Custom Search

บทพิสูจน์ความเป็นจริงเกี่ยวกับ อัลกุรอาน

“ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (Al-Quran 1:1)

จะมีหนังสือซักกี่เล่ม ในโลกของเรา ที่กล้าแสดงออก ถึงความมั่นใจ ในข้อมูลที่มีอยู่ในนั้น อย่างคัมภีร์อัลกุรอาน ? ดังที่อัลลอฮ์   ได้กล่าวไว้ว่า

“ คัมภีร์นี้ ไม่มีความสงสัยใดๆ ในนั้น เป็นทางนำสำหรับผู้ยำเกรง ทั้งหลาย”(Al-Quran 2:2)

หลายครั้งเกิดความสงสัย ในคำสอน และหลักปฏิบัติ ในศาสนาอิสลาม แต่มุสลิมจะให้คำตอบเพียงสั้นๆ ถึงเหตุผลที่ทำไมเราต้องทำอย่างนั้น หรือไม่ทำอย่างนี้ ว่า เพราะถูกบัญญัติไว้ ในคัมภีร์อัลกุรอาน ในฐานะมุสลิมแล้ว เราต้องทำตามทุกอย่าง ที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์ เพราะเป็นคัมภีร์ จากผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง หรือที่มุสลิมเรียกว่า อัลลอฮ์   เพียงคำตอบสั้นๆ แค่นี้ทำให้หลายต่อหลายคน เกิดความสงสัย แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่า คัมภีร์อัลกุรอานมาจากอัลลอฮ์   จริง ที่สำคัญ จะแน่ใจได้อย่างไรว่า มันไม่เคยถูกดัดแปลง ขณะที่ความจริง ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ใด ในโลกนี้ ถ้าต้องการหาซื้ออัลกุรอานแล้ว จะมีเพียงแบบเดียวเท่านั้น อาจจะต่างกันตรงที่ขนาดของตัวเล่ม หน้าปก ขนาดของกระดาษ แต่อย่างไรก็ตาม จะไม่มีใครสามารถหาซื้อแบบฉบับ ที่ต่างจากนี้ได้เลย  สถาบันวิจัยแห่งหนึ่ง ในเยอรมัน ได้พิสูจน์มาแล้ว หลังจากสุ่มหาตัวอย่างอัลกุรอาน กว่าสองหมื่นเล่ม ไม่ว่าจะเป็นอัลกุรอาน ที่มาจากแหล่งใดก็ตาม ไม่พบความแตกต่างของมันเลย แม้แต่อักษรเดียว

“ แท้จริงเราได้ประทานข้อตักเตือน (อัลกุรอาน) ลงมา และแท้จริงเราเป็นผู้รักษามัน อย่างแน่นอน “ (Al-Quran 15:9)

บางคนอาจจะพยายามหาเหตุผล มาลบล้างข้อสงสัย ในเรื่องนี้ แต่อย่างไรเสีย ก็ยังคงมีความสงสัย ในประเด็นแรกอยู่ดี ที่ว่าเราจะเชื่อได้อย่างไร ว่า มันถูกประทานมาจากพระเจ้าอัลลอฮ์   จริงๆ เพราะฉะนั้น สมมุติฐานที่ควรตั้งไว้ เพื่อหาทางพิสูจน์ คือ

เป็นไปได้หรือไม่ ที่อัลกุรอานมาจากมนุษย์ ?

นี่เป็นเหตุผลเดียว และเหตุผลหลักที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า มันเป็นการยากมาก หรือพูดสั้นๆ ว่า เป็นไปไม่ได้ ที่อัลกุรอานถูกแต่งขึ้น โดยมนุษย์ และมุสลิมทุกคน ได้ยอมรับอย่างไม่มีข้อสงสัยว่า อัลกุรอานมาจากอัลลอฮ์   เท่านั้น

“ พวกเขาไม่พิจารณาดู คัมภีร์อัลกุรอานบ้างหรือ? และหากว่าอัลกุรอาน มาจากผู้ที่ไม่ใช่อัลลอฮ์แล้ว แน่นอนพวกเขาก็จะพบว่า ในนั้นมีความขัดแย้งกันมากมาย” (Al-Quran 4:82)

หลายคนเคยเรียน วิชาเกี่ยวกับศาสนามาบ้าง ไม่มากก็น้อย และไม่ว่าจะเรียนจากโรงเรียนอะไร ในประเทศอะไร ก็ตาม บ่อยครั้งครูผู้สอนจะให้ข้อมูล เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และอัลกุรอานไว้ว่า ท่านนะบีมูฮัมมัด   เป็นผู้ค้นพบ และเป็นผู้เขียนอัลกุรอาน ไม่แน่ใจว่า จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า ท่านเป็นผู้ที่ไม่รู้หนังสือ จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไร สำหรับผู้ไม่รู้หนังสือคนหนึ่ง สามารถเขียนหนังสือเล่มนี้ได้ โดยที่ไม่ผิดทั้งไวยากรณ์ทางภาษา และไม่พบแม้แต่ข้อมูลเดียว ที่ขัดกับหลักความเป็นจริง เช่น ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ที่ส่วนใหญ่เพิ่งถูกค้นพบไม่นาน เมื่อห้าร้อยปีที่ผ่านมา ในขณะที่อัลกุรอานมีอายุกว่า 1400 ปีมาแล้ว!

“และ อัลกุรอานนี้ มิใช่จะถูกปั้นแต่งขึ้นโดยผู้ใด นอกจากอัลลอฮ์ แต่เป็นการยืนยันคัมภีร์ ที่มีมาก่อน และเป็นการจำแนกข้อบัญญัติต่างๆ ในนั้น ไม่มีข้อสงสัยในคัมภีร์นั้น ซึ่งมาจากพระเจ้า แห่งสากลโลก หรือพวกเขากล่าวว่า เขา (มุฮัมมัด) เป็นผู้เรียบเรียงขึ้น จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า พวกเจ้าจงนำมาสักบทหนึ่ง เยี่ยงนั้น และจงเรียกร้องผู้ที่พวกเจ้า สามารถนำมาได้ นอกจากอัลลอฮ์ หากพวกเจ้าเป็นผู้พูดจริง”  (Al-Quran 10:37-38)

เป็นไปได้หรือไม่ ที่อัลกุรอาน มาจากมนุษย์  ?

ฟาห์โร กับการเสียชีวิตกลางทะเล

“ และเราได้ให้บะนีอิสรออีล ข้ามทะเลพ้นไป ดังนั้น ฟิรเอาวน์ (ฟาห์โร) และพลพรรคของเขา ได้ติดตามพวกเขา (บะนีอิสรออีล) ไปโดยอธรรม และเป็นศัตรู จนกระทั่งเมื่อการจมน้ำ ได้ประสบกับเขา เขากล่าวว่า ฉันศรัทธาแล้วว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากผู้ที่วงศ์วานอิสรออิล ได้ศรัทธาต่อพระองค์ และฉันคือหนึ่งในหมู่ผู้นอบน้อม  บัดนี้ และแน่นอนเจ้า เป็นผู้ทรยศก่อนหน้านี้ และเจ้าเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้บ่อนทำลาย  ดังนั้น วันนี้เราจะให้ร่างของเจ้า ออกจากทะเล เพื่อจะได้เป็นสัญญาณ แก่ชนรุ่นหลังจากเจ้า และแท้จริงส่วนใหญ่ของมนุษย์ เฉยเมยต่อสัญญาณต่างๆ ของเรา” (Al-Quran 10: 90-92)

Dr. Maurice Bucaille เป็นศัลยแพทย์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ของฝรั่งเศส เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ การเป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่โดดเด่นของเขา ทำให้เขาได้รับการติดต่อ ให้ทำการศึกษามัมมี่ของ Merneptah (Pharaoh) ที่ถูกค้นพบขึ้น ซึ่งเขาได้ตัดสินใจ รับคำเชิญดังกล่าว และในระหว่างการเยือน ประเทศซาอุดิอาระเบียนั้น เขาได้รับทราบข้อมูลในอัลกุรอาน ในโองการที่อัลลอฮ์   ได้กล่าวไว้ข้างต้น ว่า ร่างที่ไร้วิญญาณของฟาห์โร จะถูกรักษาไว้ และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ หรือสิ่งเตือนใจ แก่ชนรุ่นหลัง แน่นอนข้อมูลดังกล่าวนี้ สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก แก่นักวิทยาศาสตร์อย่าง Dr. Maurice Bucaille ผู้ซึ่งคุ้นเคยกับคัมภีร์ไบเบิล ในส่วนที่เกี่ยวกับฟาห์โร ที่ได้ตายจากการถูกกลืน ด้วยทะเล ในสมัยของศาสดาโมเสส ที่เขาแปลกใจ เพราะมันไม่เคยได้รับการยืนยันมาก่อน ในเรื่องราวถึงความเป็นจริง เกี่ยวกับการตายดังกล่าว นักวิชาการศาสนาบางท่าน ยังเกิดความสงสัยด้วยซ้ำ ว่า เรื่องราวการตายของฟาห์โร ที่ถูกกลืนไปในทะเลนั้น อาจจะเป็นเพียงนิทาน แต่ในทางกลับกัน เขากลับพบว่า อัลกุรอานนั้น

1. ยืนยันถึงเรื่องราวการตายของฟาห์โร ในยุคของศาสดาโมเสสว่า ตายจากการถูกกลืน ลงไปในทะเล

2. สัญญาว่าร่างอันไร้วิญญาณของฟาห์โร (มัมมี่) จะถูกนำขึ้นมา

3. มัมมี่ดังกล่าว จะกลายเป็นสัญลักษณ์ เป็นสิ่งเตือนใจต่อชนรุ่นหลัง 

4. แต่เรากลับไม่รู้ตัว

เรื่องราวของกษัตริย์ฟาห์โร ลูกชายของ Rameses II (ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์) ท่านนี้ เสียชีวิตจากการถูกกลืน ลงไปในทะเล หลังจากพยายามตามล่าศาสดาโมเสส และผู้ติดตาม ชาวบะนีอิสรออีล ในตอนนั้น ในยุคที่อัลกุรอาน ถูกประทานลงมา เกี่ยวกับเรื่องราวของฟาห์โรท่านนี้ เราจะไม่พบข้อมูลเดียวกันนี้ ที่ไหนเลย ยกเว้นในคัมภีร์ไบเบิล ที่ได้กล่าวใน Exodus ไว้ว่า

“and the waters returned, and covered the Chariots, and the horsemen, and all the host of Pharaoh that came into the sea after them; there remained not so much as one of them”
(Exodus 14:28)
 

สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ ในส่วนของการตายของฟาห์โร ที่ได้กล่าวใว้ในอัลกุรอานว่า

“ ดังนั้น วันนี้เราจะให้ร่างของเจ้า ออกจากทะเล เพื่อจะได้เป็นสัญญาณ แก่ชนรุ่นหลังจากเจ้า และแท้จริงส่วนใหญ่ของมนุษย์ เฉยเมยต่อสัญญาณต่างๆ ของเรา” (Al-Quran 10: 92)

เรื่องราวเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศพของฟาห์โร ในรูปของมัมมี่ที่สมบูรณ์แบบนั้น ไม่เคยทราบ และไม่เคยค้นพบมาก่อน ทั้งๆ ที่ข้อมูลดังกล่าว ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอาน นานกว่า 1400 ปี มาแล้ว เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเท่านั้น ที่ความจริงดังกล่าว ได้ปรากฏขึ้นให้เห็น ต่อสายตาประชาคมโลก ในปี ค.ศ. 1898  ศาสตราจารย์ Loret  คือท่านแรกที่ค้นพบร่างมัมมี่ของฟาห์โร ยุคศาสดาโมเสส 3000 กว่าปีที่ผ่านมา ศพของฟาห์โรนี้ ถูกพันไว้ด้วยผ้า อยู่ภายในสุสานของ Necropolis ณ Thebes ซึ่งเป็นที่ที่ ศาสตราจารย์ Loret ค้นพบ และได้ทำการวิจัย ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1912 การวิจัยของเขายืนยันว่า ฟาห์โรดังกล่าว เป็นฟาห์โรที่น่าจะรู้จักศาสดาโมเสส สิ่งที่หลงเหลืออยู่จากยุคของฟาห์โรท่านนี้ ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮ์   มันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ และเป็นสิ่งเตือนใจแก่หมู่มนุษย์ ในปี ค.ศ. 1975 Dr. Maurice Bucaille ได้ทำการวิจัยศพของฟาห์โรท่านนี้เพิ่มเติม การค้นพบของเค้า สร้างความมั่นใจให้เขา สามารถป่าวประกาศออกไปอย่างดีใจ และประหลาดใจว่า “สำหรับคนที่ต้องการข้อมูล ที่พิสูจน์ได้ ทางหลักวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับคัมภีร์ทางศาสนา จะค้นพบถึงอุทาหรณ์ ที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับร่างกายของฟาห์โร ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ ด้วยการเยือนห้องเก็บศพมัมมี่ ในพิพิธภัณฑ์อียิปต์ เมืองไคโร”  และที่สำคัญในส่วนของข้อความที่ว่า

“...และแท้จริงส่วนใหญ่ของมนุษย์ เฉยเมยต่อสัญญาณต่างๆ ของเรา “ (Al-Quran 10:92)

คงไม่ทำให้เราประหลาดใจเกินไป หากได้สังเกตถึงอากัปกิริยาของผู้เข้าชมมัมมี่ ดังกล่าว ที่ไม่มีความตระหนัก ถึงความเป็นจริง ที่แฝงอยู่ในร่างมัมมี่นั้นเลย นอกเสียจากความสนุกสนาน และความเพลิดเพลิน ที่ได้รับจากการชมของโบราณชิ้นหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้น เขาทำการศึกษาอัลกุรอานเพิ่มเติม ในส่วนของข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ จนในที่สุด เขาได้ข้อสรุปว่า อัลกุรอาน เป็นไปไม่ได้ที่จะมาจากมนุษย์  จนทำให้ในที่สุดเขาตัดสินใจ เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

ย้อนกลับ  ถัดไป

หน้าหลัก

ตุลาคม 21, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม