Custom Search

การปฏิบัติตน

และ พวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใด นอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ ในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง และดำรงการละหมาด และจ่ายซะกาต และนั่นแหละ คือศาสนาอันเที่ยงธรรม”    (Al-Quran 98:5)

หลักปฏิบัติ ที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ มี 5 ประการ

1) การปฏิญาณตน   คำกล่าวที่ว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และมุฮัมมัด เป็นบ่าวและศาสนาทูตของอัลลอฮ์” ในการปฏิญาณนี้คือ การยอมรับ ยอมจำนนทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับอิสลาม ทุกอย่างที่มาจากคัมภีร์อัลกุรอาน และอัลฮะดิษ คือ ซุนนะฮ์ที่มาจากท่านนะบี   ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ ของการดำเนินชีวิต ศาสนาอิสลามมีพระเจ้าเพียงองค์เดียว ห้ามสักการะ ในสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา และห้ามก้มกราบมนุษย์ด้วยกันเอง เพราะมนุษย์นั้น มีฐานะเท่าเทียมกัน ถึงแม้จะต่างกันที่สถานภาพ ฐานะ ตำแหน่ง และหน้าที่ เราสามารถให้ความเคารพได้ แต่เป็นในแนวทางอื่น  เพราะมนุษย์เกิดมาจากดินเหมือนกัน มิได้มีวิวัฒนาการมาจากลิง ลิงเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นมา 

2) การละหมาด ซึ่งในภาษาอาหรับ เรียกว่า “อัศเศาะลาฮ์” คือการเข้าเฝ้าอัลลอฮ์   เป็นการสรรเสริญ ยกย่องเกียรติคุณ การวิงวอนขอพร และขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์   การรำลึกถึงอัลลอฮ์   ตลอดเวลา ด้วยอิริยาบทที่ถูกบัญญัติ ด้วยการยืน การโค้งคำนับ การก้มกราบ (สุญูด) เป็นการแสดงความใกล้ชิด กับพระองค์ ภายใต้ความนอบน้อม ความตั้งใจแน่วแน่มั่นคง เหล่านี้เอง ทำให้ผู้ที่ละหมาด ได้ทำการขัดเกลา และชำระจิตใจให้สะอาด เป็นการแสดงความจงรักภักดี และหน้าที่ของมุสลิมทุกคน ที่พึงมีต่ออัลลอฮ์   ผู้ทรงเดชานุภาพ อันเป็นการปลูกฝังจิตใจ ให้เกิดความยำเกรงต่อพระองค์ ตลอดจนรู้สึกละอายใจ ที่จะกระทำสิ่งที่ขัดต่อบัญญัติศาสนา โดยมุสลิมต้องทำการละหมาดวันละ 5 เวลา การละหมาดได้ถูกบัญญัติไว้ แก่บรรดามุสลิมทุกคน    เมื่อบรรลุศาสนภาวะแล้ว

จงดำรงละหมาดไว้ ตั้งแต่ตะวันคล้อยจนพลบค่ำ และการอ่านยามรุ่งอรุณ แท้จริงการอ่านยามรุ่งอรุณนั้น เป็นพยานยืนยันเสมอ ” (Al-Quran 17:78)

ช่วงชีวิตคนเรา อาจจะมีบางครั้งที่กระทำผิด ฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์   ผู้ทรงเกียรติยิ่ง  ผู้ทรงเห็นทุกอย่าง การเตาบะฮ์ (การสำนึกผิด) จึงเป็นวิธีที่ทุกคนสามารถขออภัย ในความผิดที่ทำมา โดยสุจริตใจ เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยให้ อย่างมากมาย เราสามารถที่จะกลับไปทำความดี เพื่อพระองค์ และลบล้างบาปที่ได้กระทำไป 

 “แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงรับการเตาบะฮ์ ของบ่าว (ทุกกาลเวลา) เว้นแต่ในสภาพที่วิญญาณ ใกล้ออกจากร่าง”   (บันทึกโดย ติรมิซีย์)

เว้นแต่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัว และศรัทธา และประกอบการงานที่ดี เขาเหล่านั้น อัลลอฮ์จะทรงเปลี่ยน ความชั่วของพวกเขา เป็นความดี และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ และผู้ใดกลับเนื้อกลับตัว และกระทำความดี แท้จริงเขากลับเนื้อ กลับตัว เข้าหาอัลลอฮ์ อย่างแท้จริง” (Al-Quran 25:70-71)

การละหมาดทำให้จิตใจแข็งแกร่ง และอ่อนน้อม  การละหมาดเป็นสัญญาณ เมื่อถึงวันกิยามะฮ์ การละหมาด และการอาบน้ำละหมาด คือรัศมีที่บ่งบอก ความเป็นบ่าวของอัลลอฮ์   ในวันนั้นเอง การละหมาดจะเป็นงานชิ้นแรก ที่ถูกชำระสอบสวน

แท้จริงสิ่งแรกที่มนุษย์จะถูกสอบถาม ในวันกิยามะฮ์ จากการงานของพวกเขาก็คือ การละหมาด”  (บันทึกโดย อบูดาวูด อันนะซาอีย์  ติรมีซีย์และ ฮากิม) 

โอ้ผู้ปรารถนาในโลกหน้า จงเตรียมเรือของท่านให้พร้อม เพราะทะเลมันลึกมาก จงเตรียมเสบียง ให้มากที่สุด เพราะการเดินทาง มันสุดแสนลำเค็ญ จงบริสุทธิ์ใจในการกระทำ เพราะผู้ตรวจสอบนั้น ช่างหยั่งรู้เหลือเกิน

เมื่อละหมาด ยุซรอจะมีสมาธิและสติปัญญา ในการทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น เมื่อมีสมาธิจากการละหมาด ทำให้ค้นพบคำตอบ ของปัญหาต่างๆ อยู่เป็นประจำ ไม่รู้ว่าความคิด หรือคำตอบต่างๆ เหล่านี้ มาได้อย่างไร ยุซรอพยายามไม่ให้ขาดละหมาดเลย สักครั้งเดียว เมื่อใดที่ขาดละหมาด จะไม่สบายใจ และรู้สึกว่า ตนนั้นได้กระทำความผิด ต่อพระองค์ เพราะเวลาออกไปซื้อสินค้า ตามห้างสรรพสินค้า  ห้างฯที่ใหญ่โต และทันสมัยเหล่านั้น บางห้างฯ ไม่มีห้องละหมาดให้มุสลิม แล้วจะบอกว่า มุสลิมไม่เดินห้างฯ ไม่ได้นะ! ห้างสรรพสินค้าในประเทศอาหรับ เขามีที่ละหมาด ทำไมอาหรับ ถึงไม่เดินห้างสรรพสินค้า ในเมืองไทย เพราะไม่ให้ความสำคัญ กับศาสนาอิสลาม แต่รู้ไหมว่า คนกลุ่มประเทศอาหรับ เขามีกำลังซื้อมากขนาดไหน (ทำไมไม่ดูว่า เดี๋ยวนี้อะไรมันแพงที่สุด น้ำมัน แล้วมาจากไหน) พวกเขาไปเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้า ที่ประเทศเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย) เรานั่นเอง    เพราะมีห้องละหมาด ไว้บริการให้มุสลิมกัน ทุกห้างฯ เมื่อใกล้ถึงเวลาละหมาด จะมีนกบินผ่านมาส่งเสียงร้องเป็นประจำ เหมือนกับพวกเขา จะมาเตือนให้ยุซรอ อย่าหลงลืมการละหมาด และพวกเขาก็ขอพร ต่อพระองค์ด้วย

เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน และนกที่กางปีกอยู่ ต่างก็แซ่ซ้องสดุดีพระองค์ ทั้งหมดนั้น ต่างก็รู้การสวดขอพรของเขา และการแซ่ซ้องสดุดีของเขา และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ ในสิ่งที่พวกเขากระทำ ”  (Al-Quran 24:41)

3) การถือศีลอดในเดือนรอมาฎอน  คือ การงดการกิน การดื่ม และการมีเพศสัมพันธ์ การงดเว้นในการทำความชั่ว ทางกาย วาจา ใจ ทุกชนิด ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ ตี 4:50 ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น จนถึงเวลาประมาณ 6:20 ช่วงดวงอาทิตย์ตกดิน โดยประมาณ 29-30 วัน และสามารถดำเนินชีวิตปกติ ควบคู่กับการทำงานได้

เมื่อถึงเดือนที่ 9 ตามจันทรคติ ผู้ที่เป็นมุสลิม และบรรลุศาสนภาวะ  แล้ว ต้องปฏิบัติ ถือเป็นหน้าที่ และความรับผิดชอบ การถือศีลอดนี้ต้องปฏิบัติ ทั้งคนรวยและคนจน เป็นการสอน คนรวยจะได้รู้ว่า การที่คนจนไม่มีข้าวกินนั้น มีความรู้สึกอย่างไร เวลาที่คนเราหิวมากๆ และมองเห็นอาหารวางอยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่สามารถกินได้ มันจะทรมานแค่ไหน ความรู้สึกที่สะท้อนกลับ มาหาตัวของมนุษย์ เพื่อให้เพื่อนมนุษย์รู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจซึ่งกันและกัน นี่คือวิธีที่พระองค์ทรงใช้สอนมนุษย์ วิธีที่แยบยล โดยไม่ต้องป่าวประกาศ แต่ใช้การทดสอบจิตใจและร่างกาย ด้วยความรู้สึกหิว กระหาย พระองค์ไม่ได้ทำเพื่อใครอื่นเลย นอกจากเพื่อปวงบ่าวผู้ศรัทธา โปรดตรึกตรองดูเถิดว่า พระองค์รักบ่าวของพระองค์ มากแค่ไหน พวกท่านที่มีสติปัญญาทั้งหลาย ควรตรึกตรองดู และยังมีการถือศีลอด ในวาระต่าง ๆ ที่ศาสนาสนับสนุน แต่ไม่บังคับ

บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดนั้น ได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ถูกกำหนด แก่บรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้ว เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง ” (Al-Quran 2:183)

ไม่มีอะไรจะดีเท่า กับการพิสูจน์ด้วยตนเอง ยุซรอได้ทดลองกับตนเอง โดยในแต่ละวัน ทานอาหารจาก 3 มื้อ ลดลงเหลือ 2 มื้อ นี่แค่ลดลงมื้อเดียว ยังทรมานขนาดนี้เลย แต่จะต้องรู้ให้ได้ ถ้าไม่กินทั้งวัน จะรู้สึกอย่างไร ช่วงแรก ๆ นั้น มีอาการที่เรียกว่า โหยหาอาหาร ทำให้รู้ว่า คนจนที่ไม่มีข้าวกินนั้น เขารู้สึกกันอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงบอกเพื่อนๆ ให้ทำบุญกับคนยากจนขัดสน พวกเขาจะได้มีเงินซื้อข้าวกิน  แต่ก่อนเมื่อมีความรู้สึกหิว ไม่เคยนึกถึงสิ่งนี้เลย เพราะยังไงเดี๋ยวก็ได้ กินอยู่ดี และจะกินให้เยอะๆ ด้วย แต่พอถึงเวลากินจริงๆ ด้วยความที่เราหิวมากๆ มักจะทานได้ไม่เยอะ พระองค์ทรงสอนยุซรอทางอ้อม เพื่อให้ได้ใช้สติปัญญา ในการคิดใคร่ครวญถึงชีวิต ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

หลังจากได้ทดลองกับตนเองนั้น จึงได้รู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ และไม่เคยที่จะรับรู้ ว่า เราจะต้องคิดถึงคนอื่น ในหนทางไหน คิดเวลาไหน ถึงจะเข้าถึงความรู้สึกของคนจน เพราะความหิว พวกเขาทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะทำอะไร จะฆ่าใคร จะขโมยของที่ไหน ต้องยกมือไหว้ ผู้คนที่เดินผ่านไปมา อย่างไม่ใยดี ต้องเดินขอเศษเงินจากคนอื่นๆ ต้องทนกับการปฏิเสธ ของคนแล้วคนเล่า ต้องนั่งตากแดด บนพื้นที่ร้อนระอุ ต้องเสี่ยงอันตรายข้างถนน แม้แต่บางคนยังต้องขายตัวเอง และลูก เพื่อจะนำเงินนั้น มาดำรงชีวิตอยู่ต่อไป

“ (คือให้บริจาคทาน) แก่บรรดาผู้ที่ยากจน ที่ถูกจำกัดตัว ให้อยู่ในทางของอัลลอฮ์ โดยที่พวกเขา ไม่สามารถจะเดินทาง ไปในดินแดนอื่นๆ ได้ (เพื่อประกอบอาชีพ) ผู้ที่ไม่รู้ คิดว่า พวกเขาเป็นผู้มั่งมี อันเนื่องจากความสงบเสงี่ยมเจียมตัว โดยที่เจ้าจะรู้จักเขาได้ ด้วยเครื่องหมายของพวกเขา พวกเขาจะไม่ขอจากผู้คน ในสภาพเซ้าซี้ และสิ่งดีใดๆ ที่พวกเจ้าบริจาคไปนั้น แท้จริงอัลลอฮ์ ทรงรู้ดีในสิ่งนั้น ” (Al-Quran 2:273)

ย้อนกลับ  ถัดไป

หน้าหลัก

ตุลาคม 22, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม