ซะกาต เครื่องมือพัฒนาสังคมมุสลิมอย่างยั่งยืน

อิสลาม ศาสนาที่ครอบคลุมทุกแง่มุมของชีวิต   อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้มีพระดำรัสในอัลกุรอานความว่า "วันนี้ ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้า และข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งความกรุณาเมตตาของข้า และข้าได้โปรดปรานอิสลาม ให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว" (อัล-มาอิดะฮฺ : 3)

ความสมบูรณ์ของอิสลาม ตามนัยของโองการดังกล่าวนั้น คือ การที่อิสลามมีบทบัญญัติ และหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงตนได้อย่างถูกต้อง ในทุกแง่มุม ทุกกิจการ ทุกความเคลื่อนไหว และทุกด้านที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตในโลกนี้

ในคำสอนของอิสลาม เราจะพบว่ามีรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับหลักพื้นฐานอันเป็นปัจจัยในการดำรงอยู่ ของมนุษย์ ไว้อย่างครบถ้วน ครอบคลุมทุกอิริยาบท ในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ อาทิ  ด้านความเชื่อและอิบาดะฮฺ ซึ่งเป็นภาคความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระเจ้า ด้านมารยาท ศีลธรรมและจริยธรรม ด้านการเมืองการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ ด้านสถาบันครอบครัว ด้านงานสาธารณกุศล ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้านบทบาทสตรี ด้านภารกิจของเยาวชน และอื่นๆ

หากจะพิจารณาคร่าวๆ จากหลักการอิสลามทั้งห้าประการ ก็จะพบว่าอิส ลามไม่ได้เน้นหรือให้ความสำคัญเฉพาะแค่ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ พระเจ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อิสลามได้มุ่งหมายเพื่อสร้างความสมดุลให้กับมนุษย์ในด้านอื่นๆ ด้วย ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวถึงหลักการอิสลามทั้งห้านี้ไว้ว่า

«بُنِيَ الْإِسْلَامُ عَلَى خَمْسٍ، شَهَادَةِ أَنْ لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا رَسُولُ اللهِ، وَإِقَامِ الصَّلَاةِ، وَإِيتَاءِ الزَّكَاةِ، وَالْحَجِّ، وَصَوْمِ رَمَضَانَ»

ความว่า “ศาสนาอิสลามนั้นถูกสถาปนา บนหลักห้าประการ นั่นคือ การปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดนั้น เป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ การดำรงไว้ซึ่งการละหมาด การจ่ายซะกาต การทำหัจญ์ และการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลขหะดีษที่ 8,  และมุสลิม หมายเลข 122)

โดยสรุปแล้ว หลักการอิสลามทั้งห้าประการนี้ เป็นเสมือนสัญลักษณ์ในแต่ละด้านของศาสนาอิสลาม ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อย และแตกแขนง เป็นบทบัญญัติในรูปแบบต่างๆ ออกไปอีกมากมาย กล่าวคือ

- หลักการอิสลามข้อที่หนึ่ง การปฏิญาณ ว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดนั้นเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ คือสัญลักษณ์ในด้านความเชื่อ และการศรัทธา ซึ่งหมายรวมถึงรายละเอียดอื่นๆ ด้วยเช่น การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ต่อคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ต่อมะลาอิกะฮฺ ต่อศาสนทูตทั้งหลาย ต่อวันกิยามะฮฺ และต่อกฎสภาวการณ์ (เกาะฎออ์ เกาะดัรฺ) ของอัลลอฮฺ เป็นต้น

- หลักการอิสลามข้อที่สอง การละหมาด เป็นสัญลักษณ์ในด้านอิบาดะฮฺ เป็นภาคปฏิบัติในบริบทหน้าที่ของมนุษย์ ต่อพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งจะรวมถึงอิบาดะฮฺต่างๆ นอกเหนือไปจากการละหมาดด้วย เช่น การอ่านอัลกุรอาน การขอดุอาอ์ การซิกิรฺ และอื่นๆ

- หลักการอิสลามข้อที่สาม การจ่ายซะกาต เป็นสัญลักษณ์ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีนัยรวมถึงระบบการจัดการทรัพย์สินในรูปแบบอื่นๆ ด้วย อาทิ การค้าขาย การกสิกรรม การจัดการมรดก การบริจาค การวะกัฟ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

- หลักการอิสลามข้อที่สี่ การทำหัจญ์ คือ สัญลักษณ์ในแง่ของระบบประชาคมแห่งอิสลาม (อุมมะฮฺ อิสลามียะฮฺ) เป็นการใช้ชีวิตในรูปหมู่คณะ และการร่วมสังคมเดียวกัน และจำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการ ในด้านการเมืองการปกครอง เป็นกลไกและเครื่องมือ ซึ่งในคำสอนอิสลามก็มีบทบัญญัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักการต่างๆ เหล่านั้น ไว้เพียบพร้อม เช่น กฎหมายอาญา การกำหนดบทลงโทษ การพิพากษา การบริหารชุมชน ฯลฯ

- หลักการอิสลามข้อที่ห้า การถือศีลอด คือ สัญลักษณ์ในด้านการขัดเกลาจิตวิญญาณ การมุ่งเน้นสร้างจริยธรรม และทำนุบำรุงศีลธรรมของมนุษย์ ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล และระดับสังคมให้มีความเสถียรและมั่นคงอยู่เสมอ

ซะกาต เสาหลักต้นที่สามของศาสนาอิสลาม

จากข้อเท็จจริงที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ซะกาตคือหนึ่งในเสาหลักที่สำคัญของศาสนาอิสลาม เป็นรุก่นหนึ่งในจำนวนรุก่นอิสลามทั้งห้าประการ สถานะของซะกาต จึงไม่ได้น้อยไปกว่าสถานะของรุก่นข้ออื่นๆ เลย ประหนึ่งว่าหากไม่มีการจ่ายซะกาต รวมอยู่ในหลักการทั้งห้าประการนี้ อิสลามก็ไม่ใช่ศาสนาที่สมบูรณ์อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้เอง ท่านอบู บักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เคาะลีฟะฮฺคนแรกของอิสลาม จึงได้ยืนกรานที่จะทำสงครามต่อสู้ กับบรรดาผู้ที่ปฏิเสธการจ่ายซะกาต หลังจากการเสียชีวิตของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 

นอกเหนือไปจากการกำหนดให้ซะกาต เป็นหนึ่งในหลักการอิสลามทั้งห้าประการ อิสลามยังได้สร้างกระบวนการส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการจ่ายซะกาต อย่างครบถ้วน ด้วยการกำหนดผลบุญ ความประเสริฐ และคุณค่าอันยิ่งใหญ่ ให้กับบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่ ในการจ่ายซะกาต ได้อย่างเต็มความสามารถ ในเรื่องนี้ ปรากฏหลักฐานจากพระดำรัสของอัลลอฮฺ ในอัลกุรอาน หลายแห่งด้วยกัน เช่น

อัลลอฮฺ สุบหานะฮุ วะตะอาลาได้ตรัส ความว่าแท้จริงบรรดาผู้ที่ศรัทธา และประกอบสิ่งที่ดีทั้งหลาย และดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจ่ายซะกาตนั้น พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกเขา ณ พระเจ้าของพวกเขา และไม่มีความกลัวอย่างหนึ่งอย่างใด เกิดขึ้นแก่พวกเขา และทั้งพวกเขาก็ไม่เสียใจ (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 277)

ความว่า “และสิ่งที่พวกเขาจ่ายออกไปจากทรัพย์สิน (ดอกเบี้ย) เพื่อให้มันเพิ่มพูนในทรัพย์สินของมนุษย์ มันจะไม่เพิ่มพูน ณ อัลลอฮฺ และสิ่งที่พวกเขาจ่ายไปจากซะกาต โดยพวกเขาปรารถนาพระพักตร์ของอัลลอฮฺ ชนเหล่านั้นแหละ พวกเขาคือผู้ได้รับการตอบแทนอย่างทวีคูณ” (อัรฺ-รูม : 39)

ความว่า “(มุหัมหมัด) เจ้าจงเอาส่วนหนึ่งจากทรัพย์สมบัติของพวกเขา เป็นทาน เพื่อทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ และล้างมลทินของพวกเขา ด้วยสิ่งที่เป็นทานนั้น และเจ้าจงขอพรให้แก่พวกเขาเถิด เพราะแท้จริงการขอพรของเจ้านั้น ทำให้เกิดความสุขแก่พวกเขา และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้” (อัต-เตาบะฮฺ : 103)

และ ในหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็มีหลักฐานในลักษณะเดียวกันนี้มากมาย ที่ระบุถึงความประเสริฐและคุณค่าต่างๆ ของการใช้จ่ายทรัพย์สินตามที่อัลลอฮฺใช้ ซึ่งมันรวมทั้งที่เป็นภาคบังคับเช่นการจ่ายซะกาต และที่เป็นการบริจาคด้วยความสมัครใจ เช่น การเศาะดะเกาะฮฺ ฮะดียะฮฺ วะกัฟ และอื่นๆ 

นอกจากจะมีหลักฐานสนับสนุนและส่งเสริม ให้มีการจ่ายซะกาต อย่างครบถ้วนแล้ว ยังมีหลักฐานที่มาในรูปของการเตือนสำทับ สำหรับบุคคลที่ไม่ยอมจ่ายซะกาต และละเลยต่อหน้าที่ในการใช้จ่ายทรัพย์สินตาม เป้าประสงค์ของอัลลอฮฺและบทบัญญัติอิสลาม  ในอัลกุรอานมีระบุความว่าบรรดาผู้ที่สะสมทองและเงิน และไม่จ่ายมันในทางของอัลลอฮฺนั้น จงแจ้งข่าวแก่พวกเขาเถิด ด้วยการลงโทษอันเจ็บปวด วันที่มันจะถูกเผาด้วยไฟนรกแห่งญะฮันนัม แล้วหน้าผากของพวกเขา และสีข้างของพวกเขา และหลังของพวกเขาจะถูกนาบด้วยมัน นี่แหละคือสิ่งที่พวกเจ้าได้สะสมไว้ เพื่อตัวของพวกเจ้าเอง ดังนั้น จงลิ้มรสสิ่งที่พวกเจ้าสะสมไว้เถิด (อัต-เตาบะฮฺ 34-35)

และมีรายงานโดยอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า “ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«مَنْ آتَاهُ الله مَالاً فَلَـمْ يُؤَدِّ زَكَاتَـهُ مُثِّلَ لَـهُ يَومَ القِيَامَةِ شُجَاعاً أَقْرَعَ لَـهُ زَبِيبَتَان، يُطَوِّقُهُ يَومَ القِيَامَةِ، ثُمَّ يَأْخُذُ بِلِـهْزِمَتَيْـهِ -يَـعْنِي بِشِدْقَيْـهِ-، ثُمَّ يَـقُولُ: أَنَا مَالُكَ، أَنَا كَنْزُكَ»، ثُمَّ تَلا (ﯲ ﯳ ﯴ ﯵ...) الآية. أخرجه البخاري.

ความว่า "ใครที่อัลลอฮฺได้ประทานทรัพย์สินแก่เขา แล้วเขาไม่ทำการจ่ายซะกาตของมัน มันจะถูกจำแลงแก่เขาในวันกิยามะฮฺ ให้เป็นงูหัวล้าน มีสองเขี้ยว มันจะรัดเขาในวันกิยามะฮฺ แล้วรัดที่ขากรรไกรของเขาทั้งสองข้าง แล้วมันจะ กล่าวว่า ข้าคือทรัพย์ของเจ้า ข้าคือสิ่งที่เจ้าสะสมไว้" แล้วท่านก็อ่านอายะฮฺนี้       (آل عمران : 180)  จนจบอายะฮฺ” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลข 1403)

อบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ได้กล่าวว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«مَا مِنْ صَاحِبِ كَنْزٍ لا يُؤَدِّي زَكَاتَـهُ إلا أُحْـمِيَ عَلَيْـهِ فِي نَارِ جَهَنَّمَ، فَيُـجْعَلُ صَفَائِحَ، فَيُكْوَى بِـهَا جَنْبَاهُ وَجَبِينُـهُ، حَتَّى يَـحْكُمَ الله بَيْنَ عِبَادِهِ، فِي يَوْمٍ كَانَ مِقْدَارُهُ خَـمْسِينَ ألْفَ سَنَةٍ». أخرجه مسلم

ความว่า “ไม่มีผู้ใดที่เป็นผู้สะสมทรัพย์ แล้วไม่จ่ายซะกาตของมัน ยกเว้นมันจะถูกเผาในไฟนรก แล้วมันถูก ทำให้แบน แล้วถูกนำมารีดกับสีข้างของเขา และหน้าผากของเขา จนกว่าอัลลอฮฺจะตัดสินระหว่างบ่าวของพระองค์ ในวันที่หนึ่งวันของมัน มีความยาวเท่ากับห้าหมื่นปี” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 987)

รายงานจากท่านอบู ซัรฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«وَالَّذِي نَفْسِي بِيَدِهِ، أوْ: وَالَّذِي لَا إلَـهَ غَيْرُهُ -أوْ كَمَا حَلَفَ- مَا مِنْ رَجُلٍ تَـكُونُ لَـهُ إبِلٌ، أوْ بَقَرٌ، أوْ غَنَمٌ، لا يُؤَدِّي حَقَّهَا، إلا أُتِيَ بِـهَا يَوْمَ القِيَامَةِ أعْظَمَ مَا تَـكُونُ وَأسْمَنَـهُ، تَطَؤُهُ بِأخْفَافِهَا، وَتَنْطَحُهُ بِقُرُونِـهَا، كُلَّـمَا جَازَتْ أُخْرَاهَا رُدَّتْ عَلَيْـهِ أُولاهَا، حَتَّى يُـقْضَى بَيْنَ النَّاسِ». متفق عليه

ความว่าขอสาบานด้วย (อัลลอฮฺ) ผู้ที่ชีวิตฉันอยู่ในมือพระองค์ หรือ ขอสาบานด้วยผู้ที่ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์ (หรือคำสาบานอื่นตามที่ท่านได้สาบานไว้) ว่า ไม่มีผู้ใดที่มีอูฐ วัวหรือแพะ แล้วเขาไม่จ่ายสิทธิ์ของมัน นอกจากมันจะถูกนำมาในวันกิยามะฮฺ ในลักษณะที่ใหญ่มาก และอ้วนมาก แล้วมันจะเหยียบเขาด้วยเท้า และขวิดด้วยเขาของมัน ทุกครั้งที่ตัวสุดท้ายผ่านไป ตัวแรกก็จะหวนกลับคืนมา จนกว่าจะมีการตัดสินระหว่างมนุษย์” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 1460 สำนวนรายงานนี้เป็นของท่าน และมุสลิม หมายเลข 987)

ผู้เขียน : ซุฟอัม อุษมาน

Islam House

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
E-mail : kasem_piwdee@hotmail.com หรือ www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม