Custom Search

ประเด็นที่ห้า

เกี่ยวกับสภาพสังคม

อัลกุรอานอันทรงคุณค่า ได้ปรับปรุง และแก้ไขสภาพสังคม และได้ให้แสงสว่าง นำทางที่เที่ยงตรง กับมนุษย์ไว้อีกด้วย มนุษย์ที่มีฐานะ ตำแหน่งสูง ควรพิจารณาดูว่า อัลกุรอานได้ใช้ ให้ผู้นำปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคม    

อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า "และจงลดปีก (สุภาพอ่อนโยน) ของเจ้า ต่อบรรดาผู้ศรัทธา ที่ปฏิบัติตามเจ้า" (อัชชุอะรออ์: 215)

อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า "ดังนั้น เนื่องด้วยกับความกรุณาเมตตา จากอัลลอฮ์ นั่นเอง เจ้า (มุฮัมมัด) จึงได้สุภาพอ่อนโยน ต่อพวกเขา และหากเจ้าเป็นผู้ประพฤติหยาบช้า และมีจิตใจที่แข็งกระด้าง แล้วไซร้ แน่นอนพวกเขา ก็ย่อมแยกตัวออกไปจากรอบๆ เจ้ากันแล้ว ดังนั้น จงอภัยให้แก่พวกเขา และจงขออภัยโทษ ให้แก่พวกเขาด้วย     และจงปรึกษาหารือกับพวกเขา ในกิจการทั้งหลาย..."   (อาละอิมรอน : 159)

จงพิจารณาดูว่า อัลกุรอาน ได้สั่งใช้ให้ผู้ที่อยู่ในสังคม โดยรวมนั้น ปฏิบัติต่อบรรดาผู้นำของพวกเขา อย่างไร?

อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า "โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และ จงเชื่อฟังเราะซูลเถิด และ ผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้าด้วย..."  (อันนิซาอ์:59)

จงดูเถิดว่า ประชาชนถูกกำชับให้ปฏิบัติ ต่อสถาบันครอบครัวอย่างไรบ้าง? โดยเฉพาะลูกๆ และบรรดาภรรยาของพวกเขา                                         

อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงปกป้องคุ้มครองตัวของพวกเจ้า และครอบครัวของพวกเจ้า ให้พ้นจากไฟนรก    ซึ่งเชื้อเพลิงของมัน คือมนุษย์และก้อนหิน มีมลาอิกะฮ์    ผู้แข็งกร้าว ห้าวหาญ คอยเฝ้ารักษามันอยู่ พวกเขาจะไม่ฝ่าฝืน คำสั่งของอัลลอฮ์ ในสิ่งที่พระองค์ทรงมีบัญชา แก่พวกเขา และพวกเขาจะปฏิบัติตามบัญชา อย่างเคร่งครัด”  (อัตตะฮห์รีม : 6)

จงพิจารณาดูว่า สังคมนั้นถูกเตือนให้ระมัดระวัง ปกป้องคุ้มกันเอาไว้ โดยตรงอย่างไร หากพบว่ามีการกระทำ ที่ไม่สมควรที่จะให้อภัย หรือยกโทษให้ ประการแรกคือ ให้ระมัดระวังป้องกันไว้ก่อน ประการที่สอง คือ การให้อภัย และการยกโทษให้  
            
 อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริงในบรรดาคู่ครองของพวกเจ้า และบรรดาลูก หลาน ของพวกเจ้านั้น มีบางคนเป็นศัตรูกับพวกเจ้า ดังนั้น จงระวังพวกเขาให้ดี และหากพวกเจ้าอภัย และยกโทษให้พวกเขา    แท้จริงอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงอภัย เป็นผู้ทรงเมตตาเสมอ"  (อัตตะฆอบุน : 14)

จงพิจารณาดูว่า แต่ละส่วนของสังคมนั้น อัลกุรอาน ได้ใช้ให้ปฏิบัติต่อกัน อย่างไร?

อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า "แท้จริงอัลลอฮ์ ทรงใช้ให้รักษาความยุติธรรม และทำดี และให้บริจาค แก่ญาติที่ใกล้ชิด และให้ละเว้น จากการทำสิ่งที่ลามก และการชั่วช้า และการอธรรม   พระองค์ทรงตักเตือนพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้รำลึก"  (อันนะฮ์ลุ : 90) 

และอัลลอฮ์   ได้ตรัสว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงห่างไกลจากส่วนใหญ่ ของการสงสัย แท้จริงการสงสัยบางอย่างนั้น เป็นบาป และพวกเจ้าจงอย่าสอดแนม และบางคนในหมู่พวกเจ้า อย่านินทาซึ่งกันและกัน"   (อัลหุญุร็อต : 12)

อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย  ชนกลุ่มหนึ่ง อย่าได้เยาะเย้ย ชนอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีพวกที่ถูกเยาะเย้ยนั้น จะดีกว่าพวกที่เยาะเย้ยก็ได้ และสตรี อย่าได้เยาะเย้ยสตรี อีกกลุ่มหนึ่ง บางทีกลุ่มที่ถูกเยาะเย้ย จะดีกว่ากลุ่มที่เยาะเย้ย และพวกเจ้าอย่าได้ตำหนิ ตัวของพวกเจ้าเอง และอย่าได้เรียกกัน ด้วยฉายาที่เจ้าตัวไม่ชอบ นามเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เลว เป็นการฝ่าฝืน หลังจากที่ได้มีการศรัทธากันแล้ว และผู้ใดที่ไม่สำนึกผิด ชนเหล่านั้น คือ บรรดาผู้อธรรม"   (อัลหุญุร็อต : 11)

อัลลอฮ์   ได้ตรัสว่า"…และพวกเจ้าจงช่วยเหลือกัน ในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง  และจงอย่าช่วยกัน ในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกัน และพึงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้รุนแรงในการลงโทษ" (อัลมาอิดะฮฺ :  2)

อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า “แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธานั้น เป็นพี่น้องกัน...”    (อัลหุญุร็อต : 10)

อัลลอฮ์   ทรงตรัสว่า  "...และกิจการของพวกเขา มีการปรึกษาหารือกัน ในระหว่างพวกเขา..." (อัชชูรอ : 38)

ในเมื่อสังคม ไม่มีทางที่จะรอดพ้นปลอดภัย ไปจากการอิจฉาริษยา และการแก่งแย่งชิงดี ชิงเด่นกัน มีผู้จ้องจะรุกราน ตั้งตนเป็นใหญ่ และเป็นศัตรูกันในสังคม ไม่ว่าจะเป็นญิน หรือมนุษย์ ก็ตามที นักกวีได้กล่าวไว้ว่า อันบุคคลนั้น จะหนีให้พ้น ไปจากฝ่ายตรงข้าม ไม่ได้ดอก แม้ว่าเขาจะพยายามหนีไปอยู่ โดยลำพัง บนยอดเขาก็ตาม

ในเมื่อสังคม ต้องการรักษาโรค ดังกล่าวนี้ และความอันตรายของมัน ได้แพร่กระจายไปทั่ว อัลลอฮ์   ได้ทรงแจกแจงวิธีการรักษาไว้ ในคัมภีร์ของพระองค์ 3 ขั้นตอน ด้วยกัน โดยแจ้งให้ทราบว่า วิธีรักษาการเป็นศัตรูจากมนุษย์ คือ ด้วยการหลีกห่างจากความชั่วร้าย และให้ตอบโต้ความไม่ดี ด้วยการกระทำที่ดีกว่า คือ การใช้ความดีตอบโต้ความชั่ว มนุษย์จะไม่สามารถหนีรอด ปลอดภัย จากญินและชัยฏอนได้ นอกจากการขอความคุ้มครอง ความช่วยเหลือ จากอัลลอฮ์   ให้พ้นจากความชั่วร้ายของมัน เท่านั้น

วิธีที่หนึ่ง ดำรัสของอัลลอฮ์   เกี่ยวกับชัยฏอนที่เป็นมนุษย์ ในตอนท้ายของซูเราะฮ์ อัลอะอ์รอฟ ที่ทรงตรัสว่า "เจ้า (มุฮัมมัด) จงยึดถือไว้ซึ่งการอภัย และจงใช้ให้กระทำ สิ่งที่ดีงาม   และจงผินหลัง ให้กับบรรดาผู้โฉดเขลาทั้งหลาย เถิด"  (อัลอะอ์รอฟ : 199)

และเช่นเดียวกัน เกี่ยวกับชัยฏอน ที่เป็นญิน  ดังดำรัสของพระองค์ที่ว่า "และหากมีการยั่วยุใด ๆ จากชัยฏอน ที่กำลังยั่วยุเจ้าอยู่ จงขอความคุ้มครอง ต่ออัลลอฮ์เถิด แท้จริงพระองค์ เป็นผู้ทรงได้ยิน เป็นผู้ทรงรอบรู้"   (อัลอะอ์ร็อฟ : 200)

วิธีที่สอง ดำรัสของอัลลอฮ์   ในซูเราะฮฺ "อัล มุมินูน" ที่ว่า "เจ้าจงโต้ตอบความชั่ว ด้วยสิ่งที่ดีกว่า  เรา (อัลลอฮ์) รู้ดียิ่ง ในสิ่งที่พวกเขากล่าวหา"    (อัลมุมินูน:  96)

และเช่นเดียวกัน ในตอนสุดท้ายที่ทรงตรัสว่า "และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์  ให้พ้นจากเสียงกระซิบกระซาบ ของชัยฏอน และข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ ให้พ้นจากการที่พวกมัน จะนำความชั่วร้าย มาสู่ข้าพระองค์ด้วยเถิด"    (อัลมุมินูน :  97-98)

วิธีที่สาม  ดำรัสของอัลลอฮ์   ในซูเราะฮฺ  "ฟุซซิลัต"  และ พระองค์ ยังทรงแจ้งเพิ่มเติม ให้ทราบว่า ดังกล่าวนั้น เป็นการรักษาที่มาจากฟากฟ้า สามารถรักษาโรค ที่มาจากชัยฏอนได้ ซึ่งการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวนี้  ใช่ว่าจะหายจากโรคร้ายได้ทุกคน จะได้เฉพาะผู้ที่ได้รับเกียรติ และผู้มีโชคลาภ ที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น

ดังดำรัสของพระองค์ ที่ว่า "ความดีและความชั่วนั้น หาเท่าเทียมกันไม่ เจ้าจงเอาชนะความชั่ว ด้วยความดี แล้วเมื่อนั้น ผู้ที่เคยเป็นศัตรู ระหว่างเจ้ากับเขา จะกลับกลายเป็นเยี่ยงมิตร ที่สนิทกัน และไม่มีผู้ใดจะได้รับความดี นอกจากบรรดาผู้ที่อดทน และจะไม่มีผู้ใด ได้รับความดีนั้น นอกจากผู้ที่มีโชคลาภ อันใหญ่หลวง"   (ฟุซซิลัต :  34-35)

 และพระองค์ได้ตรัสในตอนอื่นว่า "และหากมีการยั่วยุใด ๆ จากชัยฏอน ที่กำลังยั่วยุเจ้าอยู่ จงขอความคุ้มครอง ต่ออัลลอฮ์เถิด แท้จริงพระองค์ เป็นผู้ทรงได้ยิน เป็นผู้ทรงรอบรู้"  (อัลอะอ์ร็อฟ : 200)

และยังได้ทรงแจ้งให้ทราบอีกว่า ความสุภาพอ่อนน้อม และนุ่มนวลนั้น ให้ใช้เฉพาะกับมุสลิม เท่านั้น มิใช่กับผู้ปฏิเสธ ดังดำรัสของพระองค์ ที่ว่า "บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ผู้ใดในหมู่พวกเจ้า กลับออกจากศาสนา ของพวกเขาไป อัลลอฮ์จะทรงนำมา ซึ่งชนกลุ่มหนึ่ง ที่พระองค์ทรงรักพวกเขา และพวกเขาก็รักพระองค์ เป็นผู้นอบน้อมถ่อมตน ต่อบรรดาผู้ศรัทธา เป็นผู้ทรงเกียรติ เหนือบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา พวกเขาจะเสียสละ และต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ และไม่กลัวการตำหนิ ของผู้ตำหนิคนใด..." (อัลมาอิดะฮ์ : 54)

และอัลลอฮ์   ได้ตรัสว่า "มุฮัมมัด คือศาสนทูตของอัลลอฮ์ และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขานั้น ล้วนเป็นผู้เข้มแข็ง กล้าหาญ ปฏิบัติเฉียบขาด ต่อพวกปฏิเสธศรัทธา แต่เป็นผู้เมตตา สงสาร อ่อนโยน แก่พวกเดียวกัน..."  (อัลฟัตฮ์: 29)

และพระองค์ยังตรัส อีกว่า "โอ้นะบีเอ๋ย จงต่อสู้กับบรรดาพวกปฏิเสธศรัทธา  และบรรดาพวกมุนาฟิกีน (พวกกลับกลอก) และจงแข็งกร้าวกับพวกเขา เพราะที่พำนักของพวกเขา คือ นรก และมันเป็นทางกลับ ที่ชั่วช้ายิ่ง"  (อัตตะห์รีม : 9)

ดังนั้น เมื่อเอาความแข็งกร้าว รุนแรงไปใช้ในที่ ที่สมควรใช้ความนุ่มนวลอ่อนโยน เท่ากับเป็นการแสดงความโง่เขลา และทำให้เกิดความพินาศเสียหาย และการเอาความนุ่มนวล อ่อนโยนไปใช้ในที่ ที่สมควรจะใช้ความแข็งกร้าว รุนแรง เท่ากับเป็นการแสดงความอ่อนแอ โง่เขลาเบาปัญญา นั่นเอง
 
"เมื่อมีผู้กล่าวว่า จงอดทน สุขุม ให้ตอบว่า สำหรับความสุขุม อดทนนั้น มีที่ของมัน คนหนุ่มที่สุขุมอดทนในที่ ที่มิใช่ที่ของมันนั้น คือคนที่ไม่ใช้สติปัญญา"

ย้อนกลับ ถัดไป

หน้าหลัก

ตุลาคม 20, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม