Custom Search

ประเด็นว่าด้วยคุณสมบัติของผู้เป็นอิมามนำละหมาดญะมาอะฮฺ

1. เด็กผู้ชายที่รู้เดียงสา (มุมัยยิซ) ที่การละหมาดของเขาใช้ได้ การเป็นอิมามนำละหมาดของเขาย่อมใช้ได้ โดยไม่มีข้อขัดแย้ง ในกรณีที่การละหมาดนั้น มิใช่การละหมาดวันศุกร์  ส่วน ในกรณีที่เป็นการละหมาดวันศุกร์ มี 2 คำกล่าว ในมัซฮับ คำกล่าวที่ถูกต้องที่สุด (อะเศาะฮฺอัล-เกาวฺลัยนี่) ถือว่า การเป็นอิมามนำละหมาดวันศุกร์ ของเด็กผู้ชายที่รู้เดียงสานั้น ใช้ได้ ทั้งนี้ เมื่อจำนวนผู้เป็นอะฮฺลุลญุมอะฮฺ มีจำนวนครบ ตามเงื่อนไข โดยไม่นับรวมเด็กผู้ชายที่รู้เดียงสานั้น (กิตาบอัล-มัจญ์มูอฺ ชัรหุลมุฮัซซับ ; อิมามอัน-นะวาวียฺ เล่มที่ 4 หน้า 145)

อย่างไรก็ตาม  ท่านอะฏออฺ , อัช-ชะอฺบียฺ , มุญาฮิด , มาลิก , อัษ-เษารียฺ และอัศหาบุรฺเราะอฺย์ ถือว่า เป็นการมักรูฮฺในการที่เด็กผู้ชายที่รู้เดียงสา จะนำละหมาดบรรดามะอฺมูมที่บรรลุศาสนภาวะ (บาลิฆฺ) แล้ว (กิตาบ อัล-มัจญ์มูอฺ ชัรหุลมุฮัซซับ 4/146)

2. การละหมาดตามหลังชนต่างศาสนิก (กาฟิร) ใช้ไม่ได้ เช่นเดียวกับการละหมาด ตามหลังผู้กระทำอุตริกรรม (มุบตะดิอฺ) ที่ตกศาสนา ด้วยเหตุแห่งการกระทำอุตริกรรมนั้น (คือ อุตริกรรมประเภทที่ทำให้ตกศาสนา เช่น ผู้ที่มีความเชื่อว่าพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงมีเรือนร่าง เหมือนสิ่งที่ถูกสร้าง ซึ่งเรียกว่า พวกมุญัสสิมะฮฺ เป็นต้น) ก็ถือว่าการละหมาดตามหลังบุคคลดังกล่าว ใช้ไม่ได้

ดังนั้น หากบุคคลหนึ่ง ละหมาดตามหลังชนกาฟิร โดยไม่รู้ถึงการเป็นชนกาฟิรของผู้นั้น หากชนกาฟิรผู้นั้น แสดงความเป็นชนกาฟิรของเขาอย่างชัดเจน เช่น ยะฮูดียฺ นัศรอนียฺ มะญูสียฺ และวะษะนียฺ (ผู้บูชารูปเจว็ด) เป็นต้น ก็จำเป็นที่ผู้ละหมาดตาม ในสภาพที่ไม่รู้ ต้องกลับไปละหมาดใหม่ (อิอาดะฮฺ) โดยไม่มีความเห็นขัดแย้ง ในหมู่นักวิชาการ สังกัดมัซฮับอัช-ชาฟิอียฺ

แต่ถ้าปรากฏว่าชนกาฟิรนั้น ปิดบังอำพรางความเป็นชนกาฟิรเอาไว้ โดยไม่แสดงให้ปรากฏชัดภายนอก เช่น มุรตัด (ผู้ที่ตกศาสนา) ดะฮฺรียฺ (ผู้ปฏิเสธความเชื่อ ในเรื่องพระผู้ทรงสร้าง และกล่าวอ้างว่าทุกสรรพสิ่ง เป็นไปเช่นนั้น ตามกาลเวลา) ซินดีก (พวกนอกรีต) และผู้ที่กระทำอุตริกรรมประเภทที่ทำให้ตกศาสนา โดยซ่อนอำพรางสิ่งนั้น กรณีนี้มี 2 ประเด็นที่รู้กันในมัซฮับ

ประเด็นที่ถูกต้อง (วัจญ์ฮุน เศาะหิหฺ) ถือว่า จำเป็นที่ผู้ละหมาดตามหลังกลุ่มบุคคลดังกล่าว ต้องกลับไปละหมาดใหม่ (อิอาดะฮฺ) และหากปรากฏว่าชนกาฟิรฺแต่ เดิม (กาฟิรฺ อัศลียฺ) เป็นอิมามนำละหมาด หรือเป็นมะอฺมูม หรือละหมาดคนเดียว หรือละหมาดอยู่ภายในมัสญิด หรือสถานที่อื่น ผู้นั้นก็ย่อมไม่กลายเป็นมุสลิม ด้วยสิ่งดังกล่าว ไม่ว่าผู้นั้นจะอยู่ในดารุลหัรบฺ (ดินแดนที่ทำสงครามศาสนากับชาวมุสลิม หรือกับรัฐอิสลาม) ก็ตาม โดยถือตามตัวบทของอิมาม อัช-ชาฟิอียฺ ที่ระบุไว้ในตำราอัล-อุมมฺ และอัล-มุคตะศ็อรฺ ตลอดจนปวงปราชญ์ในมัซฮับอัช-ชาฟิอียฺ ระบุไว้อย่างชัดเจน (อ้างแล้ว 4/148)

ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่มีผู้ใด ได้ยินการกล่าวคำปฏิญาณ ทั้ง 2 ประโยค จากชนกาฟิรฺผู้นั้น แต่ถ้าหากการกล่าวคำปฏิญาณ ทั้ง 2 ประโยค ถูกได้ยินจากชนกาฟิรฺผู้นั้น ในการอ่านตะชะฮฺฮุด หรืออื่นๆ ก็มี 2 ประเด็น ที่รู้กัน ประเด็นที่ถูกต้อง และนักวิชาการส่วนมาก ชี้ขาด คือ บุคคลผู้นั้นถูกชี้ขาดถึงความเป็นอิสลามของเขา (อ้างแล้ว 4/148)

อนึ่ง ชนกาฟิรฺที่เพียงแค่ปฏิบัติละหมาดเฉยๆ จะไม่ถูกชี้ขาดถึงความเป็นอิสลามของเขาตามมัซฮับอัช-ชาฟิอียฺ และเป็นคำกล่าวอ้างของอัล-เอาวฺซาอียฺ , มาลิก , อบูเษาริน และดาวูด ส่วน อิมามอบูหะนีฟะฮฺ (ร.ฮ.) กล่าวว่า : หากชนกาฟิรฺละหมาดในมัสญิด ในการละหมาดญะมาอะฮฺหรือละหมาดคนเดียว หรือละหมาดด้านนอกมัสญิด ในการละหมาดญะมาอะฮฺ หรือทำฮัจญ์และเฏาะว๊าฟ หรือเปลื้องเสื้อผ้าตามปกติ เพื่อครองอิหฺร็อม กล่าวตัลบียะฮฺ และวุก๊ฟ ที่อะเราะฟะฮฺ เขาผู้นั้นก็กลายเป็นมุสลิมแล้ว อิมามอะหฺมัด (ร.ฮ.) กล่าวว่า : หากชนกาฟิรฺผู้นั้น ละหมาดคนเดียว หรือละหมาดอยู่ด้านนอกมัสยิด ก็ถูกตัดสินถึงความเป็นอิสลามของเขาแล้ว (อ้างแล้ว 4/149)

3. อนุญาตให้ละหมาดตามหลังคนฟาสิก (ผู้ประพฤติชั่ว) และการละหมาดตามหลังคนฟาสิกนั้นใช้ได้  ไม่เป็นที่ต้องห้าม แต่เป็นสิ่งที่มักรูฮฺ เนื่องจากมีหลักฐาน ปรากฏในเศาะหิหฺอัล-บุคอรียฺ  ว่าท่านอิบนุ อุมัร (ร.ฎ.) เคยละหมาดตามหลังอัล-หัจญาจฺ อิบนุ ยูสุฟ ข้าหลวงในราชวงศ์อัล-อุมะวียะฮฺ ซึ่งบุคคลผู้นี้เป็นคนฟาสิก และซอลิม (ผู้อธรรม) และท่านอะนัส อิบนุ มาลิก (ร.ฮ.) ก็เคยละหมาดตามหลังอัล-หัจญาจฺ อิบนุ ยูสุฟ เช่นกัน

และมีอัล-หะดีษระบุว่า                  

ความว่า "พวกเขา (อิมามที่ประพฤติชั่ว) จะปฏิบัติละหมาดนำแก่พวกท่าน ฉะนั้น หากพวกเขากระทำถูกต้องนั่นก็สำหรับพวกท่านและสำหรับพวกเขา และหากพวกเขากระทำผิด นั่นก็สำหรับพวกท่านและความผิดนั้นก็ตกหนักเหนือพวกเขา" (รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ และอะหฺมัด เป็นหะดีษเศาะหิหฺ)

ดังนั้น จึงเป็นที่อนุญาตสำหรับบุคคล ที่จะละหมาดตามหลังผู้ที่บุคคลผู้นั้น ไม่รู้ว่ามีการกระทำอุตริกรรม (บิดอะฮฺ) และการกระทำความชั่ว (ฟิสฺก์) ของผู้นั้น โดยการเห็นพ้องของบรรดาอิมาม และการที่มะอฺมูม ต้องรู้แน่ชัดถึงการอิอฺติก็อด (ความเชื่อ) ของผู้เป็นอิมามนั้น ไม่ถือเป็นเงื่อนไขในการละหมาดตาม และไม่มีเงื่อนไขว่ามะอฺมูม ต้องทดสอบอิมามในเรื่องนี้ โดยถามว่า "ท่านมีความเชื่ออย่างใด" แต่อนุญาตให้มะอฺมูมละหมาด ตามหลังผู้ที่ถูกปกปิดสถานะ (มัสตูรฺ อัล-หาล)

และถ้าหากมะอฺมูม ละหมาดตามหลังผู้กระทำอุตริกรรม (มุบตะดิอฺ) ทีเรียกร้องสู่การกระทำอุตริกรรมนั้น หรือคนฟาสิก ที่มีการกระทำชั่วปรากฏชัด โดยอิมามนั้นเป็นอิมามโดยตำแหน่ง (อิมามรอติบ) ซึ่งมะอฺมูมไม่อาจทำละหมาดนั้นได้ นอกจากต้องละหมาดตามหลังอิมามผู้นั้น เช่น อิมามนำละหมาดวันศุกร์ และการละหมาดอีดทั้งสอง เป็นต้น ก็ให้มะอฺมูมละหมาดตามหลังอิมามผู้นั้นได้ตามทัศนะของชาวสะลัฟและเคาะลัฟ ทั่วไป

ถัดไป

หน้าหลัก

พฤศจิกายน 24, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม