Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

การละหมาดและสถานะของมันในอิสลาม

มวลการสรรเสริญ เป็นเอกสิทธิของอัลลอฮฺ ขอการเจริญพร และความสันติ มีแด่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ข้าขอปฏิญานว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดนั้น เป็นบ่าว และศาสนทูตของพระองค์ แท้จริงอิสลาม ได้ให้ความสำคัญกับการละหมาด เป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับให้มีการประกาศ และยกฐานะอันสูงส่ง ให้กับการละหมาด ละหมาดถือเป็นรุก่น หรือองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของอิสลาม ถัดจากการกล่าวกะลิมะฮฺ ชะฮาดะฮฺ (กล่าวปฏิญาณตน) มีรายงานจากท่านอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«بُنِيَ الْإِسْلَامُ عَلَى خَمْسٍ شَهَادَةِ أَنْ لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا رَسُولُ اللَّهِ وَإِقَامِ الصَّلَاةِ وَإِيتَاءِ الزَّكَاةِ وَالْحَجِّ وَصَوْمِ رَمَضَانَ» [البخاري برقم 8، ومسلم برقم 16]  

ความว่า “อิสลามถูกก่อตั้งอยู่บนห้าสิ่ง คือ การปฏิญาณตนว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ และท่านศาสนทูตมุหัมมัดนั้น เป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ  การทำการละหมาด การจ่ายซะกาต การทำหัจญ์ และการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน“  (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 1/20 หมายเลข 8, เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/45 หมายเลข 16)

ละหมาดจะเป็นสิ่งแรก ที่บ่าวจะถูกถามในวันกิยามะฮฺ รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บิน ก็อรฏ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«أَوَّلُ مَا يُحَاسَبُ بِهِ العَبْدُ يَوْمَ القِيَامَةِ الصَّلَاةُ ، فَإِنْ صَلَحَتْ صَلَحَ لَهُ سَائِرُ عَمَلِهِ ، وَإِنْ فَسَدَتْ فَسَدَ سَائِرُ عَمَلِهِ» [الطبراني في الأسط برقم 1859، وصححه الألباني في الصحيحة برقم 1358]

ความว่า สิ่งแรกที่บ่าวจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ นั้นคือละหมาด หากละหมาดของเขาดี การงานอื่นทั้งหมด ก็จะดีด้วย และหากละหมาดของเขาไม่ดี การงานอื่นทั้งหมด ก็จะไม่ดีด้วย (อัฏ-เฏาะบะรอนีย์ ในหนังสือ อัล-เอาสัฏ 1 /240  หมายเลข 1859  และเชค อัล-อัลบานีย์กล่าวว่า เป็นหะดีษเศาะฮีหฺ ใน อัศ-เศาะฮีหะฮฺ หมายเลข 1358)

การละหมาด เป็นข้อแตกต่าง ระหว่างคนมุสลิมและกาฟิรฺ อัลลอฮฺได้ตรัสความว่า “แล้วหากพวกเขาสำนึกผิดกลับตัว และดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และชำระซะกาตแล้วไซร้ พวกเขาก็เป็นพี่น้องของพวกเจ้า ในศาสนา และเราจะแจกแจงบรรดาโองการไว้ แก่กลุ่มชนที่รู้ “ (อัต-เตาบะฮฺ 11)  
           
รายงานจากท่านญาบิรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

« بَيْنَ الرَّجُلِ وَبَيْنَ الشِّرْكِ وَالْكُفْرِ تَرْكُ الصَّلاَةِ » [مسلم برقم 82]

ความว่า (ข้อแบ่งแยก) ระหว่างชายคนหนึ่ง กับการตั้งภาคี และการปฏิเสธศรัทธานั้น คือการละหมาด  (เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/88  หมายเลข  82)  

การละหมาดเป็นสิ่งขวางกั้น ระหว่างบ่าว (มนุษย์) กับสิ่งที่เป็นบาปกรรมต่างๆ อัลลอฮฺได้ตรัสความว่า “แท้จริงการละหมาดนั้น จะยับยั้งการทำลามก และความชั่ว“ (อัล-อังกะบูต 45)
           
และสิ่งสุดท้าย ที่ท่านนบีสั่งเสีย ในขณะที่ท่านใกล้สิ้นลม นั้นก็คือ

«الصَّلَاةَ الصَّلَاةَ وَمَا مَلَكَتْ أَيْمَانُكُمْ» [ابن ماجه برقم 2697]

ความว่า “(จงดูแล) การละหมาด  (จงดูแล) การละหมาด และ (จงดูแล) คนที่อยู่ในการครอบครอง ของพวกท่าน (ทาส)” (สุนัน อิบนิ มาญะฮฺ  2/900  หมายเลข  2697)

การละหมาดนั้นมีประโยชน์ใหญ่หลวงนัก ส่วนหนึ่งก็คือ

สิ่งแรก ช่วยไถ่บาป และความผิดต่างๆ   อัลลอฮฺได้ตรัสความว่า “และเจ้าจงดำรงไว้ ซึ่งการละหมาด ในปลายช่วงทั้งสอง ของกลางวัน และยามต้น จากกลางคืน แท้จริงความดีทั้งหลาย ย่อมลบล้างความชั่วทั้งหลาย นั่นคือข้อเตือน สำหรับบรรดาผู้ที่รำลึก” (ฮูด 114)

รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

« أَرَأَيْتُمْ لَوْ أَنَّ نَهْرًا بِبَابِ أَحَدِكُمْ يَغْتَسِلُ مِنْهُ كُلَّ يَوْمٍ خَمْسَ مَرَّاتٍ هَلْ يَبْقَى مِنْ دَرَنِهِ شَىْءٌ ». قَالُوا لاَ يَبْقَى مِنْ دَرَنِهِ شَىْءٌ. قَالَ « فَذَلِكَ مَثَلُ الصَّلَوَاتِ الْخَمْسِ يَمْحُو اللَّهُ بِهِنَّ الْخَطَايَا» [البخاري برقم 528، ومسلم برقم 667]

ความว่า พวกท่านลองนึกซิว่า หากหน้าประตูบ้านของคนๆหนึ่ง ในหมู่พวกท่าน มีแม่น้ำไหลผ่าน เขาได้อาบน้ำในแม่น้ำนั้น วันละห้าครั้ง จะเหลือสิ่งสกปรกใดๆ อีกใหม?” พวกเขากล่าวว่า  ไม่เหลือสิ่งสกปรกใดๆ อีก  ท่านนบีก็กล่าวว่า “เช่นนั้นแหละ คือการเปรียบเทียบการละหมาดห้าเวลา อัลลอฮฺให้มันทำการลบล้างบาปต่างๆ  (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 1/184  หมายเลข  528, เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/463  หมายเลข  667)

สิ่งที่สอง  การละหมาดเป็นรัศมี สำหรับผู้ปฏิบัติ รายงานจากท่านอบู มาลิก อัล-อัชอะรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«الطُّهُورُ شَطْرُ الإِيمَانِ، وَالْحَمْدُ لِلَّهِ تَمْلأُ الْمِيزَانَ. وَسُبْحَانَ اللَّهِ وَالْحَمْدُ لِلَّهِ تَمْلآنِ - أَوْ تَمْلأُ - مَا بَيْنَ السَّمَوَاتِ وَالأَرْضِ، وَالصَّلاَةُ نُورٌ، وَالصَّدَقَةُ بُرْهَانٌ، وَالصَّبْرُ ضِيَاءٌ، وَالْقُرْآنُ حُجَّةٌ لَكَ أَوْ عَلَيْكَ، كُلُّ النَّاسِ يَغْدُو فَبَائِعٌ نَفْسَهُ فَمُعْتِقُهَا أَوْ مُوبِقُهَا» [مسلم برقم 223]

ความว่า ความสะอาด เป็นกึ่งหนึ่งของการศรัทธา  และการกล่าว อัลหัมดุลิลลาฮฺ มีผลบุญเต็มตาชั่ง (ตาชั่งความดีในวันกิยามะฮฺ) การกล่าวสุบหานัลลอฮฺ วัลหัมดุลิลลาฮฺ ทั้งสองประโยคนี้ หรือ คำกล่าวนี้ ทำให้ได้ผลบุญเต็ม ระหว่างชั้นฟ้า และแผ่นดิน การละหมาด เป็นรัศมี การบริจาคทาน เป็นหลักฐาน การอดทน เป็นแสงสว่างจ้า และอัลกุรอ่าน เป็นข้อโต้แย้งสำหรับท่าน (ช่วยเหลือท่าน หากท่านปฏิบัติตาม) หรือเป็นข้อโต้แย้งเหนือตัวท่าน (เป็นสิ่งปรักปรำท่าน หากท่านไม่ปฏิบัติตาม) มนุษย์ทุกคนย่อมขวนขวาย (ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อตัวเอง) บางคนเป็นผู้ที่ขาย หรือเสียสละตัวเอง (เพื่ออัลลอฮฺ) ดังนั้น เขาก็คือผู้ปลดปล่อยตัวเขาเอง (จากการถูกลงโทษในไฟนรก) และบางคนก็เป็นผู้ขายตัวเอง ให้กับชัยฏอน และตัณหาของเขา ดังนั้น เขาคือผู้ทำลายตัวเขาเอง ให้พินาศ (เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/203 หมายเลข 223)

สิ่งที่สาม มุสลิมคนหนึ่ง จะสามารถบรรลุระดับ ศิดดีกีน (ผู้สัจจริง) และผู้เป็นชะฮีด (ตายในหนทางของอัลลอฮฺ) ได้ด้วยการละหมาด จ่ายซะกาต และถือศีลอด    รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ได้มีชายสองคนจากบะลีย์ จากเผ่ากุฎออะฮฺ ทั้งสองได้รับอิสลาม กับท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  แล้วคนหนึ่งได้ตายชะฮีด ในหนทางของอัลลอฮฺ   และอีกคนอยู่ต่อไป ได้อีกหนึ่งปี ฏ็อลหะฮฺ บิน อุบัยดิลลาฮฺ ได้กล่าวว่า ฉันได้ฝันเห็นสวรรค์ และฉันพบว่าในนั้น คนที่เสียชีวิตในภายหลัง (จากสองคนที่กล่าวไปแล้ว) ได้เข้าสวรรค์ ก่อนคนที่ตายชะฮีด ฉันประหลาดใจมาก  รุ่งเช้าฉันจึงไปถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรือได้มีการไปเล่า ให้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้รู้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«أَلَيْسَ قَدْ صَامَ بَعْدَهُ رَمَضَانَ، وَصَلَّى سِتَّةَ آلَافِ رَكْعَةٍ أَوْ كَذَا وَكَذَا رَكْعَةً صَلَاةَ السَّنَةِ» [مسند الإمام أحمد 2/333]

ความว่า ชายคนที่ตายภายหลังนั้น ได้ถือศีลอดเดือนเราะมะฎอน หลังจากนั้น มิใช่หรือ และได้ละหมาด หกพันร็อกอะฮฺ หรือเท่านั้น เท่านี้  ในเวลาหนึ่งปี  ไม่ใช่หรือ? (มุสนัด อิมามอะหฺมัด 2/333) 
            .
ละหมาดต้องทำในเวลา ที่ศาสนากำหนด อัลลอฮฺตะอาลา กล่าวความว่า “แท้จริงการละหมาดนั้น เป็นวาญิบ (จำเป็นต้องปฏิบัติ) เหนือบรรดาผู้ศรัทธา ในเวลาที่ถูกกำหนด” (อัน-นิสาอ์ 103)

ท่านอิมามอัล-บุคอรีย์ ได้อธิบายว่า ได้กำหนดเวลาที่แน่นอน ให้แก่พวกเขา  และการทำละหมาด ในเวลาของมันนั้น เป็นการงานที่อัลลอฮฺรักที่สุด

عن عبدالله بن مسعود قَالَ : سَأَلْتُ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : أَيُّ الْعَمَلِ أَحَبُّ إِلَى اللَّهِ؟ قَالَ : «الصَّلَاةُ عَلَى وَقْتِهَا» قَالَ ثُمَّ أَيٌّ؟ قَالَ : «ثُمَّ بِرُّ الْوَالِدَيْنِ» قَالَ ثُمَّ أَيٌّ؟ قَالَ :  «الْجِهَادُ فِي سَبِيلِ اللَّهِ». [البخاري برقم 527، ومسلم برقم 85]

ความว่า รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุว่า  ท่านได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า การงานใดที่อัลลอฮฺรักมากที่สุด?  ท่านนบีได้ตอบว่า การละหมาดในเวลาของมัน” ฉันถามต่อว่า แล้วอะไรอีก?  ท่านนบีตอบว่า ทำดีต่อบิดามารดา ฉันถามต่อว่า แล้วอะไรอีก?  ท่านนบีตอบว่า การญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ“ (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 1/184  หมายเลข  527, เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/89  หมายเลข  85

ถัดไป

หน้าหลัก

กันยายน 29, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม