนอาจจะแตกต่างกัน
จะขอยกตัวอย่างเรื่อง ?ทาน? ซึ่ง ศาสดาของทุกศาสนาล้วนส่งเสริมและสนับสนุนให้สาวกและศาสนิกของท่านปฏิบัติจน เป็นสถาบันที่ดำรงอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ วัตถุประสงค์หลักในการทำทานของทุกศาสนาก็เพื่อที่จะชำระล้างจิตใจให้สะอาด หมดจดจากมลทินแห่งความตระหนี่ถี่เหนียวซึ่งถือเป็นโรคร้ายภายในจิตใจที่จะมี ผลต่อสังคมภายนอก อีกประการหนึ่งก็คือเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลคนในสังคมด้วยกัน เรากล้าที่จะกล่าวได้อย่างมั่นใจว่าไม่มีศาสนาใดที่ไม่สอนให้ศาสนิกทำทาน แต่ในความเหมือนกันนั้นก็มีความแตกต่างกันในระดับแนวความคิดและการปฏิบัติ

ผมอยากจะขอยกตัวอย่าง แนวความคิดและการปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องการทำทานในอิสลาม มาให้ผู้อ่านได้รับรู้ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเพื่อเป็น การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจที่ดีต่อกันซึ่งผมเชื่อว่ามันจะยังประโยชน์ และสร้างความสงบสุขให้แก่สังคม
อิสลามสอนว่าทรัพยากรทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดิน หรือที่อยู่ในระหว่างนั้น ล้วนเป็นของพระเจ้า และเพื่อให้มนุษย์ได้นำทรัพยากรเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในการสร้างความเจริญบน โลก พระองค์จึงได้ประทานความรู้ความสามารถในการใช้ทรัพยากรเหล่านั้นแก่มนุษย์ด้วย นอกจากนี้แล้วพระองค์ยังได้บอกมนุษย์ให้รู้ด้วยว่า มนุษย์ควรจะนำเอาทรัพยากรเหล่านั้น ไปใช้อย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและไม่เกิดผลเสียหาย ต่อมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมนุษย์แสวงหาความมั่งคั่งมาได้แล้ว มนุษย์ก็มีหน้าที่จะต้องเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวเสียก่อน ตรงนี้อิสลามถือเป็นหน้าที่ทางศาสนาสำหรับมุสลิมทุกคน แน่นอนครับ ถ้าไม่ช่วยตัวเองหรือช่วยตัวเองไม่ได้แล้วจะไปช่วยใครได้ และอีกประการหนึ่งก็คือ ครอบครัวเป็นรากฐานของสังคม ถ้าครอบครัวอ่อนแอ สังคมก็จะพลอยอ่อนแอและพังทลายไปในไม่ช้า ดังนั้น การดูแลครอบครัวของตัวเองจึงเป็นการช่วยเหลือสังคมไปในตัว

เมื่อเลี้ยงดูครอบครัวแล้ว หากมีทรัพย์สินเงินทองเหลือหรือไม่จำเป็นต้องรอให้เหลือ อิสลามก็สอนให้ทำทานตามความสมัครใจ ใครมีมากจะทำมาก มีน้อยทำน้อย หรือใครมีน้อยจะทำมากหรือมีมากจะทำน้อยก็ไม่ว่ากัน ไม่เป็นข้อบังคับ เพียงแต่ขอให้ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนจากมนุษย์ด้วยกัน แต่ให้หวังการตอบแทนจากพระเจ้าในชีวิตโลกหน้าเป็นสำคัญเพราะพระเจ้าจะไม่ทำ ให้มนุษย์ผิดหวังและจะตอบแทนการทำดีของมนุษย์อย่างยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะทำทานตามความสมัครใจมาโดยตลอด แต่เมื่อครบรอบปีจันทรคติ 354 วันของทุกปี หากยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่ถึงมูลค่า เท่ากับราคาทองคำหนัก 5.66 บาทตามที่ศาสนากำหนด มุสลิมก็มี ?หน้าที่?ต้องจ่ายจากจำนวนที่เหลือนี้อีก 2.5% เป็น ?ซะกาต? แก่บุคคล 8 ประเภทดังต่อไปนี้ คือ 1) คนยากจน 2) คนขัดสน 3) คนที่มีจิตใจโน้มมาสู่การเชื่อฟังพระเจ้า 4) คนที่ทำหน้าที่บริหารการจัดเก็บหรือแจกจ่ายซะกาต 5) คนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว 6) ใช้ในการไถ่ทาสและเชลย 7) ใช้ในหนทางของพระเจ้า และ 8) คนพลัดถิ่นหลงทาง

ทรัพย์สินที่จะต้องนำมาจ่ายซะกาตได้แก่ เงินสดในมือและในบัญชีธนาคาร ทองคำ เงินโลหะ หุ้นและสินค้าคงเหลือ เป็นต้น ส่วนผู้ที่ครอบครองที่ดินทำการเกษตรจะต้องจ่ายเป็นพืชผลที่เก็บเกี่ยวจาก ที่ดินซึ่งมีอัตราต่างกันตามการลงทุนทางชลประทาน แต่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้

การจ่ายซะกาตตรงนี้ถือเป็น ?หน้าที่? เหมือนกับที่พลเมืองมีหน้าที่จะต้องจ่ายภาษีให้แก่รัฐ เพื่อที่รัฐจะได้มีรายได้ไปจัดเตรียมความคุ้มครองและจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แก่พลเมือง ของตนเอง หากจะพูดไปแล้ว ?ซะกาต? ก็คือภาษีที่พลเมืองมุสลิมต้องจ่าย ให้แก่รัฐอิสลาม นำไปเป็นสวัสดิการสังคม แต่ ?ซะกาต? กับ ?ภาษี? ในรัฐสมัยใหม่นั้นแตกต่างกันตรงที่อิสลามได้กำหนดให้การจ่ายซะกาตเป็น หน้าที่ทางศาสนา ซึ่งจะมีผลผูกพันต่อชะตากรรมของชีวิตในโลกหน้าด้วย นั่นหมายความว่าถ้าหากมุสลิมคนใดหลบเลี่ยงการจ่ายซะกาตในโลกนี้ ถึงแม้จะไม่มีกฎหมายลงโทษ แต่คนผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษในโลกหน้าอย่างหนีไม่พ้น เพราะการหลีกเลี่ยงการจ่ายซะกาตถือเป็นการยักยอกเงินที่พระเจ้าจัดสรรไว้ สำหรับคน 8 ประเภทดังกล่าวข้างต้น

คำว่า ?ซะกาต? เป็นคำภาษาอาหรับที่หมายถึง ? การซักฟอกให้สะอาดบริสุทธิ์? และ ?การเจริญเติบโต? นั่นหมายความว่าเมื่อผู้ใดจ่ายซะกาต ผู้นั้นก็ได้ขัดเกลาจิตใจของตนเองให้สะอาดหมดจดจากมลทินแห่งความตระหนี่ถี่ เหนียวและได้ซักฟอกเงินที่หามาได้โดยสุจริตให้สะอาดอีกทีหนึ่ง

ส่วน ความหมายที่ว่า ?การเจริญเติบโต? นั้นก็สามารถอธิบายเป็นรูปธรรมได้ว่าเมื่อเราจ่ายทานหรือซะกาตออกไปสู่ผู้ มีfสิทธิ์ประเภทหนึ่งประเภทใดดังที่กล่าวมา นั่นก็หมายความว่าเงินทองได้ออกมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เมื่อทานหรือซะกาตตกไปถึงมือคนยากจนหรือคนขัดสน คนเหล่านี้ก็จะมีอำนาจซื้อซึ่งจะไปกระตุ้นการผลิตให้ดำเนินต่อไปได้ และเมื่อการผลิตขยายตัวก็จะก่อให้เกิดการจ้างงาน การกระจายรายได้และการเจริญเติบโตติดตามมา

นักธุรกิจและนัก เศรษฐศาสตร์รู้ดีว่าเงินหนึ่งบาทหากหมุนอยู่ในคนสิบคน มันก็จะกลายเป็นสิบบาท ยิ่งหมุนเร็วและกว้างออกไปเท่าใด มันก็จะสร้างความเจริญเติบโตให้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ความจริงตรงนี้สอดคล้องกับคำสอนของอิสลามที่กล่าวว่าการใช้จ่ายทรัพย์สินใน แนวทางของพระเจ้านั้นเปรียบเสมือนกับเมล็ดข้าวที่จะงอกออกมาเป็นลำต้นและแตก ออกเป็นเจ็ดรวง แต่ละรวงจะมีจำนวนหนึ่งร้อยเมล็ด ท่านผู้อ่านคิดดูเอาเองก็แล้วกันครับว่ามันเป็นกี่เท่า

อย่างไรก็ตามความมั่งคั่งก็มิได้หมายถึงความมั่นคงเสมอไป หากมนุษย์ใช้ความมั่งคั่ง ไปในทางที่ผิด เศรษฐกิจและสังคมของไทยที่บอบช้ำอยู่ในขณะนี้เป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างดี อิสลามให้หลักประกันว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมจะยั่งยืนนานตลอด ไปหากคนในสังคมใช้จ่ายทรัพย์สินไปในทางที่ถูกต้องดีงามและไม่ละเมิดขอบเขต ศีลธรรม

มาถึงตรงนี้ผู้อ่านคงพอจะจำแนกออกได้แล้วนะครับว่า ?เศรษฐศาสน์? นั้นวางรากฐานอยู่บนศีลธรรม แต่ ?เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่? โดยเฉพาะที่มาจากตะวันตกนั้นวางรากฐานอยู่บนผลประโยชน์ทางวัตถุหรือตัวเงิน เป็นสำคัญ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐบาลสมัยใหม่จึงพยายามทำให้การพนัน โสเภณี และสิ่งเลวทรามอื่นๆในทัศนะของศาสนาเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมายเพียงเพื่อสิ่ง เดียว นั่นคือ ? เงิน? โดยไม่คำนึงถึงหายนะต่างๆทางสังคมที่จะติดตามมา

ที่มา http://islam.in.th/node/130

Custom Search

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม