Custom Search

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

ตะดับบุรฺ ไม่ใช่การตัฟซีรฺ

ดร.อุมัรฺ บิน อับดุลลอฮฺ อัล-มุกบิล

ปัจจุบันนี้มีการพูดถึงอย่างมากมาย เกี่ยวกับการตะดับบุรฺ หรือการใคร่ครวญอัลกุรอาน ซึ่งไม่มีผู้ใดเห็นแย้งกัน ในประเด็นความสำคัญ ความประเสริฐ และผลอันยิ่งใหญ่ของมัน ต่อหัวใจของเรา แต่คนส่วนใหญ่ จะหยุดพูดถึงการตะดับบุรฺเพียงแค่นี้ คือแค่รับรู้ว่ามันสำคัญ และดีอย่างไร เพราะตัวเองรู้สึกว่า มีช่องว่างและระยะห่างที่ไกลมาก ระหว่างตัวเขากับการตะดับบุรฺ ในเชิงปฏิบัติ หรือการได้สัมผัสกับผล ของการตะดับบุรฺจริงๆ เนื่องจากคิดไปว่า จำเป็นต้องมีความรู้ในวิชาตัฟซีรฺ ก่อนที่จะลงมือตะดับบุรฺอายะฮฺใด อายะฮฺหนึ่ง ที่เขาสนใจ บางทีอาจจะถึงขั้นจินตนาการไปว่า ไม่อนุญาตให้ยุ่งเกี่ยวกับการตะดับบุรฺได้ จนกว่าจะต้องอยู่ในระดับนักตัฟซีรฺ ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีคนยอมรับเสียก่อน

ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ คนตั้งมากเท่าใดแล้ว ที่อดสัมผัสอรรถรสแห่งการตะดับบุรฺ และความหวานชื่น ในการใคร่ครวญคัมภีร์อันยิ่งใหญ่ เพียงเพราะการคาคคิดไปเองเช่นนี้ และมีคนตั้งมากเท่าใดแล้ว ที่ต้องพลาดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตไป เพราะเหตุดังกล่าว ไม่เป็นที่สงสัยว่า ข้ออ้างที่เป็นเหตุให้พวกเขา ไม่กล้าเข้าใกล้การตะดับบุรฺนั้น เป็นสิ่งที่ดี นั่นคือเพราะเกรงว่า จะไปกล่าวอ้างถึงอัลลอฮฺ โดยที่ตัวเองรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่สิ่งที่เป็นคำถามก็คือ การคิดเช่นนี้ ในบริบทนี้ และการใช้มันในแง่ดังกล่าว เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ ? คำตอบก็คือ ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคาดคิด เพราะการตะดับบุรฺ มีขอบเขตที่กว้างกว่า กรอบของการตัฟซีรฺ ทั้งนี้ เพราะการเข้าใจอัลกุรอานนั้น มีสองประเภท คือ

  1. การเข้าใจเชิงปัญญา และวิชาการ (ซิฮฺนีย์ มะอฺริฟีย์)
  2. การเข้าใจเชิงจิตวิญญาณ และความศรัทธา (ก็อลบีย์ อีมานีย์)

ประเภทที่หนึ่ง คือ การอธิบายคำศัพท์ยากๆ การสรุปข้อบัญญัติต่างๆ ที่ได้รับ รวมถึงแง่มุมการประมวลหลักฐาน ในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของบรรดาผู้รู้ ในระดับต่างๆ ที่มีความสามารถ และมีความรู้ เกี่ยวกับการตัฟซีรฺ เท่าที่อัลลอฮฺได้ประทานให้พวกเขาเหล่านั้น รู้และเข้าใจ
ซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่เราหมายถึง ณ ที่นี้ สิ่งที่เราต้องการ ก็คือประเภทที่สอง นั่นคือการเข้าใจ ในเชิงจิตวิญญาณ และการศรัทธา ที่เกิดมาจากการเพ่งพินิจใคร่ครวญอัลกุรอาน ทุกครั้งที่ผู้อ่านอัลกุรอาน ผ่านอายะฮฺใดอายะฮฺหนึ่ง เข้าใจความหมายของมัน เข้าใจสิ่งที่มันหมายถึง โดยไม่ต้องกลับไปดูตำราตัฟซีรฺ โดยที่เขาสามารถหยุดพิจารณาอายะฮฺนั้น แล้วทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว เอาตัวเองและอะมัลของตัวเอง ไปเทียบดู ถ้าผลออกมาว่า เขาเป็นดังที่อายะฮฺนั้นหมายถึง เขาก็จะขอบคุณอัลลอฮฺ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น เขาก็จะสำรวจตน และตำหนิตัวเอง

การเข้าใจประเภทที่สองนี่แหละ คือเป้าหมายสูงสุด ส่วนการเข้าใจประเภทที่หนึ่งนั้น เป็นเพียงสื่อ หรือเครื่องมือ ที่จะพาไปสู่เป้าหมายเท่านั้นเอง อัล-หะสัน อัล-บัศรีย์ กล่าวว่า ความรู้ มีสองประการ คือ ความรู้ในหัวใจ ซึ่งเป็นความรู้ที่ให้ประโยชน์ และความรู้ที่ลิ้น อันหลังนี้ คือความรู้ซึ่งเป็นหลักฐาน หรือข้ออ้างของอัลลอฮฺ เหนือบ่าวทั้งปวง ขอยกตัวอย่างดังนี้ ลองพิจารณาอายะฮฺสุดท้ายในสูเราะฮฺ อัน-นะบะอ์ ที่อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿ إِنَّآ أَنذَرۡنَٰكُمۡ عَذَابٗا قَرِيبٗا يَوۡمَ يَنظُرُ ٱلۡمَرۡءُ مَا قَدَّمَتۡ يَدَاهُ وَيَقُولُ ٱلۡكَافِرُ يَٰلَيۡتَنِي كُنتُ تُرَٰبَۢا ٤٠ ﴾ [النبأ : ٤٠] 

ความว่า “แท้จริง เราได้แจ้งเตือนพวกเจ้า ถึงการลงโทษที่ใหญ่หลวง วันที่คนผู้หนึ่งมอง ไปยังสิ่งที่มือของเขา ได้กระทำไว้ และคนกาฟิรฺ ก็จะกล่าวว่า โอ้ ถ้าตัวฉันเป็นแค่ฝุ่นดินเสียก็ดี (จะได้ไม่ต้องรับโทษ)” (อัน-นะบะอ์ 40)

ในการที่จะทำความเข้าใจ และใคร่ครวญอายะฮฺดังกล่าวนี้ ถามว่าเรามีจำเป็นแค่ไหน ที่ต้องกลับไปดูตัฟซีรฺ ? ไม่เลย สิ่งที่จำเป็นก็คือ แค่เราหยุดชั่วครู่ เพื่ออยู่กับภาพที่น่าสะพรึงกลัวนี้ แล้วทบทวนบัญชีของตัวเอง กับวันอาคิเราะฮฺที่ใกล้เข้ามาทุกทีว่า ฉันเตรียมอะไรบ้างแล้ว ? ถ้าหากว่า จะมีการตรวจสอบบัญชีการงานความดีความชั่ว ณ ตอนนี้ ฉันหวังอยากจะเป็นอะไร ? แล้วเหตุใดที่คนกาฟิรฺ ถึงได้หวังอยากจะเป็นดินฝุ่นเล่า ? ข้าพเจ้าคิดว่า คำตอบสำหรับคำถามเช่นที่กล่าวมานี้ คงพอที่จะให้เราบรรลุ ถึงจุดประสงค์ของการตะดับบุรฺได้แล้ว และนี่คือสิ่งที่หมายถึง จากประเภทของการเข้าใจที่เราบอกว่า เข้าใจในเชิงจิตวิญญาณ และการศรัทธาใครก็ตามที่พินิจ ใคร่ครวญอัลกุรอาน เขาก็จะพบว่า ประเด็นหลักๆ ในอัลกุรอานนั้น ชัดเจนมาก ซึ่งคนทั่วไป ที่เข้าใจภาษาอาหรับ สามารถจะเข้าใจมันได้เลย เช่น ประเด็นเรื่อง เตาฮีด วันอาคิเราะฮฺ ผลตอบแทนที่ดี และชั่ว ความน่าสะพรึงกลัวของมัน หลักพื้นฐานของมารยาทอันดีงาม และมารยาทที่ชั่วช้า
จากที่ประสบมา กับคนทั่วๆ ไป บางคนที่ข้าพเจ้าเห็น ข้าพเจ้ากล้ายืนยันว่า ถ้าใครคนหนึ่ง ใช้ความคิดของเขาสักนิด ไม่ว่าเขาจะมีระดับความรู้แค่ไหน ก็ตาม แค่คิดในเรื่องเหล่านี้ เพียงนิดเดียว เขาก็จะได้รับผลลัพธ์อันดีงาม ที่ยิ่งใหญ่มากมายทีเดียว

ครั้งหนึ่ง มีชาวบ้านธรรมดาๆ แถวบ้านของเราคนหนึ่ง ฟังอิมามอ่านอายะฮฺในสูเราะฮฺ อัล-อะห์ซาบ ที่ว่า

﴿ وَإِذۡ أَخَذۡنَا مِنَ ٱلنَّبِيِّ‍ۧنَ مِيثَٰقَهُمۡ وَمِنكَ وَمِن نُّوحٖ وَإِبۡرَٰهِيمَ وَمُوسَىٰ وَعِيسَى ٱبۡنِ مَرۡيَمَۖ وَأَخَذۡنَا مِنۡهُم مِّيثَٰقًا غَلِيظٗا ٧ لِّيَسۡ‍َٔلَ ٱلصَّٰدِقِينَ عَن صِدۡقِهِمۡۚ وَأَعَدَّ لِلۡكَٰفِرِينَ عَذَابًا أَلِيمٗا ٨ ﴾ [الأحزاب: ٧-٨] 

ความว่า “และจงรำลึกถึง ขณะที่เราได้เอาคำมั่นสัญญา จากบรรดานบี และจากเจ้า (มุหัมมัด) และจากนูหฺ อิบรอฮีม มูซา และอีซาบุตรของมัรยัม และเราได้เอาคำมั่นสัญญา อย่างหนักแน่น จากพวกเขา เพื่อพระองค์จะทรงสอบถามบรรดาผู้สัจจริง เกี่ยวกับความสัจจริงของพวกเขา และพระองค์ทรงเตรียมการลงโทษ อันเจ็บปวดไว้แก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา” (อัล-อะห์ซาบ 7-8)

แค่ได้ยินดังกล่าว พอละหมาดเสร็จ เขาก็ลุกขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลน เพื่อพูดกับบรรดาคนที่มาละหมาดว่า “โอ้ พรรคพวกทั้งหลาย จงเกรงกลัวอัลลอฮฺเถิด บรรดาศาสนทูตของอัลลอฮฺ ที่มีสถานะประเสริฐยิ่งเหล่านี้ ยังต้องถูกถามถึงความสัจจริงของพวกเขา แล้วนับประสาอะไรกับพวกเราเล่า?” จากนั้นเขาก็ร้องไห้ และเป็นเหตุให้คนอื่นร้องไห้ ตามไปด้วย ขออัลลอฮฺทรงเมตตาเขาด้วยเถิด

ใครก็ตามที่อัลลอฮฺประทานให้เขา ได้ตะดับบุรฺ ได้ใช้ชีวิตอยู่กับอัลกุรอาน แน่นอน แสดงว่า เขาได้ยึดกับกุญแจ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สำหรับการมีชีวิตชีวาของหัวใจ เหมือนที่อิบนุลก็อยยิม ได้กล่าวว่า “การตะดับบุรฺ คือ กุญแจแห่งการมีชีวิตของหัวใจ” และเขาก็จะพบว่า การมีชีวิตสาละวนอยู่กับอัลกุรอาน ย่อมไม่มีสิ่งใดที่จะเทียบเท่าได้อีก อัลลอฮฺไม่ได้ตรัสแก่ท่านนบีของพระองค์ ดอกหรือว่า

﴿ مَآ أَنزَلۡنَا عَلَيۡكَ ٱلۡقُرۡءَانَ لِتَشۡقَىٰٓ ٢ ﴾ [طه: ٢] 

ความว่า “เราหาได้ประทานอัลกุรอานลงมา แก่เจ้า เพื่อให้เจ้าต้องทุกข์แต่อย่างใดไม่” (ฏอฮา 2)

ไม่เลย ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ พระองค์ไม่ได้ทำให้อัลกุรอาน เป็นสิ่งที่ก่อทุกข์ แต่ทรงทำให้มัน เป็นความเมตตา เป็นแสงสว่าง เป็นหลักฐาน ชี้ทางสู่สวรรค์ เช่นที่เกาะตาดะฮฺ ได้กล่าวว่า “ฉันขอวิงวอน ต่ออัลลอฮฺ ให้ทรงเปิดหัวใจของฉัน และหัวใจของท่าน เพื่อให้ได้เข้าใจอัลกุรอานของพระองค์ ได้ใคร่ครวญมัน อย่างถูกต้อง ตามที่ทรงโปรดปรานแก่เรา”

وصلى الله وسلم على سيدنا ونبينا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين .

แปลโดย : ซุฟอัม อุษมาน
ที่ม : islamtoday.net

islamhouse.com

 

หน้าหลัก

ไม่สงวนลิขสิทธิ์สำหรับบทความของเว็บไซต์นี้ ทีมงานสนับสนุนให้มีการเผยแพร่ต่อเพื่อความดีงาม
www.facebook.com/hasem.piwdee

จำนวนผู้เข้าชม