Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

บทเรียนจากสูเราะฮฺ อัต-ตะกาษุรฺ

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ การยกย่องสรรเสริญและความสันติ จงประสบแด่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ข้าขอปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่ควรเคารพสักการะ นอกจากอัลลอฮฺพระองค์เดียว เท่านั้น โดยปราศจากการตั้งภาคีใดๆ กับพระองค์ และขอปฏิญาณตนว่า มุหัมหมัดนั้น คือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์

ในคัมภีร์อัลกุรอาน มีสูเราะฮฺอยู่หนึ่ง ที่เรามักได้รับฟังอยู่บ่อยครั้ง คือ สูเราะฮฺ อัต-ตะกาษุรฺ ซึ่งเราควรที่จะต้องพิจารณา และใคร่ครวญ ถึงความหมายของสูเราะฮฺนี้ เป็นอย่างยิ่ง

อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

﴿أَلۡهَىٰكُمُ ٱلتَّكَاثُرُ ١ حَتَّىٰ زُرۡتُمُ ٱلۡمَقَابِرَ ٢ كَلَّا سَوۡفَ تَعۡلَمُونَ ٣ ثُمَّ كَلَّا سَوۡفَ تَعۡلَمُونَ ٤ كَلَّا لَوۡ تَعۡلَمُونَ عِلۡمَ ٱلۡيَقِينِ ٥ لَتَرَوُنَّ ٱلۡجَحِيمَ ٦ ثُمَّ لَتَرَوُنَّهَا عَيۡنَ ٱلۡيَقِينِ ٧ ثُمَّ لَتُسۡ‍َٔلُنَّ يَوۡمَئِذٍ عَنِ ٱلنَّعِيمِ ٨﴾ [سورة التكاثر]

ความว่า "การสะสมทรัพย์สมบัติ เพื่ออวดอ้าง ได้ทำให้พวกเจ้าเพลิดเพลิน  จนกระทั่งพวกเจ้า ได้เข้าไปเยือนหลุมฝังศพ  เปล่าเลย พวกเจ้าจะได้รู้ แล้วก็เปล่าเลย พวกเจ้าจะได้รู้ มิใช่เช่นนั้น ถ้าพวกเจ้าได้รู้ อย่างแท้จริง แล้วแน่นอน พวกเจ้าจะเห็นไฟที่ลุกโชน แล้วแน่นอนพวกเจ้า จะได้เห็นมันด้วยสายตา ที่แน่ชัด แล้วในวันนั้น พวกเจ้าจะถูกสอบถาม เกี่ยวกับความโปรดปราน ที่ได้รับ (ในโลกดุนยา)" (อัต-ตะกาษุรฺ)

คำดำรัสของอัลลอฮฺ (أَلۡهَىٰكُمُ ٱلتَّكَاثُرُ ) ความว่า “การสะสมทรัพย์สมบัติเพื่ออวดอ้าง ได้ทำให้พวกเจ้า เพลิดเพลิน ”

อิบนุ กะษีรฺ กล่าวว่า “อัลลอฮฺได้ตรัสว่า พวกเจ้านั้นเพลิดเพลิน กับความรักที่มีต่อโลก ความสุขสบายและความเพริศแพร้วของมัน โดยลืมการแสวงหาเสบียง สำหรับวันอาคิเราะฮฺ พวกเจ้าอยู่ในภวังค์นั้น จนกระทั่งความตาย ได้มาหาพวกเจ้า แล้วในที่สุด พวกเจ้าได้ไปเยี่ยมหลุมฝังศพ และในที่สุด ก็กลายเป็นชาวสุสาน” (ตัฟสีรฺ อิบนุกะษีรฺ 4/44)

มีรายงานจากมุฏ็อรริฟฺ จากบิดาของเขา อับดุลลอฮฺ บิน อัช-ชิคคีรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่า

أتيتُ النبيَّ صلَّى اللهُ عليهِ وسلَّمَ وهو يقرأُ : ﴿أَلۡهَىٰكُمُ ٱلتَّكَاثُرُ﴾ قال : «يقولُ ابنُ آدمَ : مَالِيْ . مَالِيْ ( قال ) وهَلْ لَكَ ، يا ابنَ آدمَ ! مِنْ مَالِكَ إِلَّا مَا أَكَلْتَ فَأَفْنَيْتَ ، أَوْ لَبِسْتَ فَأَبْلَيْتَ ، أَوْ تَصَدَّقْتَ فَأَمْضَيْتَ ؟ وفي رواية : وَمَا ذَلِكَ فَهُوَ ذَاهِبٌ وَتَارِكُهُ لِلنَّاسِ. (مسلم 4/2273 ، برقم  : 2958)

ความว่า “ฉันได้ไปพบท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านได้อ่านอายะฮฺ (أَلۡهَىٰكُمُ ٱلتَّكَاثُرُ) ท่านนบี กล่าวว่า ลูกหลานอ าดัมมักจะกล่าวว่า "ทรัพย์สินของฉัน ! ทรัพย์สินของฉัน !" ท่านนบี กล่าวว่า "โอ้ลูกหลานอาดัมเอ๋ย ทรัพย์สินของเจ้า มิใช่สิ่งที่เจ้าได้บริโภคไป และมันก็สูญสิ้น ดอกหรือ หรือสิ่งที่เจ้าได้สวมใส่ และมันก็พุพังสลายไป ดอกหรือ หรือสิ่งที่เจ้าได้ใช้จ่ายไป และมันก็หมดไป ดอกหรือ” ในบางสายรายงานท่านนบี กล่าวว่า “ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น จะสูญสิ้น ส่วนทรัพย์สินที่เหลือ จะถูกทิ้งไว้สำหรับคนอื่น (ครอบครองต่อไป)” (บันทึกโดยมุสลิม เล่มที่ 4 หน้า 2273 หมายเลขหะดีษ 2958 )

คำดำรัสของพระองค์ (حَتَّىٰ زُرۡتُمُ ٱلۡمَقَابِرَ ) ความว่า "จนกระทั่งพวกเจ้า ได้เข้าไปเยือนหลุมฝังศพ"

อิบนุล ก็อยยิม กล่าวว่า “การที่พระองค์ใช้คำว่า เยือนหลุมฝังศพ โดยไม่ใช่คำว่า ความตาย เป็นการชี้ว่า มนุษย์ทุกคน ไม่มีใครพำนักอยู่ในสุสาน อย่างนิจนิรันดร์ พวกเขาอยู่ในสุสาน เสมือนแขกผู้มาเยือน เป็นครั้งคราวเท่านั้น ในที่สุดก็ต้องจากสถานที่แห่งนั้นไป เช่นเดียวกับชีวิตพวกเขา ในโลกดุนยา ก็เปรียบเสมือนผู้มาเยือน เช่นกัน เนื่องจากพวกเขา มิได้พำนักอยู่บนโลก อย่างจีรัง แต่สถานที่พำนักอันนิรันดร์ คือ สวนสวรรค์ หรือขุมนรก” (ตัฟสีรฺ อิบนุลก็อยยิม หน้า 512)

คำดำรัสของพระองค์ (كَلَّا سَوۡفَ تَعۡلَمُونَ ٣ ثُمَّ كَلَّا سَوۡفَ تَعۡلَمُونَ ) ความว่า "เปล่าเลย พวกเจ้าจะได้รู้ แล้วก็เปล่าเลย พวกเจ้าจะได้รู้" คือ ทำไมพวกเจ้าถึงเพลิดเพลิน กับการสะสมความมั่งคั่งบนโลก จนลืมการภักดีต่ออัลลอฮฺ เช่นนี้ แล้วพวกเจ้า จะได้รู้ถึงผลลัพธ์ของการเพลิดเพลิน กับการสะสมความมั่งคั่งบนโลก อัลลอฮฺได้กล่าวซ้ำประโยคนี้ หลายครั้ง เพื่อยืนยัน ดังที่นักอรรถาธิบายอัลกุรอานบางท่าน ได้กล่าว

อิบนุ อัล-ก็อยยิม กล่าวว่า “การทวนคำว่า เจ้าจะได้รู้ซ้ำกัน ไม่ใช่เพื่อการยืนยัน แต่การรู้ในอายะฮฺแรก หมายถึงการมองเห็นด้วยตา และตอนลงไปยังหลุมฝังศพ และการรู้ในอายะฮฺที่สองหมาย ถึงสภาพในหลุมฝังศพ ซึ่งเป็นทัศนะเดียว กันกับทัศนะของ อัล-หะสันและมุกอติล และเป็นสิ่งที่รายงาน โดยอะฏออ์ จากอิบนุอับบาส” (ตัฟสีรฺ อิบนุ อัล-ก็อยยิม หน้าที่ 515)

คำดำรัสของพระองค์ (كَلَّا لَوۡ تَعۡلَمُونَ عِلۡمَ ٱلۡيَقِينِ ) ความว่า "มิใช่เช่นนั้น ถ้าพวกเจ้าได้รู้อย่างแท้จริง"

คือ หากพวกเจ้ารู้ ในสิ่งที่พวกเจ้าจะประสบกับมัน ในวันข้างหน้า แน่นอนพวกเจ้าคงไม่เพลิดเพลิน กับการสะสมความสุขสบาย ในโลกนี้ แต่พวกเจ้าจะหันไปประชัน ในการประกอบคุณงามความดี แต่ทว่า พวกเจ้าปราศจากความยังรู้ที่แท้จริง จึงทำให้พวกเจ้า ทำในสิ่งที่พวกเจ้าเห็น อย่างผิวเผิน

และคำดำรัสของพระองค์ (لَتَرَوُنَّ ٱلۡجَحِيمَ ٦ ثُمَّ لَتَرَوُنَّهَا عَيۡنَ ٱلۡيَقِينِ ) ความว่า “แล้วแน่นอน พวกเจ้าจะเห็นไฟ ที่ลุกโชน แล้วแน่นอนพวกเจ้า จะได้เห็นมันด้วยสายตาที่แน่ชัด”

นี่คือประโยคสาบานของอัลลอฮฺ ว่าแท้จริงบ่าวของพระองค์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ศรัทธา หรือผู้ปฏิเสธศรัทธา จะต้องได้เห็นไฟนรก ด้วยสายตาของพวกเขาเอง พระองค์ได้ยืนยันว่า เรื่องนี้จะต้องเกิดขึ้นแน่นอน ซึ่งมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อนั้นพวกเขาได้แลเห็นไฟนรก ด้วยสายตาจึงมั่นใจเต็มที่ โดยไม่คลางแคลงใจอีกเลย แต่สำหรับผู้ศรัทธา อัลลอฮฺจะให้พวกเขารอดพ้น จากไฟนรกอันร้อนแรง และการที่พระองค์ให้ผู้ศรัทธา ได้มองเห็นไฟนรก ก็เพื่อจะให้พวกเขา สำนึกในพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่พระองค์ให้พวกเขา รอดพ้นจากไฟนรกที่ลุกโชนได้

ดังที่พระองค์ได้ตรัสว่า

﴿وَإِن مِّنكُمۡ إِلَّا وَارِدُهَاۚ كَانَ عَلَىٰ رَبِّكَ حَتۡمٗا مَّقۡضِيّٗا ٧١ ثُمَّ نُنَجِّي ٱلَّذِينَ ٱتَّقَواْ وَّنَذَرُ ٱلظَّٰلِمِينَ فِيهَا جِثِيّٗا ٧٢﴾ [مريم 71-72]

ความว่า "และไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้า นอกจากจะเป็นผู้ผ่านเข้าไปในมัน มันเป็นสิ่งที่กำหนดไว้แน่นอนแล้ว สำหรับพระเจ้าของเจ้า  แล้วเราจะให้บรรดาผู้ยำเกรง รอดพ้น แล้วเราจะปล่อยให้บรรดาผู้อธรรม คุกเข่าอยู่ในนั้น" (มัรยัม : 71-72)

ถัดไป

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม

 

จำนวนผู้เข้าชม