Custom Search

ว่าด้วยเรื่องการอะซานและการอิกอมะฮฺ

ความหมาย

คำ ว่า อะซาน (اَلْاَﺬَانُ ) ตามรากศัพท์ หมายถึง การแจ้งให้ทราบ, การบอกให้รู้ และการประกาศ ส่วนความหมายตามนิยาม หมายถึง การประกาศให้รู้ถึง การเข้าสู่เวลาของการละหมาด ด้วยบรรดาถ้อยคำเฉพาะ

คำว่า อิกอมะฮฺ (اَلْاِقَامَةُ ) ตามรากศัพท์ หมายถึง การให้ลุกขึ้นยืน ส่วนความหมายตามนิยาม หมายถึง การประกาศให้ผู้ที่มาร่วมละหมาด รู้ว่าอิมามพร้อมที่จะเริ่มทำการละหมาดแล้ว ด้วยบรรดาถ้อยคำเฉพาะ
เรียกผู้ทำการอะซานว่า มุอัซซิน (اَلْمُؤَﺬِّنُ ) และเรียกผู้ทำการอิกอมะฮฺ ว่า มุกีม (اَلْمُقِيْمُ )

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติ การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 มาตรา (4) เรียก “มุอัซซิน” ว่า “บิหลั่น” ซึ่งหมายความว่า ผู้ประกาศเชิญชวน ให้มุสลิมปฏิบัติศาสนกิจ ตามเวลา เหตุที่เรียกเช่นนั้น เพราะคำว่า “บิหลั่น” มาจากคำว่า “บิล้าล” ซึ่งเป็นนามชื่อของท่านบิล้าล อิบนุ เราะบาหฺ (ร.ฎ.) สาวกท่านหนึ่ง ของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ที่ทำหน้าที่ในการอะซาน การเรียกผู้ประกาศเชิญชวน ให้มุสลิมปฏิบัติศาสนกิจตามเวลา ว่า “บิหลั่น” จึงเป็นอนุสรณ์ แห่งเกียรติคุณ ของสาวกท่านนี้ ซึ่งได้รับฉายาว่า มุอัซซิน (ผู้ประกาศ) ของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)

ที่มาแห่งบัญญัติการอะซาน

มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร (ร.ฎ.) ว่า:

’’كان المسلمون حين قدموالمدينة يجتمعون فيتحينون الصلوات ليس ينادى بهافتكلموا يوما في ﺬلك فقال بعضهم: اﺘﺨﺬواناقوسا مثل ناقوس النصارى ، وقال بعضهم: بل بوقامثل قرن اليهود ، فقال عمر: اولا تبعثون رجلا ينادي بالصلاة ، فقال رسول الله صلى الله عليه وسلم: ’’يابلال قم فناد بالصلاة‘‘ رواه البخاري ومسلم

ความว่า : “บรรดามุสลิมขณะที่พวกเขา มาถึงนครมะดีนะฮฺนั้น พวกเขาจะร่วมชุมนุม แล้วเฝ้ารอคอยการละหมาด โดยจะไม่ถูกส่งเสียงเรียก ด้วยการละหมาดนั้น อยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาก็ปรารภในเรื่องนั้น บางคนกล่าวว่า : พวกท่านจงเอาระฆังมาใบหนึ่ง เหมือนอย่างระฆังของพวกนะศอรอ บ้างก็กล่าวว่า : พวกท่านจงเอาแตร อย่างเขา (สัตว์) ของพวกยะฮูดจะดีกว่า แล้วอุมัร (ร.ฎ.) ก็กล่าวว่า : ไฉนพวกท่านจึงไม่ส่งคนๆ หนึ่งให้เขาส่งเสียงเรียก ด้วยการละหมาด เล่า! ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) จึงกล่าวว่า:“โอ้ บิล้าล จงลุกขึ้น แล้วจงส่งเสียงเรียก ด้วยการละหมาด” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม)

การส่งเสียงเรียกนี้ คือการเชิญชวนสู่การละหมาด ที่มิใช่การอะซาน และเหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ ในอัล-หะดีษข้างต้น เกิดขึ้นก่อนหน้าการบัญญัติ เรื่องการอะซาน (ดู กิตาบ อัล-มัจญมูอฺ ชัรหุลมุฮัซซับ; อัน-นะวาวียฺ เล่มที่ 3/82)

ส่วน อัล-หะดีษ ที่ระบุถึงบัญญัติการอะซานนั้น คืออัล-หะดีษ ที่รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ ซัยดฺ อิบนิ อับดิร็อบบิฮฺ อัล-อันศอรียฺ (ร.ฎ.) ว่า:

’’لما امر رسول الله صلى الله عليه وسلم بالناقوس يعمل ليضرب به للناس لجمع الصلاة طاف بي وانانائم رجل يحمل ناقوسا في يده فقلت : ياعبدالله اتبيع الناقوس؟ فقال: وماتصنع به؟ فقلت: ندعوبه الى الصلاة قال : افلا ادلك على ماهوخيرمنﺬلك؟ فقلت: بلى ، فقال: تقول: الله اكبر الله اكبر ، الله اكبر الله اكبر ، اشهدان لااله الاالله ، اشهدان لااله الاالله ، اشهدان محمدارسول الله ، اشهدان محمدارسول الله ، حي على الصلاة ، حي على الصلاة ، حي على الفلاح ، حي على الفلاح ، الله اكبر الله اكبر ، لا اله الا الله. ثم استأخرعني غيربعيد ، ثم قال: ثم تقول اﺬا اقمت الصلاة: الله اكبر الله اكبر ، اشهد ان لااله الا الله ، اشهد ان محمدارسول الله ، حي على الصلاة ، حي على الفلاح ، قدقامت الصلاة ، قدقامت الصلاة ، الله اكبر الله اكبر ، لا اله الا الله ، فلما اصبحت اتيت رسول الله صلى الله عليه وسلم فأخبرته بما رايت فقال: انها رؤياحق ان شاءالله ، فقم مع بلال فألق عليه مارأيت فليؤﺬن به ، فانه اندى صوتامنك ، فقمت مع بلال فجعلت القيه عليه فيؤﺬن به ، فسمع ﺬلك عمر بن الخطاب وهو في بيته فخرج يجر رداءه يقول : واﻟﺬي بعثك بالحق يارسول الله لقدرايت مثل مارأى. فقال رسول الله صلى الله عليه وسلم: فلله الحمد‘‘ رواه ابوداودباسناد صحيح .

ความว่า : “เมื่อท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) มีบัญชาให้นำระฆังมาใช้ตี เพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้คนมาร่วมละหมาด มีชายผู้หนึ่งมาในความฝัน ขณะที่ฉันนอนหลับ เขาถือระฆังใบหนึ่งอยู่ในมือ ฉันจึงกล่าว (ในความฝันนั้น) ว่า:โอ้ บ่าวของอัลลอฮฺ ท่านจะขายระฆังใบนั้นหรือไม่? ชายผู้นั้นกล่าวว่า: ท่านจะทำอะไรกับระฆังนั้น? ฉันก็กล่าวว่า : เราจะเรียก (ผู้คน) มาสู่การละหมาด ด้วยระฆังนั้น ชายผู้นั้นกล่าวว่า : ฉันจะไม่ชี้แนะท่านถึงสิ่งที่ดีกว่า สิ่งดังกล่าวกระนั้น หรือ? ฉันจึงกล่าวว่า : หามิได้! ชายผู้นั้นกล่าวว่า : ท่านกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร (ตามสำนวนของการอะซาน จนถึงประโยคที่ว่า) ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ”

ต่อมาชายผู้นั้น ก็ถอยห่างจากฉัน ไม่ไกลนัก แล้วเขาก็กล่าวว่า : ต่อมาท่านก็กล่าวเมื่อท่านลุกขึ้นละหมาด (อิกอมะฮฺ) ว่า : “อัลลอฮุอักบัร (ตามสำนวนของการอิกอมะฮฺ จนถึงประโยคที่ว่า) ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ” ครั้นเมื่อฉันอยู่ในเวลาเช้าตรู่ ฉันจึงมาหาท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) แล้วฉันก็บอกให้ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ตามสิ่งที่ฉันฝันเห็น ท่านก็กล่าวว่า : “แท้จริงมันคือความฝันที่เป็นจริง หากพระองค์อัลลอฮฺทรงประสงค์ ดังนั้น ท่านจงลุกขึ้นยืน พร้อมกับบิล้าล แล้วท่านจงบอกแก่บิล้าล ถึงสิ่งที่ท่านฝันเห็น แล้วบิล้าลก็จงอะซานตามสิ่งนั้น เพราะบิล้าลมีเสียงที่กังวานไกล มากกว่าท่าน” ฉันจึงลุกขึ้นพร้อมกับบิล้าล แล้วฉันก็เริ่มบอก (ถ้อยคำ) ให้แก่บิล้าล แล้วบิล้าลก็อะซานตามนั้น

ฝ่ายอุมัร อิบนุ อัล-คอฏฏอบ ก็ได้ยินสิ่งดังกล่าว ขณะที่อุมัรอยู่ภายในบ้านของเขา อุมัรก็ออกจากบ้าน โดยลากผ้าคลุมของเขา พลางกล่าวว่า : ขอสาบานต่อพระผู้ซึ่งส่งท่าน มาด้วยสัจธรรม โอ้ท่านรสูลุลลอฮฺ แน่แท้ฉันฝันเห็น เหมือนอย่างที่เขาฝันเห็น แล้วท่านรสูลลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็กล่าวว่า : “การสรรเสริญเป็นสิทธิแด่อัลลอฮฺ” (บันทึกโดย อบูดาวูด ด้วยสายรายงานที่เศาะฮีหฺ)

ถัดไป

หน้าหลัก

พฤษภาคม 08, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

จำนวนผู้เข้าชม