ทำไมต้องจ่ายซะกาต?

ซะกาตนั้นถือเป็นภาระหน้าที่สำหรับผู้มีทรัพย์สินครบตามเงื่อนไข ซึ่งจำเป็นต้องจ่ายให้กับผู้ที่มีสิทธิและมีคุณสมบัติจะได้รับมัน อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสในอัลกุรอาน ความว่า และบรรดาผู้ที่ในทรัพย์สินของพวกเขามีส่วนที่ถูกกำหนดไว้ สำหรับผู้ที่เอ่ยขอและผู้ที่ไม่เอ่ยขอ(อัล-มะอาริจญ์ 24-25)

อายะฮฺนี้ให้ความหมายว่า ทรัพย์สินต่างๆ ที่เราครอบครองนั้นมีส่วนที่เราต้องกำหนดไว้เพื่อจ่ายให้เป็นสิทธิของผู้คน ที่มีความจำเป็น และอุละมาอ์หลายท่านก็ได้อธิบายว่า ส่วนที่กำหนดไว้นี้ก็คือซะกาตนั่นเอง  ซึ่งตรงกับที่ท่านอบู บักรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ปรารภไว้เมื่อครั้งที่ประกาศทำสงครามกับผู้ที่ปฏิเสธซะกาตว่า

«وَاللهِ، لَأُقَاتِلَنَّ مَنْ فَرَّقَ بَيْنَ الصَّلَاةِ وَالزَّكَاةِ، فَإِنَّ الزَّكَاةَ حَقُّ الْمَالِ»

ความว่า ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ แท้จริง ฉันจะทำสงครามต่อสู้กับผู้ที่แบ่งแยกระหว่างการละหมาดและการจ่ายซะกาต เพราะแท้จริงแล้ว ซะกาตนั้นก็คือสิทธ (อันพึงจ่าย) ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 6924 และมุสลิม 133)
 
การที่ผู้ครอบครองทรัพย์สินครบตามเงื่อนไขแต่ปฏิเสธหรือละเลยที่จะจ่ายซะกาต ก็ย่อมหมายความว่าเขาได้ปฏิเสธหน้าที่ความรับผิดชอบของตนที่ถูกกำหนดไว้ ชัดเจนในบทบัญญัติอิสลาม ซึ่งจะนำไปสู่มูลเหตุที่ทำให้เขาต้องได้รับโทษจากอัลลอฮฺ

ระหว่างซะกาตกับภาษี

อันที่จริงแล้ว ถ้าหากเราจะเปรียบเทียบซะกาตกับภาษีในระบอบเศรษฐกิจสมัยใหม่ เราก็จะพบว่าส่วนที่เราจ่ายเป็นซะกาตนั้นมีจำนวนเล็กน้อยมากถ้าจะเทียบกับ เงินภาษีที่เราต้องจ่ายอยู่ทุกวี่วัน

ซะกาตนั้นจะจัดเก็บเฉพาะกับผู้ที่มีทรัพย์สินหรือรายได้ตามพิกัดที่กำหนด เท่านั้น ในขณะที่ระบอบเศรษฐกิจสมัยใหม่จะโยนภาระการเสียภาษีบางอย่างเช่นภาษีมูลค่า เพิ่มให้เป็นภาระของผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะบวกรวมอยู่ในราคาสินค้าที่เราจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันโดยที่ผู้ บริโภคอย่างประชาชนทั่วไปอาจจะไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำ

การเสียภาษีแต่ละครั้งก็ใช่ว่าจะเล็กน้อย เพราะอย่างภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะอยู่ที่ 7% ในขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่ำสุดก็อยู่ที่ 10%  และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการจ่ายซะกาตแล้วก็จะพบว่าเราต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่ามาก เพราะเกณฑ์ของการจ่ายซะกาตนั้นจะอยู่ที่ 2.5% เท่านั้น

ความจำเป็นและบทบาทของซะกาตในการพัฒนาสังคมมุสลิม

ถ้าหากการพัฒนาจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยด้านทุนทรัพย์เป็นหลัก และทุกประเทศในโลกนี้ก็มีการจัดการเก็บภาษีเพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณในการ พัฒนา ในทำนองเดียวกันนี่เองที่อิสลามได้กำหนดให้มีการจ่ายซะกาต เพื่อใช้เป็นปัจจัยหลักในการระดมทุนทรัพย์ซึ่งจะนำมาใช้ในการบริหารจัดการ และพัฒนาสังคมมุสลิมต่อไป

เมื่อพิจารณาถึงแหล่งรายจ่ายของซะกาตก็จะได้เห็นถึงบทบาทสำคัญของมันในการ พัฒนาสังคมมุสลิมอย่างชัดเจน ซึ่งในเรื่องนี้อัลลอฮฺได้มีบัญญัติไว้ในอัลกุรอานความว่าแท้จริง การทำทาน (ซะกาต) ทั้งหลายนั้น ให้จ่ายสำหรับบรรดาผู้ที่ยากจนและบรรดาผู้ที่ขัดสน และบรรดาเจ้าหน้าที่ในการรวบรวมมัน และบรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขาสนิทสนมโอนอ่อนต่ออิสลาม (มุอัลลัฟ) และในการไถ่ทาส และบรรดาผู้ที่หนี้สินล้นตัว และในทางของอัลลอฮฺ และผู้ที่หมดตัวในระหว่างเดินทาง ทั้งนี้เป็นบัญญัติอันจำเป็นซึ่งมาจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ” (อัต-เตาบะฮฺ 60)

จากอายะฮฺนี้ทำให้เราได้ข้อสรุปว่า จำพวกบุคคลที่มีสิทธิได้รับซะกาตนั้นมีทั้งหมดแปดประเภทดังนี้

1- ฟุเกาะรออ์ (ผู้ที่ยากจน) คือผู้ไม่มีทรัพย์ใดๆ เลย หรือมีเล็กน้อยไม่พอใช้จ่าย(ไม่ถึงครึ่งของรายจ่าย)

2- มะสากีน (ผู้ขัดสน) คือผู้ที่มีรายได้เกือบพอรายจ่าย หรือ ครึ่งหนึ่งของรายจ่าย

3- อามิลูน อะลัยฮา (เจ้าหน้าที่ที่รวบรวมมัน) พวกเขาคือผู้จัดเก็บ ผู้ดูแล ผู้แบ่งสรร คนเหล่านี้หากมีเงินเดือนอยู่แล้วก็ไม่สามารถรับซะกาตได้อีก

4- บรรดาผู้ที่หัวใจของเขายังใหม่ต่ออิสลามคือ มุสลิมหรือกาฟิร หัวหน้าเผ่า ผู้ที่หวังว่าเขาจะเข้ารับอิสลาม หรือ(ผู้ ที่เราหวัง)เพื่อให้พ้นจากความชั่วของเขา หรือหวังว่าการให้จะเพิ่มอีมานของเขา หรือหวังการรับอิสลามของคนที่เหมือนกับเขา คนต่างๆ เหล่านี้จะให้ซะกาตจำนวนที่ทำให้บรรลุเป้าหมายได้

5- ในการไถ่ทาสคือบรรดาทาสทั่วไปหรือ ทาสมุกาตับที่ทำสัญญาต้องการ(ซื้อ)ไถ่ตัวเองจากเจ้านายเพื่อให้พ้นจากการ เป็นทาส และเขามีความต้องการซะกาต และที่เข้าข่ายนี้ด้วยก็คือการไถ่ตัวเชลยศึกที่เป็นมุสลิม

6- ผู้ที่หนี้สินล้นตัวคือผู้ที่ติดหนี้ซึ่งมีสองประเภท

6.1- ผู้ที่ติดหนี้เพื่อสมานไกล่เกลี่ยระหว่างผู้ที่ขัดแย้งกัน จะให้ซะกาตตามจำนวนที่เขาติดหนี้แม้เขาจะร่ำรวยก็ตาม

6.2- ผู้ที่ติดหนี้เพื่อตัวเองโดยที่เขาติดหนี้และไม่มีทรัพย์ที่จะชดใช้หนี้

7- ในหนทางของอัลลอฮฺ คือผู้ที่สู้รบในหนทางอัลลอฮฺเพื่อเชิดชูศาสนาของพระองค์ และผู้ที่รวมอยู่ในกรณีเช่นเดียวกับพวกเขา เช่นคนที่เป็นนักดาอีย์ผู้ที่เชิญชวนสู่ศาสนาของอัลลอฮฺ คนเหล่านี้สามารถรับซะกาตได้หากไม่มีเงินเดือนประจำ หรือมีเงินเดือนแต่ไม่พอใช้

8- ผู้เดินทาง คือ ผู้ที่กำลังเดินทางแล้วหมดเสบียงระหว่างเดินทางไม่มีทรัพย์ที่จะใช้เดิน ทางกลับบ้านเมืองได้ คนประเภทนี้จะให้ซะกาตจำนวนที่จะเขาจำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง แม้เขาจะเป็นคนที่ร่ำรวย(ณ ภูมิลำเนาของเขา)ก็ตาม

และหากนำมาจัดหมวดใหม่ก็อาจจะได้ข้อสรุปถึงบทบาทของซะกาตในการพัฒนาสังคมจากแต่ละด้านตามตารางข้างล่างนี้

จำพวกบุคคลที่มีสิทธิในซะกาต ผลของการพัฒนาที่ได้จากซะกาต

1) ฟากิรฺ 2) มิสกีน 3) ผู้ติดหนี้

 4) ทาส

 ขจัดมูลเหตุหลักของความล้าหลังและช่องว่างอันเป็นตัวปัญหาที่ทำให้สังคมไม่พัฒนา

(ความยากจน หนี้สิน การเป็นทาส)

5) มุอัลลัฟ

6) การญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ 

เพิ่มจำนวนและขยายฐานความมั่นคงของประชาชาติ ปกป้องอธิปไตยและเสรีภาพในการนับถืออิสลาม
7) เจ้าหน้าที่เก็บซะกาต รักษาระบบและกลไกการพัฒนาให้มีเสถียรภาพถาวร
8) ผู้เดินทางที่หมดตัว  งบประมาณฉุกเฉินสำหรับเหตุจำเป็น

          ถ้าดูจากสัดส่วนตามหมวดหมู่ข้างต้นก็จะเห็นว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขจัดปัญหาความยากจนอันเป็นปัญหาหลักในเรื่องของการ พัฒนาจะมีมากกว่าด้านอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งหมวดนี้มีผู้ที่รับซะกาตทั้งหมดสี่จำพวก คือ ฟากิรฺ, มิสกีน, ทาส และผู้ที่ติดหนี้ รอง ลงมาก็คือส่วนที่เป็นด้านการปกป้องอธิปไตยและการขยายฐานความมั่นคงของอิสลาม โดยมีผู้รับซะกาตในหมวดนี้ก็คือมุอัลลัฟและผู้ที่ญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ

ผู้เขียน : ซุฟอัม อุษมาน

islamhouse.com

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
E-mail : kasem_piwdee@hotmail.com หรือ www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม