Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

การคุชูอฺ (นอบน้อม, มีสมาธิ) ในละหมาด

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย

การสรรเสริญทั้งมวล เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ความเมตตาจำเริญและความศานติ จงมีแด่ท่านเราะสูลุล ลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่ควรได้รับการภักดี นอกจากอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว โดยไม่มีภาคีหุ้นส่วนอันใด สำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่า ท่านนบีมุหัมมัดคือบ่าว และศาสนทูตของพระองค์...

อัลลอฮฺได้กล่าวว่า

﴿قَدۡ أَفۡلَحَ ٱلۡمُؤۡمِنُونَ ١ ٱلَّذِينَ هُمۡ فِي صَلَاتِهِمۡ خَٰشِعُونَ﴾ (المؤمنون : 1-2)

ความว่า “แน่นอนบรรดาผู้ศรัทธา ได้ประสบความสำเร็จแล้ว บรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้นอบน้อมถ่อมตน ในเวลาละหมาดของพวกเขา” (สูเราะฮฺ อัล-มุอ์มินูน 1-2)

และเมื่ออัลลอฮฺกล่าว ถึงคุณลักษณะต่างๆ ของพวกเขา อย่างครบถ้วนแล้ว พระองค์ก็ได้กล่าวถึงผลตอบแทน สำหรับพวกเขา ว่า

﴿أُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡوَٰرِثُونَ ١٠ ٱلَّذِينَ يَرِثُونَ ٱلۡفِرۡدَوۡسَ هُمۡ فِيهَا خَٰلِدُونَ﴾ (المؤمنون : 10-11)

ความว่า “ชนเหล่านี้แหละ พวกเขาเป็นทายาท ซึ่งพวกเขาจะได้รับมรดกสวนสวรรค์ ชั้นฟิรเดาสฺ พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้น ตลอดกาล” (สูเราะฮฺ อัล-มุอ์มินูน 10-11)

ท่านหะซัน อัล-บัศรีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “คำกล่าวของอัลลอฮฺที่ว่า

﴿ٱلَّذِينَ هُمۡ فِي صَلَاتِهِمۡ خَٰشِعُونَ﴾

ความว่า “บรรดาผู้ที่พวกเขา เป็นผู้นอบน้อมถ่อมตน (คุชูอฺ) ในเวลาละหมาดของพวกเขา” (สูเราะฮฺ อัล-มุอฺมินูน 2) ท่านกล่าวว่า การคุชูอฺของพวกเขานั้น จะอยู่ในหัวใจของพวกเขา ดังนั้น สายตาของพวกเขา จะลดต่ำลง และพวกเขายอมจำนน ด้วยกับเหตุอันนั้น (ตัฟสีรฺ อิบนุ กะษีรฺ 2/238)

ท่านอิบนุ อัล-ก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “อัลลอฮฺได้ผูกโยงความสำเร็จของผู้ละหมาด ไว้กับความนอบน้อม (ในการละหมาด) ของพวกเขา แสดงว่าผู้ที่ไม่นอบน้อม จะไม่ถูกนับว่า เป็นกลุ่มชนผู้ที่ประสบความสำเร็จ และหากมีการคิดคำนวณผลบุญ สำหรับเขาแล้ว แน่นอนเขาจะเป็นผู้หนึ่ง จากบรรดาผู้ที่ประสบความสำเร็จ

การนอบน้อม (คุชูอฺ) อาจมีความหมายอีกว่า ความอ่อนโยน ความอ่อนไหว และความสงบนิ่งของจิตใจ เมื่อหัวใจเกิดคุชูอฺ อวัยวะส่วนต่างๆ ก็จะสงบนิ่งเช่นกัน มีรายงานจากท่าน อัล-นุอฺมาน บิน บะชีร เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

«أَلَا وَإِنَّ فِي الْجَسَدِ مُضْغَةً، إِذَا صَلَحَتْ صَلَحَ الْجَسَدُ كُلُّهُ، وَإِذَا فَسَدَتْ فَسَدَ الْجَسَدُ كُلُّهُ أَلَا وَهِيَ الْقَلْبُ» (البخاري برقم 52، ومسلم برقم 1599)

ความว่า “พึงรู้เถิดว่า ในร่างกายมีเนื้ออยู่ก้อนหนึ่ง  หากมันดีร่างกายทั้งหมดก็จะดีไปด้วย  แต่หากมันเสื่อมเสียร่างกายทั้งหมด ก็จะเสื่อมเสียไปด้วย พึงรู้เถิดว่ามันคือหัวใจ” (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์   1 /234 หมายเลข 52  และเศาะฮีหฺ มุสลิม 3/1220 หมายเลข 1599) ด้วยเหตุนี้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวในละหมาดว่า

«خَشَعَ لَكَ سَمْعِى وَبَصَرِى وَمُخِّى وَعَظْمِى وَعَصَبِى» (قطعة من حديث في صحيح مسلم برقم 771)

ความว่า “(โอ้อัลลอฮฺ) ได้นอบน้อมต่อพระองค์แล้ว ซึ่งการได้ยินของฉัน การมองเห็นของฉัน สมองของฉัน กระดูกของฉัน และเส้นประสาทของฉัน” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษที่รายงานใน เศาะฮีหฺ มุสลิม 1/53 หมายเลข 771)

รายงานจากเอาฟฺ บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวว่า มีวันหนึ่งในระหว่างที่พวกเรานั่งรวมกันอยู่ ณ เราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านได้แหงนมองไปยังท้องฟ้า แล้วได้กล่าวว่า นี่เป็นวาระ ที่ความรู้จะถูกยกขึ้นไป” ชายคนหนึ่งจากชาวอันศอรฺ ที่ถูกขนานนามว่า ซิยาด บิน ละบีด ได้ถามว่า โอ้ท่านเราะสูล ความรู้จะถูกยกขึ้นไปด้วย กระนั้นหรือ ทั้งที่คัมภีร์ของอัลลอฮฺ ยังอยู่กับพวกเรา และเราได้สอนมันให้แก่บรรดาลูกๆ ของพวกเรา และบรรดาภรรยาของพวกเรา ท่านเราะสูลลุลลอฮฺ ได้ตอบว่า “ฉันหวังว่า ท่านเป็นคนที่ฉลาดที่สุด ในบรรดาชาวมะดีนะฮฺ” แล้วท่านเราะสูลได้กล่าวถึงความหลงผิด ของบรรดาชาวคัมภีร์ทั้งสอง (เตารอฮฺและอินญีล) ในขณะที่ทั้งสองกลุ่ม ยังมีคัมภีร์ของอัลลอฮฺ อัซซะ วะญัลล์ อยู่ ในกลุ่มชนทั้งสองกลุ่มนี้ ดังนั้น เมื่อญุบัยรฺ บิน นุฟัยรฺ ได้พบกับชัดดาด บิน เอาสฺ ในที่ละหมาด ท่านได้เล่าถึงหะดีษบทนี้ จากเอาฟฺ บิน มาลิก เมื่อได้ยินดังนั้น ชัดดาด บิน เอาส์ ได้กล่าวว่า เอาฟฺได้พูดความจริงแล้ว แล้วชัดดาดได้ถามว่า แล้วท่านรู้ไหมว่า ความรู้จะถูกยกไปอย่างไร? เขา (ญุบัยรฺ) เล่าว่า ฉันได้ตอบไปว่า ฉันไม่รู้ ชัดดาด เฉลยว่า ด้วยการสูญหายไปของแหล่งบรรจุของมัน (คือผู้มีความรู้) จากนั้นชัดดาดได้ถามต่อว่า แล้วท่านรู้ไหมว่า ความรู้ใดจะถูกยกเป็นอันดับแรก? เขา (ญุบัยรฺ) เล่าว่า ฉันได้ตอบไปว่า ฉันไม่รู้ ชัดดาดได้เฉลยว่า คือ การคุชูอฺ จนกระทั่งท่านแทบจะไม่พบผู้ที่คุชูอฺเลย” (มุสนัดอิมาม อะหฺมัด 6/26-27)

เมื่อผู้ละหมาดเข้าไปในมัสยิด จะเริ่มมีการกระซิบกระซาบความคิดต่างๆ และความยุ่งเกี่ยวกับกิจการงานต่างๆ ในโลกดุนยา จะมาวนเวียนอยู่ในสมองของเขา เขาจะไม่รู้สึกตัว จนกว่าอิมามได้เสร็จสิ้นจากพิธีการละหมาด เมื่อนั้นเขาจะเสียใจ กับการละหมาดของเขาที่ไม่คุชูอฺ และไม่ได้ลิ้มรสความหวานของมัน หากแต่มันเป็นเพียงการเคลื่อนไหว และการรำพัน เสมือนดั่งร่างที่ไร้วิญญาณ

ท่านอิบนุล ก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “การละหมาดที่ไม่มีความคุชูอฺ และไม่มีสมาธิ เปรียบเสมือนร่างกายที่ตาย ไร้วิญญาณ บ่าวไม่ละอายดอกหรือ ที่จะให้ของกำนัลแก่มัคลูก (สิ่งที่ถูกสร้าง) ด้วยกัน เป็นทาส หรือทาสีที่ตายแล้ว? แล้วเขาจะคิดอย่างไร หากผู้ที่จะให้ (ของกำนัล) เป็นคนระดับกษัตริย์ ผู้ปกครองหรืออื่นๆ เช่นเดียวกันกับกรณีการละหมาด ที่ปราศจากการคุชูอฺ การรู้สึกตัว และการตั้งใจกับอัลลอฮฺ เปรียบเสมือนดังทาส หรือทาสีที่ตายแล้ว ที่เราต้องการมอบเป็นของกำนัล ให้กับกษัตริย์บางพระองค์ ด้วยเหตุนี้อัลลอฮฺ ตะอาลา จึงไม่ตอบรับละหมาดนั้น ถึงแม้ว่า มันอาจทำให้หน้าที่จำเป็น (วาญิบ) หมดไปในบทบัญญัติของโลกนี้ โดยไม่มีผลบุญใดๆ จากการปฏิบัติ ดังนั้น บ่าวจะไม่ได้อะไรจากละหมาด ยกเว้นเท่าที่เขามีสมาธิ (คูชูอฺ) เท่านั้น” (อัล-วาบิล อัศ-ศ็อยยิบ มินัล กะลาม อัฏ-ฏ็อยยิบ หน้าที่ 11)

บางท่านกล่าวว่า “ชายสองคนที่ทำละหมาดเหมือนกัน แต่ระหว่างสองคนนั้น จะมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน” (มะดาริจญ์ อัส-สาลิกีน 1/567) รายงานจากอัมมารฺ บิน ยาสิรฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุมา แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า

«وإِنَّ الرَّجُلَ لَيَنْصَرِفُ وَمَا كُتِبَ لَهُ إِلَّا عُشْرُ صَلَاتِهِ، تُسْعُهَا، ثُمْنُهَا، سُبْعُهَا، سُدْسُهَا، خُمْسُهَا، رُبْعُهَا، ثُلُثُهَا، نِصْفُهَا» (أبو داود برقم 796)

ความว่า “คนๆ หนึ่งได้เสร็จสิ้นจากการละหมาดของเขา ในขณะที่เขาไม่ได้ถูกบันทึกความดีงาม นอกจากเพียงหนึ่งส่วนสิบ ของละหมาด หรือ หนึ่งส่วนเก้า หนึ่งส่วนแปด หนึ่งส่วนเจ็ด หนึ่งส่วนหก หนึ่งส่วนห้า หนึ่งส่วนสี่ หนึ่งส่วนสาม หรือครึ่งหนึ่งของมันเท่านั้น” (สุนันอบู ดาวูด 1/211 หมายเลข 796)

การคุชูอฺในละหมาด จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้น ได้ทุ่มเทจิตใจให้กับมัน อย่างจริงจัง จดจ่อกับมันเหนือสิ่งอื่นใด และให้ความสำคัญกับมัน มากยิ่งกว่าสิ่งอื่นๆ เมื่อนั้นมันจะกลายเป็นของกำนัลอันล้ำค่า (ได้รับความเปี่ยมสุข) แก่เขา รายงานจากอะนัส เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า

«حُبِّبَ إِلَيَّ مِنْ الدُّنْيَا النِّسَاءُ وَالطِّيبُ، وَجُعِلَتْ قُرَّةُ عَيْنِي فِي الصَّلَاةِ» (النسائي برقم 3939)

ความว่า “บรรดาสรรพสิ่งในดุนยา ที่ทำให้เป็นที่รักยิ่งแก่ฉันคือ สตรีและน้ำหอม และถูกทำให้เป็นขวัญตาแก่ฉันในการละหมาด” (สุนัน อัน-นะสาอียฺ 7/61 หมายเลข 3939)

ยิ่งกว่านั้น เมื่อท่านเราะสูล อะลัยฮิศเศาะลาตุวัสสลาม กังวลกับเรื่องหนึ่งเรื่องใด ท่านก็จะละหมาด และท่านเคยกล่าวกับท่านบิลาลว่า

«قُمْ يَا بِلَالُ فَأَرِحْنَا بِالصَّلَاةِ» (أبو داود برقم 4986)

ความว่า “โอ้บิลาล จงลุกขึ้น แล้วจง (อิกอมะฮฺเพื่อ) ทำให้เราได้พักผ่อน ด้วยการละหมาด” (สุนัน อบูดาวูด 4/297 หมายเลข 4986)

ส่วนหนึ่งจากสิ่งที่จะทำให้มีความคุชูอฺ ในเวลาละหมาด มีดังนี้

ประการแรก.. มุสลิมจะต้องตระหนัก ต่อความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ สุบฮานะฮุ วะตะอาลา และต้องมีความรู้สึกว่า เขากำลังยืนอยู่ ต่อหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งชั้นฟ้า และแผ่นดิน อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

﴿وَمَا قَدَرُواْ ٱللَّهَ حَقَّ قَدۡرِهِۦ وَٱلۡأَرۡضُ جَمِيعٗا قَبۡضَتُهُۥ يَوۡمَ ٱلۡقِيَٰمَةِ وَٱلسَّمَٰوَٰتُ مَطۡوِيَّٰتُۢ بِيَمِينِهِۦۚ سُبۡحَٰنَهُۥ وَتَعَٰلَىٰ عَمَّا يُشۡرِكُونَ﴾ (الزمر : 67)

ความว่า “และพวกเขามิได้ให้ความยิ่งใหญ่ แด่อัลลอฮฺ อันพึงมีต่อพระองค์ อย่างแท้จริง และแผ่นดินนี้ทั้งหมด เป็นเพียงกำพระหัตถ์หนึ่ง ของพระองค์ ในวันกิยามะฮฺ และชั้นฟ้าทั้งหลาย จะม้วนกลิ้งด้วยพระหัตถ์ขวาของพระองค์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ และพระองค์ทรงสูงส่ง เหนือจากสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคี” (สูเราะฮฺ อัซ-ซุมัร 67)
           

ถัดไป

หน้าหลัก

กันยายน 17, 2013

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม